โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘คุณภาพน้ำ–การป้องกันโรค’ ตัวแปรชี้ชะตาอุตสาหกรรมกุ้งไทย บทเรียนจากวิกฤตแม่น้ำกก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 20.39 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 03.39 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่า “คุณภาพน้ำ” ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกประเภท โดยเฉพาะ “กุ้ง” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมสูง น้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอยู่อาศัยของกุ้งเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุจำเป็นต่อการเจริญเติบโต ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพน้ำ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพสัตว์น้ำ และคุณภาพผลผลิตตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรณีปัญหาการปนเปื้อนสารพิษใน แม่น้ำกก กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2568 หลังตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ได้แก่ สารหนู แคดเมียม และตะกั่ว ซึ่งมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจมีสาเหตุมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ข้ามพรมแดน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำอย่างรุนแรง พบสัตว์น้ำจำนวนมากป่วยติดเชื้อ มีบาดแผลตามลำตัว และเกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ นอกจากนี้ยังสร้างความกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในระยะยาว แม้เวลาจะผ่านมากว่า 7 เดือนแล้ว แต่ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คุณภาพน้ำถือเป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่ออัตราการรอดของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้ง หากน้ำไม่สะอาดหรือมีการปนเปื้อน ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่บ่อเลี้ยงและสร้างความเสียหายต่อฟาร์มได้

ในมุมมองของผู้เลี้ยงกุ้ง นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษา สมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำอย่างมาก เกษตรกรจึงต้องตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การนำน้ำจากแหล่งธรรมชาติเข้าสู่บ่อเลี้ยงจึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

“การตรวจสอบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด ภาครัฐควรสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร และมีระบบแจ้งเตือนเมื่อพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ใช้น้ำสามารถรับมือได้ทันก่อนจะเกิดความเสียหายต่อสัตว์น้ำและฟาร์มเลี้ยง” นายบรรจง กล่าว

สอดคล้องกับมุมมองของนายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ที่ระบุว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นอันดับต้น ๆ โดยต้องตรวจวัดทั้งค่าความเป็นกรด-ด่าง และค่าปริมาณแร่ธาตุในน้ำตั้งแต่เริ่มเลี้ยง รวมถึงติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตลอดรอบการผลิต เนื่องจากคุณภาพน้ำมีผลโดยตรงต่ออัตราการรอดของกุ้ง

สนิทกล่าวว่า ระบบการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาที่กลุ่มนำมาใช้สามารถช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำจากไข่กุ้งหรือไข่ปลาที่ไหลเข้ามาจากแหล่งน้ำภายนอกได้ ทำให้ไม่เกิดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ อย่างไรก็ตาม แม้ระบบจะมีความเข้มงวดเพียงใด ก็ยังไม่สามารถป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีหรือโลหะหนักที่มากับแหล่งน้ำได้

“หากเกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำเหมือนกรณีแม่น้ำกก ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โชคดีว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่แหล่งเลี้ยงกุ้งหลักของประเทศ”

ด้านการส่งออก นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย ระบุว่า ก่อนหน้านี้สมาคมได้ยื่นหนังสือเสนอ 11 มาตรการต่อภาครัฐ เพื่อผลักดันให้ “กุ้ง” เป็นวาระแห่งชาติ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมมาตรฐานฟาร์ม (GAP) และการเพาะเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยกระดับระบบป้องกันและควบคุมโรคในกุ้ง รวมถึงการเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ สมาคมประเมินว่าปี 2569 ยังเป็นโอกาสของกุ้งไทยในตลาดโลก แต่ปัญหาสำคัญคืออุตสาหกรรมยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาโรคกุ้งได้ ส่งผลให้ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปิดกว้าง

ท้ายที่สุด ไม่ว่าบทสรุปของกรณีปนเปื้อนในแม่น้ำกกจะออกมาในทิศทางใด “คุณภาพน้ำ” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลเป็นอันดับต้น ๆ เพราะไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...