โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากสีคิ้ว ถึงพระราม 2 บทเรียนที่แลกด้วยชีวิตประชาชน จับตา ยกเลิก 'สัญญาจ้าง' ทำได้จริงหรือไม่

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 31 ม.ค. เวลา 08.03 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. เวลา 07.36 น.

เปิดปีม้าไฟ 2569 แทนที่จะเป็นการเริ่มต้นของการทะยานไปข้างหน้าตามแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับกลายเป็นเปิดปีด้วยความโศกเศร้าและหวาดกลัวตั้งแต่อาทิตย์แรกๆ

เมื่อโครงการเมกะโปรเจ็กต์ระดับชาติพร้อมใจกัน ‘ร่วง’ ลงมาทับชีวิตผู้บริสุทธิ์ติดๆ กัน 2-3 วันรวดประหนึ่งโดมิโนมรณะ

ภาพเครนยักษ์จากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (สัญญา 3-4) ที่หล่นลงมาฟาดขบวนรถไฟด่วนพิเศษ 21 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 มกราคม คือภาพจำที่น่าสะเทือนใจเกินกว่าที่คนไทยจะรับได้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุในเขตก่อสร้าง แต่เป็นอุบัติเหตุที่พรากชีวิตผู้โดยสารรถไฟที่กำลังจะมีช่วงเวลาที่ดีไปถึง 30 ราย

ถัดมาเพียง 24 ชั่วโมง ในวันที่ 15 มกราคม ที่ถนนพระราม 2 เจ้าเก่าเจ้าเดิมตำนานการก่อสร้างชั่วกัลปาวสาน เกิดเหตุคานปูน (Segment) และเครนยกของโครงการ มอเตอร์เวย์ M82 ก็ร่วงลงมาทับรถกระบะมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย ตามมาด้วยเหตุท่อน้ำแตก ถนนทรุด และไฟไหม้ซ้ำซ้อนราวกับว่ามีอาถรรพ์กรรมซ้ำซ้อน

จากอำเภอสีคิ้ว โคราช ถึงถนนพระราม 2 สมุทรสาคร สะท้อนให้เห็นว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่หากเป็นคำเตือนรุนแรงว่า ความปลอดภัยของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องทบทวนและแก้ไขอย่างเข้มงวดอย่างจริงจัง

ทั้งสองโครงการอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ที่เติบโตคู่รัฐไทยมายาวนาน ผ่านยุครัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า ผ่านโครงการเมกะโปรเจ็กต์นับไม่ถ้วน

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากกระทรวงคมนาคม สภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ชี้ชัดไปในทางเดียวกันว่านี่ไม่ใช่ “เหตุสุดวิสัย” แต่เป็น “ความผิดพลาดส่วนบุคคลและระบบ”

โดยที่กรณีที่สีคิ้วระบุชัดว่า ผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยที่กำหนดในสัญญา ไม่มีการปิดเส้นทางหรือแจ้งระงับการเดินรถ ขณะที่มีการเคลื่อนย้ายเครน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับ และนำไปสู่โศกนาฏกรรม นี่ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่คือการ “ละเมิดสัญญาอย่างร้ายแรง” และสะท้อนการทำงานที่เร่งรัดไปถึงเป้าหมายมาก่อนความปลอดภัย

ส่วนในกรณีพระราม 2 แม้ผลสอบยังไม่สรุป แต่ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นก็ชี้ไปที่ปัญหาระบบรองรับและการรับน้ำหนักของโครงสร้าง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบ การติดตั้ง และการควบคุมงาน

ในทางมิตินโยบายและการเมือง นี่คือบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องรับศึกหนักจากความกดดันของทุกฝ่ายและเสียงด่าจากสังคมว่า จะรับผิดชอบแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร

หากรัฐไม่กล้าตัดสินใจก็เท่ากับส่งสัญญาณว่า “ผู้รับเหมารายใหญ่” ยังอยู่เหนือความรับผิดชอบ

ดังนั้น ครั้งนี้ รัฐบาลน้ำเงินจึงเลือกเล่นไพ่ใบแรงตัดสินใจจะขอเลิกสัญญากับทางอิตาเลียนไทย โดยเริ่มที่โครงการรถไฟความเร็วสูงที่สีคิ้ว

โดยปกติแล้ว การจะเลิกสัญญากับผู้รับเหมายักษ์ใหญ่ระดับอิตาเลียนไทยเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะติดข้อกฎหมาย ยุ่งยากเรื่องงบประมาณ และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับจนโครงการคาราคาซัง

แต่ครั้งนี้ พิพัฒน์ออกมาประกาศเสียงแข็งว่า สัญญาเหล่านี้คือ ‘สัญญาทางปกครอง’ ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ “ประโยชน์สาธารณะ” ต้องอยู่เหนือข้อกฎหมายแพ่งทั่วไป รัฐมีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้หากกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

แม้โครงการรถไฟความเร็วสูงที่โคราชจะเสร็จไปแล้วกว่า 90% แต่รัฐบาลก็พร้อมจะ “ตัดจบ” และขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) เพื่อกู้ศรัทธาด้านการควบคุมงานก่อสร้างโครงการของภาครัฐ แม้จะต้องไปสู้กันต่อในชั้นศาลปกครองหรืออนุญาโตตุลาการก็ตาม ซึ่งครั้งนี้ พิพัฒน์ไม่ได้หวั่นใจและพร้อมเผชิญหน้าหากเอกชนตัดสินใจฟ้องกลับ

แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 กระทรวงคมนาคมยังไม่ตัดสินใจเดินเกมขั้นเด็ดขาดด้วยการยกเลิกสัญญา โดยให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบทางเทคนิคและวิศวกรรมอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อนหรือไม่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อีกด้านหนึ่ง ภายใต้แรงกดดันจากสังคมและคำถามต่อมาตรฐานความปลอดภัย บริษัทอิตาเลียนไทยเลือกออกมาแสดงจุดยืนเชิงรุก โดยประกาศความพร้อมรับผิดชอบและเข้าสู่ทุกกระบวนการตรวจสอบโดยไม่หลีกเลี่ยง

สุเมธ สุรบถโสภณ รองประธานบริหารอาวุโสบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับผลการพิจารณาทุกประการโดยไม่มีข้อแก้ตัว พร้อมเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตทันที โดยไม่รอขั้นตอนเอกสาร

เบื้องต้น บริษัทได้จัดเตรียมเงินเยียวยารายละกว่า 1 ล้านบาท ควบคู่กับค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัยและการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

ส่วนข้อสงสัยเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการเร่งรัดงานในช่วงท้ายของโครงการ สุเมธชี้แจงว่า การเช่าเครื่องจักรเพิ่มเติมในบางจุดเป็นไปตามความจำเป็นของแผนงาน

แต่ยืนยันว่า เครื่องจักรทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบจากบริษัทที่ปรึกษาและผู้ควบคุมงานตามหลักวิศวกรรม พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่เชื่อมโยงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินกับการลดมาตรฐานงานก่อสร้าง

“บริษัทยืนยันว่า มีระบบกำกับดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวด และได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อพิจารณาบทลงโทษกรณีความประมาทอย่างรุนแรง เหตุที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของทุกโครงการ” สุเมธระบุ

สุเมธยังปฏิเสธกระแสข่าวอิตาเลียนเตรียมฟ้องร้องภาครัฐ พร้อมยืนยันความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยขอโอกาสจากสังคมในการปรับปรุงการทำงาน และให้คำมั่นว่าจะยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ท้ายที่สุด สังคมกำลังรอคำตอบว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยงานก่อสร้าง เพื่อเซฟชีวิตประชาชนจริงๆ จังๆ สักที!!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากสีคิ้ว ถึงพระราม 2 บทเรียนที่แลกด้วยชีวิตประชาชน จับตา ยกเลิก ‘สัญญาจ้าง’ ทำได้จริงหรือไม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...