จากสีคิ้ว ถึงพระราม 2 บทเรียนที่แลกด้วยชีวิตประชาชน จับตา ยกเลิก 'สัญญาจ้าง' ทำได้จริงหรือไม่
เปิดปีม้าไฟ 2569 แทนที่จะเป็นการเริ่มต้นของการทะยานไปข้างหน้าตามแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับกลายเป็นเปิดปีด้วยความโศกเศร้าและหวาดกลัวตั้งแต่อาทิตย์แรกๆ
เมื่อโครงการเมกะโปรเจ็กต์ระดับชาติพร้อมใจกัน ‘ร่วง’ ลงมาทับชีวิตผู้บริสุทธิ์ติดๆ กัน 2-3 วันรวดประหนึ่งโดมิโนมรณะ
ภาพเครนยักษ์จากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (สัญญา 3-4) ที่หล่นลงมาฟาดขบวนรถไฟด่วนพิเศษ 21 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 มกราคม คือภาพจำที่น่าสะเทือนใจเกินกว่าที่คนไทยจะรับได้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุในเขตก่อสร้าง แต่เป็นอุบัติเหตุที่พรากชีวิตผู้โดยสารรถไฟที่กำลังจะมีช่วงเวลาที่ดีไปถึง 30 ราย
ถัดมาเพียง 24 ชั่วโมง ในวันที่ 15 มกราคม ที่ถนนพระราม 2 เจ้าเก่าเจ้าเดิมตำนานการก่อสร้างชั่วกัลปาวสาน เกิดเหตุคานปูน (Segment) และเครนยกของโครงการ มอเตอร์เวย์ M82 ก็ร่วงลงมาทับรถกระบะมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย ตามมาด้วยเหตุท่อน้ำแตก ถนนทรุด และไฟไหม้ซ้ำซ้อนราวกับว่ามีอาถรรพ์กรรมซ้ำซ้อน
จากอำเภอสีคิ้ว โคราช ถึงถนนพระราม 2 สมุทรสาคร สะท้อนให้เห็นว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่หากเป็นคำเตือนรุนแรงว่า ความปลอดภัยของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องทบทวนและแก้ไขอย่างเข้มงวดอย่างจริงจัง
ทั้งสองโครงการอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ที่เติบโตคู่รัฐไทยมายาวนาน ผ่านยุครัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า ผ่านโครงการเมกะโปรเจ็กต์นับไม่ถ้วน
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากกระทรวงคมนาคม สภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ชี้ชัดไปในทางเดียวกันว่านี่ไม่ใช่ “เหตุสุดวิสัย” แต่เป็น “ความผิดพลาดส่วนบุคคลและระบบ”
โดยที่กรณีที่สีคิ้วระบุชัดว่า ผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยที่กำหนดในสัญญา ไม่มีการปิดเส้นทางหรือแจ้งระงับการเดินรถ ขณะที่มีการเคลื่อนย้ายเครน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับ และนำไปสู่โศกนาฏกรรม นี่ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่คือการ “ละเมิดสัญญาอย่างร้ายแรง” และสะท้อนการทำงานที่เร่งรัดไปถึงเป้าหมายมาก่อนความปลอดภัย
ส่วนในกรณีพระราม 2 แม้ผลสอบยังไม่สรุป แต่ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นก็ชี้ไปที่ปัญหาระบบรองรับและการรับน้ำหนักของโครงสร้าง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบ การติดตั้ง และการควบคุมงาน
ในทางมิตินโยบายและการเมือง นี่คือบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องรับศึกหนักจากความกดดันของทุกฝ่ายและเสียงด่าจากสังคมว่า จะรับผิดชอบแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร
หากรัฐไม่กล้าตัดสินใจก็เท่ากับส่งสัญญาณว่า “ผู้รับเหมารายใหญ่” ยังอยู่เหนือความรับผิดชอบ
ดังนั้น ครั้งนี้ รัฐบาลน้ำเงินจึงเลือกเล่นไพ่ใบแรงตัดสินใจจะขอเลิกสัญญากับทางอิตาเลียนไทย โดยเริ่มที่โครงการรถไฟความเร็วสูงที่สีคิ้ว
โดยปกติแล้ว การจะเลิกสัญญากับผู้รับเหมายักษ์ใหญ่ระดับอิตาเลียนไทยเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะติดข้อกฎหมาย ยุ่งยากเรื่องงบประมาณ และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับจนโครงการคาราคาซัง
แต่ครั้งนี้ พิพัฒน์ออกมาประกาศเสียงแข็งว่า สัญญาเหล่านี้คือ ‘สัญญาทางปกครอง’ ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ “ประโยชน์สาธารณะ” ต้องอยู่เหนือข้อกฎหมายแพ่งทั่วไป รัฐมีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้หากกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน
แม้โครงการรถไฟความเร็วสูงที่โคราชจะเสร็จไปแล้วกว่า 90% แต่รัฐบาลก็พร้อมจะ “ตัดจบ” และขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) เพื่อกู้ศรัทธาด้านการควบคุมงานก่อสร้างโครงการของภาครัฐ แม้จะต้องไปสู้กันต่อในชั้นศาลปกครองหรืออนุญาโตตุลาการก็ตาม ซึ่งครั้งนี้ พิพัฒน์ไม่ได้หวั่นใจและพร้อมเผชิญหน้าหากเอกชนตัดสินใจฟ้องกลับ
แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 กระทรวงคมนาคมยังไม่ตัดสินใจเดินเกมขั้นเด็ดขาดด้วยการยกเลิกสัญญา โดยให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบทางเทคนิคและวิศวกรรมอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อนหรือไม่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
อีกด้านหนึ่ง ภายใต้แรงกดดันจากสังคมและคำถามต่อมาตรฐานความปลอดภัย บริษัทอิตาเลียนไทยเลือกออกมาแสดงจุดยืนเชิงรุก โดยประกาศความพร้อมรับผิดชอบและเข้าสู่ทุกกระบวนการตรวจสอบโดยไม่หลีกเลี่ยง
สุเมธ สุรบถโสภณ รองประธานบริหารอาวุโสบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับผลการพิจารณาทุกประการโดยไม่มีข้อแก้ตัว พร้อมเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตทันที โดยไม่รอขั้นตอนเอกสาร
เบื้องต้น บริษัทได้จัดเตรียมเงินเยียวยารายละกว่า 1 ล้านบาท ควบคู่กับค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัยและการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
ส่วนข้อสงสัยเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการเร่งรัดงานในช่วงท้ายของโครงการ สุเมธชี้แจงว่า การเช่าเครื่องจักรเพิ่มเติมในบางจุดเป็นไปตามความจำเป็นของแผนงาน
แต่ยืนยันว่า เครื่องจักรทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบจากบริษัทที่ปรึกษาและผู้ควบคุมงานตามหลักวิศวกรรม พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่เชื่อมโยงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินกับการลดมาตรฐานงานก่อสร้าง
“บริษัทยืนยันว่า มีระบบกำกับดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวด และได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อพิจารณาบทลงโทษกรณีความประมาทอย่างรุนแรง เหตุที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของทุกโครงการ” สุเมธระบุ
สุเมธยังปฏิเสธกระแสข่าวอิตาเลียนเตรียมฟ้องร้องภาครัฐ พร้อมยืนยันความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยขอโอกาสจากสังคมในการปรับปรุงการทำงาน และให้คำมั่นว่าจะยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก
ท้ายที่สุด สังคมกำลังรอคำตอบว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยงานก่อสร้าง เพื่อเซฟชีวิตประชาชนจริงๆ จังๆ สักที!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากสีคิ้ว ถึงพระราม 2 บทเรียนที่แลกด้วยชีวิตประชาชน จับตา ยกเลิก ‘สัญญาจ้าง’ ทำได้จริงหรือไม่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly