โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

พิสูจน์ ‘บาร์โค้ดเลือกตั้ง’ ปั่นกระแส ค้าน ‘รัฐบาลโกง’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความพยายามของ “ภาคประชาชน” ที่ต้องการพิสูจน์ว่า กระบวนการเลือกตั้งที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ดำเนินการ โดยเฉพาะกรณี“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง” นั้น ส่อกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการเลือกตั้งที่เป็นอิสระ และเป็นความลับ ได้ทำสำเร็จแล้ว

หลังคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่ “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” สว. เป็นประธานกมธ. ได้เปิดพื้นที่ให้ใช้เวทีของ กมธ.เป็นหลักพิง หลบการจ้องฟ้องร้องจาก“กกต.”

จัดจำลองเชิงเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งสส. เป็น “ลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ” ผ่านบัตรลงคะแนนสีชมพู ที่กำหนด 6 ชนิดก๋วยเตี๋ยว โดยบนบัตรจะแสดงคิวอาร์ และบาร์โค้ดด้วย และมีอาสาลงคะแนน 10 คน พร้อมกับกำหนดทีมถอดรหัส 5 ทีม

โดยผลการถอดรหัสพบว่า มี 3 ทีมที่ถอดรหัสการลงคะแนนไปยังผู้กาคะแนนได้ถูกต้องครบถ้วน ขณะที่อีก 1 ทีม ถอดรหัสถูกต้อง 9 คน และอีก 1 ทีม ถอดรหัสถูกต้อง 4 คน และมีบทสรุปว่า“คนภายนอก” สามารถตรวจสอบย้อนความได้ว่า “ใครลงคะแนนเลือกอะไร”

ภายหลังกิจกรรมจำลองลงคะแนน มีนักวิชาการอย่างน้อย 2 คน คือ “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ“เจษฎ์ โทณะวณิก” แกนนำพรรครักชาติ ฐานะอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เห็นตรงกันว่า กระบวนการที่ “กกต.” ออกแบบให้มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถสืบย้อนได้ว่า ใครลงคะแนนให้ใคร มีผลต่อการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

โดย “อ.ปริญญา” สะท้อนในมุมที่อาจจะเป็นอันตรายต่อ“ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง” ที่รัฐธรรมนูญวางหลักให้ได้รับความคุ้มครองจากบทบัญญัติ “ลงคะแนนลับ” ว่า จากกิจกรรมทดลองสามารถรู้ได้ว่า ใครเลือกใคร เพราะหัวคะแนนที่เฝ้าดูการลงคะแนนสามารถตรวจสอบจากลำดับลงคะแนน และรู้ได้ว่าการใช้เงินนั้นได้ผลหรือไม่ นอกจากนั้น หากพบว่ามี“เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยทุจริต" อาจเปิดช่องให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการลงคะแนนหรือเดือดร้อนได้

“สิ่งที่กกต.ควรทำ คือเลิกใช้บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และทำระบบที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า หัวคะแนนหรือเจ้าหน้าที่กกต. จะไม่สามารถรู้ได้ว่าเลือกใคร แม้ประชาชนรับเงิน ต้องมีสิทธิ์กากบาทในสิ่งที่อยากกา ไม่ใช่เพราะเงินที่รับมา” อ.ปริญญา ระบุ

ตรงกับ “อ.เจษฎ์” ที่แสดงความกังวลต่อข้อสันนิษฐานที่ว่า หากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยถูกซื้อตัว จะทำให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ที่ทำให้ล่วงรู้การลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ และจะทำให้หัวคะแนนของนักการเมืองนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้

โดยประเด็นนี้ ได้ตั้งคำถามไปยัง “ 7 กกต.” และ “แสวง บุญมี" เลขาธิการ กกต.ว่า รับรู้ถึงเหตุที่จะเกิดขึ้นตามที่สังคมตั้งคำถามหรือไม่ หากรู้ แสดงว่า 7 กกต. และเลขาฯ กกต. มีโอกาสถูกกล่าวหาว่า รู้เห็นเป็นใจได้

พร้อมกันนั้น “อ.เจษฎ์” ขยายความในประเด็นการจัดทำความมุ่งหมายของ “การเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับ” ในฐานะที่เป็น“อดีตที่ปรึกษา กรธ.” ว่า เป็นสิ่งที่เขียนไว้ให้ “กกต.” ดำเนินการต่อในการคุ้มครองการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

“การเลือกตั้งโดยตรงและลับ นั้นเป็นบทบัญญัติ ซึ่งตอนที่เขียนความมุ่งหมาย มองแค่ว่าต้องมีกฎหมายคุ้มครอง และวันนั้นที่เขียนนั้นไม่คิดว่าจะมีใครใส่รหัสเพื่อย้อนดูบัตรว่า ใครกาให้ใครได้ ซึ่ง ณ วันนั้น เขียนว่าตรวจไม่ได้ เพราะมีกฎหมายคุ้มครอง ขณะที่ กกต.ต้องทำอย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองความลับ”

ทว่า ในมุมของ “กกต.” ที่ล่าสุด รับรอง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ จำนวน 499 คน พร้อมกับย้ำบทบาทหน้าที่ของ กกต.ว่า ต้องจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม ชอบด้วยกฎหมาย โดย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยากร รองเลขาธิการ กกต. ฐานโฆษก สำนักงาน กกต. ย้ำว่าได้ปกป้องสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการออกเสียงลงคะแนนให้เป็นไปโดยตรง และลับตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนข้อสงสัย หรือข้อสังเกตต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

เท่ากับว่าเป็นการตอบโต้ “ภาคประชาชน” ที่ตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งอยู่ในทีม และปฏิเสธความไม่ชอบมาพากลที่ถูกตั้งเป็นข้อสังเกตไว้

ดังนั้นในประเด็นที่เป็นความเห็นต่าง และยังมีเรื่องที่คาอยู่ในชั้นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ภาคประชาชนขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง แม้หลายฝ่ายประเมินว่า“ผู้ตรวจการแผ่นดิน" จะไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกระบวนการเลือกตั้งนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว และไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญอีกต่อไป

ทว่า ในมุมมองทางการเมืองของ“เจษฎ์ โทณะวณิก” มองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรับพิจารณา เพราะความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งว่าสุจริต เที่ยงธรรม อาจกระทบต่อการเดินหน้าบ้านเมือง เพราะมีอาจมีตราหน้ารัฐบาลชุดใหม่ว่า มาด้วยการโกง รวมถึงรัฐมนตรีมาจากการโกง ซึ่งส่งผลทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้

และสุดท้ายประเทศ อาจเดินวนสู่หลุมดำทางการเมืองอีกรอบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...