โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สบน.เปิดแผนบริหารหนี้ รักษาวินัยคลัง-หนุนเศรษฐกิจฟื้น

เดลินิวส์

อัพเดต 6 มีนาคม 2569 เวลา 1.26 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่เผชิญวิกฤตมาต่อเนื่อง นับตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิด จนรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อรับมือกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งทะลุเพดาน 40% ไปจนเกิน 60% ของจีดีพี

แม้วันนี้จะผ่านไป 5-6 ปีแล้ว แต่ตัวเลขหนี้ยังสูงขึ้นไม่ลดลง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบาง จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีสหรัฐ ปัญหาชายแดน ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องเชิงนโยบาย จนกระทบต่อความเชื่อมั่นในทุกระดับ

ในโอกาสนี้ ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ ได้โอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นางจินดารัตน์ วิริยะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณ (สบน.) ถึงแนวทางการบริหารจัดการหนี้ของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะปีนี้ที่จะมีการประเมินเครดิตของไทยจากหลายสถาบันชั้นนำทั่วโลก

หนี้ไทยลดช้า

ผอ.สบน.เผยว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในภาพรวมของการบริหารจัดการทางการคลังนั้น ประกอบด้วย 3 ขาหลัก คือ ขารายได้ คือ ภาษี ขารายจ่าย คือ งบประมาณ และขาเงินกู้ หรือหนี้ โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ทำหน้าที่เป็นส่วนสุดท้ายในการดูแลภาระหนี้ทั้งหมด โดยล่าสุด หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 65.64% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการคลังอยู่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีการเปรียบเทียบว่า หนี้ต่อจีดีพีของไทยก็ยังสูงเพิ่มขึ้นตอเนื่อง สวนทางกับประเทศอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ขยายตัวดี ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลง

ดังนั้น สบน.จึงต้องวางแนวทางการบริหารพื้นที่ทางการคลัง และการจัดการหนี้สาธารณะ เพื่อรับมือภาวะดังกล่าว ซึ่งในการบริหารหนี้ สบน.ได้วางกรอบแนวทางชัดเจน โดยมีการปรับกลยุทธ์การบริหารหนี้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้มีต้นทุนทางการเงินที่ดีที่สุด ตลอดจนการรักษาวินัยในการชำระคืนหนี้ โดยกำหนดเป็นวินัยที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่รัฐบาลรับภาระไม่น้อยกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

เพิ่มพื้นที่การคลัง

ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลมั่นใจว่า มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ประคับประคองเศรษฐกิจประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาวินัยทางการคลัง ให้เป็นไปตามพ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะฯ ซึ่งกำหนดให้มีการขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของบประมาณรายจ่ายและ 80% ของงบชำระหนี้ ซึ่งกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (2570-2573)ฉบับปัจจุบัน วงเงินกู้เพื่อการขาดดุลยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายดังกล่าว

การวางแนวทางบริหารดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการการคลัง และสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือทางการคลัง ในการออกมาตรการที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อยู่ โดยอาจมีทั้งมาตรการระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง พลัส ซึ่งสามารถทำได้ในระดับเหมาะสม แต่ก็ต้องมีมาตรการระยะปานกลาง และระยะยาวเพื่อดึงดูดการลงทุนด้วย อาทิเช่น นโยบาย บีโอไอ ฟาสต์ พาส สำหรับดึงดูดการลงทุน เป็นต้น

สร้างความเชื่อมั่น

“บทบาทการบริหารหนี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้น พื้นที่ทางการคลังจะมีมากขึ้น และมีความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ ก็จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่น ท้ายสุดเมื่อเศรษฐกิจดี มีความเชื่อมั่น รัฐบาลก็สามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้นตาม ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง ทำให้เพดานหนี้สาธารณะลดลงในที่สุด”

นอกเหนือจากการจัดการตัวเลขหนี้แล้ว สบน. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะและนักลงทุนผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การลดระดับความจำเป็นในการพึ่งพาการเงินภาครัฐของรัฐวิสาหกิจ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้มแข็งขึ้น การจัดการดุลการคลัง เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังอย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างความเชื่อมั่นกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ปฏิรูปภาษีเพิ่มรายได้

ผู้อำนวยการ สบน.เผยว่า เราคาดหวังว่า ด้วยแนวทางการบริหารจัดการหนี้เชิงรุก อาทิ การลดระดับความจำเป็นในการพึ่งพาการเงินภาครัฐ และการรักษาพื้นที่ทางการคลังอย่างมีวินัย ประกอบกับแนวคิด Credible ซึ่งเป็นแนวนโยบายของการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่มีเป้าหมายหลักในการวางรากฐานเพื่อลดการขาดดุลการคลัง จะมุ่งสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และเป็นฐานรากสำคัญที่ทำให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้

สำหรับแนวคิด Credible ได้ยึดหลักวินัยการคลัง ความโปร่งใส และความชัดเจนในทุกมิติ พร้อมกับกำหนดแนวทางจัดการทั้งรายได้ ทรัพย์สิน รายจ่าย และหนี้สาธารณะให้เป็นรูปธรรม โดยด้านรายได้ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคล ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เช่น การปรับปรุง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าลดหย่อนต่างๆ การเพิ่มภาษีใหม่ๆ เช่น ภาษีบาป รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ

คุมแน่น ใช้มาตรา28

ด้านรายจ่าย ได้วางกรอบให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ ให้ความสำคัญสูงสุดกับโครงการตามนโยบายหลักรัฐบาลที่วางไว้ กระตุ้นและพัฒนาประเทศ การจัดทำแผนงานเป้าหมาย ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ที่ชัดเจน การทำงบประมาณเชิงพื้นที่ การบริหารจัดการแหล่งเงินอย่างบูรณาการ ตลอดจนให้พิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงหาแหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเข้มงวดในการใช้มาตรการกึ่งการคลัง ผ่านมาตรา 28 โดยให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการเสนอโครงการในลักษณะเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดการปรับตัวหรือเพิ่มผลผลิต พร้อมกับเน้นโครงการที่ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ภาพการผลิตของภาคการเกษตรเป็นสำคัญ เพื่อให้ปรับลดการขาดดุลการคลัง ไม่เกิน 3%ของจีดีพี ภายในปี 72

“จากแนวทางการบริหารจัดการหนี้ ที่ให้ความสำคัญต่อการลดการขาดดุล ผ่านแผนการคลังระยะปานกลาง ควบคู่กับการที่รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างผ่านไทยแลนด์ 10 พลัส มั่นใจว่าจะเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ สร้างความเชื่อมั่น และเป็นเหตุผลที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มีมุมมองที่ดีต่อเครดิตของประเทศไทย เพิ่มโอกาสให้เอาท์ลุกกลับสู่ระดับ เสถียรภาพได้ อีกครั้ง” ผอ.สบน.กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...