สบน.เปิดแผนบริหารหนี้ รักษาวินัยคลัง-หนุนเศรษฐกิจฟื้น
แม้วันนี้จะผ่านไป 5-6 ปีแล้ว แต่ตัวเลขหนี้ยังสูงขึ้นไม่ลดลง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบาง จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีสหรัฐ ปัญหาชายแดน ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องเชิงนโยบาย จนกระทบต่อความเชื่อมั่นในทุกระดับ
ในโอกาสนี้ ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ ได้โอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นางจินดารัตน์ วิริยะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณ (สบน.) ถึงแนวทางการบริหารจัดการหนี้ของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะปีนี้ที่จะมีการประเมินเครดิตของไทยจากหลายสถาบันชั้นนำทั่วโลก
หนี้ไทยลดช้า
ผอ.สบน.เผยว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในภาพรวมของการบริหารจัดการทางการคลังนั้น ประกอบด้วย 3 ขาหลัก คือ ขารายได้ คือ ภาษี ขารายจ่าย คือ งบประมาณ และขาเงินกู้ หรือหนี้ โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ทำหน้าที่เป็นส่วนสุดท้ายในการดูแลภาระหนี้ทั้งหมด โดยล่าสุด หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 65.64% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการคลังอยู่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีการเปรียบเทียบว่า หนี้ต่อจีดีพีของไทยก็ยังสูงเพิ่มขึ้นตอเนื่อง สวนทางกับประเทศอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ขยายตัวดี ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลง
ดังนั้น สบน.จึงต้องวางแนวทางการบริหารพื้นที่ทางการคลัง และการจัดการหนี้สาธารณะ เพื่อรับมือภาวะดังกล่าว ซึ่งในการบริหารหนี้ สบน.ได้วางกรอบแนวทางชัดเจน โดยมีการปรับกลยุทธ์การบริหารหนี้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้มีต้นทุนทางการเงินที่ดีที่สุด ตลอดจนการรักษาวินัยในการชำระคืนหนี้ โดยกำหนดเป็นวินัยที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่รัฐบาลรับภาระไม่น้อยกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
เพิ่มพื้นที่การคลัง
ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลมั่นใจว่า มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ประคับประคองเศรษฐกิจประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาวินัยทางการคลัง ให้เป็นไปตามพ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะฯ ซึ่งกำหนดให้มีการขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของบประมาณรายจ่ายและ 80% ของงบชำระหนี้ ซึ่งกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (2570-2573)ฉบับปัจจุบัน วงเงินกู้เพื่อการขาดดุลยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายดังกล่าว
การวางแนวทางบริหารดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการการคลัง และสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือทางการคลัง ในการออกมาตรการที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อยู่ โดยอาจมีทั้งมาตรการระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง พลัส ซึ่งสามารถทำได้ในระดับเหมาะสม แต่ก็ต้องมีมาตรการระยะปานกลาง และระยะยาวเพื่อดึงดูดการลงทุนด้วย อาทิเช่น นโยบาย บีโอไอ ฟาสต์ พาส สำหรับดึงดูดการลงทุน เป็นต้น
สร้างความเชื่อมั่น
“บทบาทการบริหารหนี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้น พื้นที่ทางการคลังจะมีมากขึ้น และมีความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ ก็จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่น ท้ายสุดเมื่อเศรษฐกิจดี มีความเชื่อมั่น รัฐบาลก็สามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้นตาม ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง ทำให้เพดานหนี้สาธารณะลดลงในที่สุด”
นอกเหนือจากการจัดการตัวเลขหนี้แล้ว สบน. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะและนักลงทุนผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การลดระดับความจำเป็นในการพึ่งพาการเงินภาครัฐของรัฐวิสาหกิจ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้มแข็งขึ้น การจัดการดุลการคลัง เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังอย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างความเชื่อมั่นกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ปฏิรูปภาษีเพิ่มรายได้
ผู้อำนวยการ สบน.เผยว่า เราคาดหวังว่า ด้วยแนวทางการบริหารจัดการหนี้เชิงรุก อาทิ การลดระดับความจำเป็นในการพึ่งพาการเงินภาครัฐ และการรักษาพื้นที่ทางการคลังอย่างมีวินัย ประกอบกับแนวคิด Credible ซึ่งเป็นแนวนโยบายของการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่มีเป้าหมายหลักในการวางรากฐานเพื่อลดการขาดดุลการคลัง จะมุ่งสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และเป็นฐานรากสำคัญที่ทำให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้
สำหรับแนวคิด Credible ได้ยึดหลักวินัยการคลัง ความโปร่งใส และความชัดเจนในทุกมิติ พร้อมกับกำหนดแนวทางจัดการทั้งรายได้ ทรัพย์สิน รายจ่าย และหนี้สาธารณะให้เป็นรูปธรรม โดยด้านรายได้ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคล ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เช่น การปรับปรุง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าลดหย่อนต่างๆ การเพิ่มภาษีใหม่ๆ เช่น ภาษีบาป รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ
คุมแน่น ใช้มาตรา28
ด้านรายจ่าย ได้วางกรอบให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ ให้ความสำคัญสูงสุดกับโครงการตามนโยบายหลักรัฐบาลที่วางไว้ กระตุ้นและพัฒนาประเทศ การจัดทำแผนงานเป้าหมาย ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ที่ชัดเจน การทำงบประมาณเชิงพื้นที่ การบริหารจัดการแหล่งเงินอย่างบูรณาการ ตลอดจนให้พิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงหาแหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังเข้มงวดในการใช้มาตรการกึ่งการคลัง ผ่านมาตรา 28 โดยให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการเสนอโครงการในลักษณะเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดการปรับตัวหรือเพิ่มผลผลิต พร้อมกับเน้นโครงการที่ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ภาพการผลิตของภาคการเกษตรเป็นสำคัญ เพื่อให้ปรับลดการขาดดุลการคลัง ไม่เกิน 3%ของจีดีพี ภายในปี 72
“จากแนวทางการบริหารจัดการหนี้ ที่ให้ความสำคัญต่อการลดการขาดดุล ผ่านแผนการคลังระยะปานกลาง ควบคู่กับการที่รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างผ่านไทยแลนด์ 10 พลัส มั่นใจว่าจะเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ สร้างความเชื่อมั่น และเป็นเหตุผลที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มีมุมมองที่ดีต่อเครดิตของประเทศไทย เพิ่มโอกาสให้เอาท์ลุกกลับสู่ระดับ เสถียรภาพได้ อีกครั้ง” ผอ.สบน.กล่าวทิ้งท้าย