โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปภ.เตือน 17 จว.เหนือ เฝ้าระวังไฟป่า-ฝุ่นPM2.5 หลังพบฮอตสปอต 1,967 จุด ในป่าสงวน-ป่าอนุรักษ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปภ. เตือนภาคเหนือ เตรียมจมฝุ่นPM2.5 พบฮอตสปอตพุ่ง 1,967 จุด ในป่าสงวน-ป่าอนุรักษ์ เร่งประสาน 17 จว.เหนือ เฝ้าระวังไฟป่า เพิ่มการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบเผาป่า

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุม Situation Awareness Team (SAT) ติดตามสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือมีสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และจุดความร้อนเพิ่มมากขึ้น ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าให้เร่งเข้าควบคุมไฟและทำแนวกันไฟ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ไฟลุกลามขยายวงกว้าง รวมถึงบูรณาการท้องถิ่น/ท้องที่เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบเผา นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 4-6 มี.ค.คาดว่าจะเกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อนขึ้นหลายพื้นที่ ขอให้จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงวันดังกล่าวด้วย โดยมี ผู้แทนสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กรมอุตุนิยมวิทยา ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ ผู้แทนสำนัก/กองส่วนกลาง ปภ. ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการเกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ มีแนวโน้มที่ทางภาคเหนือจะมีสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มากขึ้นในระยะนี้ ประกอบกับพบว่ามีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ภาคเหนือมีเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจาก GISTDA ได้ตรวจพบจุดความร้อนในภาพรวมประเทศ จำนวน 1,967 จุด โดยส่วนใหญ่จุดความร้อนสูงสุดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 878 จุด รองลงมาคือ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 551 จุด และพื้นที่การเกษตร จำนวน 206 จุด

โดย 5 จังหวัดที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน เชียงใหม่และตาก เนื่องจากสถานการณ์จุดความร้อนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้ว่าจากการพยากรณ์อากาศในวันนี้จนถึงวันที่ 6 มี.ค.ประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นในหลายพื้นที่ แต่คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบหลัก คือบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคกลาง โดยภาคเหนืออาจจะได้รับผลกระทบบางพื้นที่เท่านั้น ดังนั้น 17 จังหวัดภาคเหนือจึงจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่น PM2.5 อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษในระยะนี้

นายชัยรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงานแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดลำพูน มีจุดความร้อนเกิดขึ้นในพื้นที่ป่ามากกว่า 90% บวกกับสภาพภูมิประเทศของจังหวัดลำพูนเป็นแอ่งกระทะ และมีการระบายอากาศค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นถึง 99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นฤดูกาลฝุ่น โดยฉีดพ่นละอองน้ำ จัดห้องปลอดฝุ่น และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่น โดยขณะนี้ในพื้นที่ได้เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. เกิดเหตุไฟป่าในพื้นที่ รวม 3 อำเภอ 6 ตำบล 14 แห่ง ความเสียหายประมาณ 935 ไร่ บริเวณดอยพระบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง บริเวณอ่างเก็บน้ำแม่สาน เขตป่าสงวนแหล่งชาติแม่ทา อำเภอเมืองลำพูน บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง อำเภอแม่ทา ปัจจุบันดับไฟป่าได้แล้ว 12 แห่ง คงเหลืออีก 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณดอยพระบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง และบริเวณอ่างเก็บน้ำแม่สาน อำเภอเมืองลำพูน ทั้งนี้ ปภ. ร่วมกับ ทบ. ได้สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ KA -32 บินลาคตะเวนและทิ้งน้ำดับไฟป่า จำนวน 27 เที่ยวบิน ประมาณน้ำ 81,000 ลิตร และหน่วยงานในพื้นที่ได้บูรณาการร่วมกันเข้าพื้นที่เพื่อดับไฟป่า และจัดทำแนวกันไฟ เพื่อไม่ให้ไฟป่าลุกลามขยายวงกว้างมากขึ้น รวมถึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ตลอด 24 ชั่วโมง

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ สภาพอากาศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าหรือไฟไหม้พื้นที่การเกษตรให้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าควบคุมไฟและทำแนวกันไฟทันที เพื่อสกัดกั้นการลุกลามให้อยู่ในวงจำกัด รวมทั้งประสานอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบเผาในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ขอให้จังหวัดและศูนย์ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเขต นำแนวทาง การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 10 ลำปาง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแนวป้องกันไฟเปียก (Wet Fire Break) การจัดชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังในพื้นที่ การฝึกอบรมเครือข่ายภาคประชาชน โดยสามารถนำไปปรับใช้ดำเนินงานในพื้นที่ของตนเองได้ตามความเหมาะสม รวมถึงบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนให้มีเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่

นายชัยรัตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในช่วงวันที่ 4 – 6 มี.ค.มีหลายจังหวัดอาจเกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อนขึ้นในพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร จึงขอให้จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงวันดังกล่าว พร้อมประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เตรียมพร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฎิบัติการ รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศและปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล้มทับ รวมถึงระหว่างอันตรายจากฟ้าผ่าด้วย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสาธารณภัยได้ที่ Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM X @DDPMNews Line @1784DDPM สามารถแจ้งและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปภ.เตือน 17 จว.เหนือ เฝ้าระวังไฟป่า-ฝุ่นPM2.5 หลังพบฮอตสปอต 1,967 จุด ในป่าสงวน-ป่าอนุรักษ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...