วิกฤตขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ที่ขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุดขู่เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมว่า เรือลำใดก็ตามที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะถูกกองกำลังอิหร่านจุดไฟเผา และเตือนว่าจะพยายามปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนี้
พลตรีซาร์ดาร์ อิบราฮิม จับบารี ที่ปรึกษาของ IRGC ปรากฏตัวทางโทรทัศน์ของอิหร่าน ประกาศว่าเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้ปิดแล้ว และกล่าวว่า กองทัพเรือ IRGC และกองทัพบกอิหร่าน จะจุดไฟเผาเรือที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบ ทั้งนี้ การโจมตีเรือครั้งแรกในช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม
ศูนย์ความมั่นคงทางทะเลของโอมานประกาศว่า เรือบรรทุกน้ำมันชื่อสกายไลท์ ซึ่งชักธงชาติสาธารณรัฐปาเลา ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งมูซันดัมในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้บาดเจ็บ 4 คน และลูกเรือทั้งหมด 20 คนถูกอพยพออกจากพื้นที่
นายไมเคิล มัลรอย อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐวิเคราะห์ว่า ขณะนี้สหรัฐเร่งทำลายกองทัพเรืออิหร่าน เนื่องจากหวั่นวิตกว่าจะมีการวางทุ่นระเบิดใต้น้ำ ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังกองทัพ IRGC ประกาศปิดช่องแคบ ในขณะนี้ประเด็นทางทะเลได้กลายเป็นเรื่องวิกฤตอย่างยิ่ง โดยชี้ให้เห็นถึงปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาลที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่า การที่กองทัพเรืออิหร่านวางทุ่นระเบิดใต้น้ำจะส่งผลกระทบที่ยืดเยื้อและรุนแรง
การโจมตีของอิหร่านขยายวงกว้างไปทั่วอ่าว โดยมีรายงานการโจมตีในดูไบ โดฮา มานามา และท่าเรือดูคมของโอมาน ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงคูเวต, ซาอุดีอาระเบีย, บาห์เรน, กาตาร์, จอร์แดน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมกับสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ร่วม ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างไม่เลือกเป้าหมาย
จีนชี้ข้อกังวลรัฐอ่าวอาหรับ
หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เรียกร้องให้อิหร่านให้ความสนใจกับ “ข้อกังวลที่สมเหตุสมผล” ของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ หลังจากที่อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล ในแถลงการณ์ผลการหารือทางโทรศัพท์กับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เมื่อ 2 มีนาคม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนยังยืนยันการสนับสนุนของจีนต่ออธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของอิหร่าน และกล่าวว่า จีนให้ความสำคัญกับมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศ
QatarEnergy ระงับผลิต LNG
QatarEnergy บริษัทพลังงานของรัฐกาตาร์ระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรน ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาด LNG ทั่วโลก กาตาร์เป็นผู้จัดหา LNG คิดเป็นสัดส่วน 20% ของโลก หากการจัดหาก๊าซในส่วนนี้หยุดชะงัก ประเทศต่าง ๆ จะต้องแย่งชิงก๊าซที่เหลืออยู่ ซึ่งจะทำให้ราคาสูงขึ้น
ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมกาตาร์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม โดรนอิหร่านโจมตีสองแห่ง ได้แก่ ถังเก็บน้ำที่โรงไฟฟ้าในเมืองอุตสาหกรรมเมไซอีด และโรงงานพลังงานในราสลาฟฟาน ซึ่งเป็นของ QatarEnergy ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ QatarEnergy ได้ระงับการผลิต LNG และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไซต์งานที่ได้รับผลกระทบด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การสู้รบทางทะเลระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับขีปนาวุธที่บินอยู่เหนือภูมิภาค ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ ถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพ มีเรืออย่างน้อย 150 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จอดทอดสมอในช่องแคบและพื้นที่โดยรอบ การจราจรในช่องแคบทั้งก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันลดลง 86% โดยมีเรือประมาณ 700 ลำ จอดนิ่งอยู่ทั้งสองฝั่งของช่องแคบ
ราเชล ซีมบา นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์เพื่อความมั่นคงแห่งอเมริกาใหม่ (Center for a New American Security) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยกล่าวว่า สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมกับแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย
ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดคือตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะบังกลาเทศ อินเดีย และปากีสถาน
จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ส่วนใหญ่นำเข้าจากออสเตรเลีย คิดเป็น 34 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าทั้งหมด ตามข้อมูลของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (US Energy Information Administration)
อย่างไรก็ตาม มักซิม โซนิน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากศูนย์เชื้อเพลิงแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า แม้การตัดสินใจของ QatarEnergy จะนำมาซึ่งความผันผวนในตลาดพลังงาน แต่เขายังไม่ถึงกับเรียกสถานการณ์นี้ว่า “วิกฤต” ในตอนนี้
“เราจะเห็นความผันผวนในระยะสั้นในตลาด LNG โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากโครงสร้างพื้นฐานในกาตาร์ และศูนย์กลางอื่น ๆ ได้รับความเสียหาย” โซนินกล่าวกับอัลจาซีรา อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่า “ผมไม่คาดว่าวิกฤตก๊าซในปี 2022 จะเกิดในยุโรปซ้ำ” ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาหลังจากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซีย ที่หลายประเทศในยุโรปพยายามลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียอย่างมาก
LNG เอเชียพุ่งขึ้นเกือบ 40%
แม้ว่า 82% ของยอดขายของ QatarEnergy จะส่งออกไปยังประเทศในเอเชีย แต่การหยุดส่งออกนี้จะเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป
ในทางปฏิบัติแล้ว ปริมาณก๊าซที่น้อยลงจะต้องตอบสนองความต้องการทั่วโลกที่เท่าเดิม ผลที่ตามมาคือ ราคาก๊าซเริ่มพุ่งสูงขึ้นแล้ว โดยราคาก๊าซขายส่งมาตรฐานของเนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ พุ่งขึ้นเกือบ 50% ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาตรฐานของเอเชีย พุ่งขึ้นเกือบ 39% ณ วันที่ 2 มีนาคม หลังจากการประกาศของ QatarEnergy
ซีมบากล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอนหากกาตาร์ยังคงปิดระบบการผลิตเป็นเวลานาน และบอกอีกว่า ข้อดีเพียงอย่างเดียวสำหรับยุโรป คือ อย่างน้อยช่วงฤดูหนาวที่เลวร้ายที่สุดในยุโรปอาจผ่านพ้นไปแล้ว โดยโฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวกับรอยเตอร์เมื่อวันที่ 2 มีนาคมว่า กลุ่มประสานงานด้านก๊าซของสหภาพยุโรปจะประชุมในวันที่ 4 มีนาคมนี้ เพื่อประเมินผลกระทบของความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างในตะวันออกกลาง กลุ่มนี้ประกอบด้วยตัวแทนจากรัฐบาลของประเทศสมาชิก ทำหน้าที่ตรวจสอบการจัดเก็บก๊าซและความมั่นคงด้านอุปทานในสหภาพยุโรป และประสานงานมาตรการรับมือในช่วงวิกฤต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net