โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เจ้าของใหม่ 100% ‘Village Grocer’ ซูเปอร์มาร์เก็ตมาเลเซีย ทุ่มเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท

TODAY Bizview

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เจ้าของแบรนด์ร้านค้าส่ง Makro และค้าปลีกอย่าง Lotus’s เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจในต่างประเทศหนักขึ้น ล่าสุดเข้าซื้อซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมสัญชาติมาเลเซีย ภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant รวมกว่า 50 สาขา โดยเป็นเจ้าของ 100% ด้วยเงินลงทุนกว่า 13,483 ล้านบาท

โดยดีลครั้งนี้เป็นการซื้อกิจการผ่าน บริษัท Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ซึ่งมองว่าการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศจะช่วยเสริมแกร่งให้กับ ซีพี แอกซ์ตร้า ในตลาดต่างประเทศได้ดีขึ้น

สรุป 4 เหตุผลหลักที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตัดสินใจซื้อบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd.ค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมของมาเลเซีย ได้แก่

1.การขยายธุรกิจค้าปลีกสู่ตลาดยุทธศาสตร์ โดยมาเลเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค

2.ต้องการขยายธุรกิจเพื่อครอบคลุมฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียม ผ่านทั้ง 50 สาขาของ The Food Purveyor และเมื่อรวมกับโลตัสในมาเลเซียอีก 70 สาขา จะส่งผลให้ ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีเครือข่ายรวมกว่า 120 สาขาทั่วประเทศ เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

3.พยายามทำให้ธุรกิจเข้าสู่ทำเลศักยภาพในเขตเมืองและย่านรายได้สูง เสริมความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์และฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงได้รวดเร็ว

4.ผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญ จากที่โลตัสมีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีกและการบริหารเครือข่ายซูเปอร์มาเก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่บริษัท The Food Purveyor เชี่ยวชาญด้านตลาดค้าปลีกพรีเมียม

คาดการณ์ว่าดีลครังนี้จะเสร็จสมบูรณ์ ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ หลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องการเข้าลงทุนในบริษัท The Food Purveyor

ในส่วนภาพรวมของรายได้ของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ที่ผ่านมา ซึ่งปี 2568 ได้เปิดสาขาที่ 131 โดยการขยายตัวดังกล่าวช่วยเพิ่มรายได้ 1.7% เป็น 520,700 ล้านบาทในปี 2568 แต่กำไรสุทธิลดลง 11.5% เหลือ 9,400 ล้านบาท

ส่วนหนึ่งเพราะสภาพตลาดการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมค้าปลีก, การใช้จ่ายของผู้บริโภคก็ชะลอตัวลง และธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากความไม่สงบชายแดนกับกัมพูชาที่ยังคงดำเนินอยู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...