โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทเรียนจากกระแสทนายแก้ว เมื่อความยินยอมยังถูกเข้าใจผิด และเหยื่อยังถูกกล่าวโทษ

The Momentum

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 17.04 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 09.59 น. • THE MOMENTUM

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดการถกเถียงเป็นวงกว้างเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีข่าวว่า ทนายความคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางเพศกับหญิงวัย 18 ปี โดยเรื่องนี้ได้รับความสนใจทั้งจากสื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ท่ามกลางขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ตำรวจและการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เมื่อเกิดความผิดพลาด การออกมายอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมา ไม่แก้ตัว และแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องในระดับของท่าที แม้มันจะไม่สามารถเปลี่ยนความผิดให้กลายเป็นความถูกได้ก็ตาม การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจึงอาจเป็นขั้นแรกของความรับผิดชอบที่ผู้กระทำพึงมีต่อสังคม

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่าการกระทำของบุคคลคือ ปฏิกิริยาของสังคม โดยเฉพาะข้อความชื่นชมในทำนองว่า ‘แมนมาก’ หรือ ‘กล้ายอมรับผิด’ ยิ่งน่าหดหู่ไปกว่านั้น คือคอมเมนต์ที่พยายามเข้าใจผู้กระทำผิด ด้วยการโยนความผิดไปให้ผู้เสียหาย เช่น การกล่าวหาว่าเด็ก ‘ยั่ว’, ‘ร้าย’ หรือ ’สมควรโดน’ ความคิดลักษณะนี้ไม่เพียงปัดความรับผิดชอบออกจากผู้กระทำ แต่ยังสะท้อนอคติทางเพศ เผยให้เห็นสังคมที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้หญิง หากวันนี้เรายอมรับตรรกะเช่นนี้ได้ วันหนึ่งลูกหลานของใครก็ตามอาจตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน

คำถามสำคัญที่สังคมควรฉุกคิดจึงไม่ใช่แค่ใครผิดหรือใครถูก แต่คือเรากำลังใช้กรอบคิดแบบใดตัดสิน และสังคมเราเข้าใจคำว่าความยินยอมอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง

ความยินยอมที่ยังถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน

ประเด็นสำคัญของการถกเถียงในกรณีนี้ คือแนวคิดเรื่อง ‘ความยินยอม’ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานทั้งในทางสิทธิและกฎหมาย ความยินยอมไม่ใช่แค่การไม่ปฏิเสธ แต่ต้องเป็นการแสดงเจตนาอย่างชัดเจน สมัครใจ และปราศจากการบังคับ ข่มขู่ หรือแรงกดดันใดๆ และที่สำคัญความยินยอมสามารถเปลี่ยนใจหรือถอนคืนได้ตลอดเวลา

แม้กฎหมายไทยจะกำหนดอายุตกลงใจทางเพศไว้ที่ 15 ปีขึ้นไป แต่อายุที่ถึงเกณฑ์ทางกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าความยินยอมจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทุกสถานการณ์ บริบท ความสัมพันธ์ และสภาวะของบุคคลในขณะนั้น ล้วนต้องถูกพิจารณาควบคู่กันไป

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือการผูกความยินยอมเข้ากับความสนิทสนมในอดีต การคุยกันมาก่อน หรือภาพลักษณ์และการแต่งกาย ทั้งที่ความยินยอมเป็นเรื่องเฉพาะของการกระทำหนึ่งๆ และช่วงเวลาหนึ่งๆ การยินยอมในครั้งก่อน ไม่สามารถใช้ยืนยันความยินยอมในครั้งถัดไป

‘การวางงาน’ ข้อกล่าวหาที่สังคมใช้ซ้ำเติมผู้เสียหาย

อีกข้อกล่าวหาที่ถูกใช้บ่อย คือการมองว่าผู้เสียหาย ‘วางงาน’ หรือจงใจสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลบางอย่าง ข้อกล่าวหานี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีการพูดคุย นัดพบ หรือมีพฤติกรรมที่ถูกตีความว่า ‘เปิดทาง’ และถูกใช้เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเรียน แต่ในความเป็นจริง การตอบแชต การรับนัด หรือการอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นยินยอมต่อการกระทำทางเพศทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ความยินยอมไม่ใช่สิ่งที่เหมารวมได้จากพฤติกรรมเพียงบางช่วงเวลา

โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่มีความต่างด้านอายุ วุฒิภาวะ หรือสถานะทางสังคม ความสับสน ความเกรงใจ หรือความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง การนิ่งเงียบหรือไม่ต่อต้านในขณะนั้น จึงไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปว่ามีความยินยอม และยิ่งไม่ควรถูกนำไปกล่าวหาว่าเป็นการวางงานโดยไร้หลักฐาน

คำถามอย่าง “ทำไมถึงตอบแชต” “ทำไมถึงรับนัด” หรือ “ทำไมถึงขึ้นรถไปด้วย” อาจฟังดูเหมือนเป็นการตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล แต่แท้จริงแล้วสะท้อนกรอบความคิดแบบการกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ที่โยนความรับผิดชอบไปให้ผู้ถูกกระทำ แทนที่จะมุ่งพิจารณาการกระทำและขอบเขตความรับผิดของฝ่ายที่ถูกกล่าวหา

ผู้หญิงถูกทำให้ต้องควบคุม ‘ทุกอย่าง’ ในขณะที่ผู้กระทำ ไม่เคยถูกสอนให้ต้องควบคุมความต้องการของตนเองเลย

เส้นบางๆ ระหว่างการตรวจสอบกับการตัดสิน

เมื่อคดีหรือประเด็นเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศกลายเป็นข่าวใหญ่ คำถามสำคัญที่สังคมต้องเผชิญคือ เรากำลังพิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมจริงหรือไม่ หรือปล่อยให้อารมณ์และอคติเป็นตัวกำหนดการตัดสิน

ความเป็นธรรมทางเพศอาจไม่ได้หมายถึงการเลือกยืนข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ทุกฝ่ายได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียม ตรวจสอบด้วยเหตุผล และตัดสินบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มากกว่าความเชื่อ อคติ หรืออารมณ์ของสังคมในช่วงเวลานั้น

การถกเถียงจำนวนมากยังเผยให้เห็นอคติทางเพศที่ฝังรากลึกในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการนำรูปลักษณ์ การแต่งกาย หรือพฤติกรรมของฝ่ายหญิงมาใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินความเหมาะสมของเหตุการณ์ แนวคิดเช่นนี้ทำให้ความเป็นธรรมทางเพศหลุดออกจากแก่นแท้ เพราะแทนที่จะมุ่งพิจารณาการกระทำและความรับผิดชอบ กลับกลายเป็นการตั้งคำถามต่อคุณค่าและศักดิ์ศรีของบุคคล

หากสังคมยังคงโทษเหยื่อ และลดทอนความหมายของความยินยอม การคุกคามทางเพศก็จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะเดียวกันก็ลดผู้หญิงให้เหลือเพียง ‘วัตถุทางเพศ’ ที่ใครก็ล่วงละเมิดได้

อ้างอิง

https://mirrorthailand.com/movinon/socialissues/102891

https://www.psy.chula.ac.th/en/feature-articles/victim-blaming-2/

https://www.siam-legal.com/thai-legal-blog/อายุความยินยอมทางเพศตา/

https://x.com/tootsyreview/status/2014631875256713360

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...