โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยที่เป็นไปได้ในทัศนะของ สฤณี อาชวานันทกุล

iLaw

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 09.02 น. • iLaw

ประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ เริ่มต้นที่การวางรากฐานโครงสร้างใหม่ผ่านกฎหมายสูงสุดอย่าง “รัฐธรรมนูญ” ในวาระที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การออกเสียงประชามติ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการเสนอ 3 เรื่องที่ควรบัญญัติไว้เพื่อพลิกฟื้นประเทศ ตั้งแต่การจัดการปัญหาคอร์รัปชันข้ามชาติ การทวงคืนสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไปจนถึงการวางหลักประกันการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องมีความโปร่งใส

เมื่อต่างชาติลงดาบ กระบวนการยุติธรรมไทยต้องไม่นิ่งเฉย

รากฐานสำคัญที่จะเกิดขึ้นได้หากมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ คือการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล โดยเฉพาะในคดีสินบนข้ามชาติที่มักเงียบหายไปเมื่อถึงมือกระบวนการยุติธรรมไทยตามที่สฤณีเสนอดังต่อไปนี้

โบราณว่า “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” ลองสมมุติว่า ถ้ามีคนอยากติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนักการเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกในการฉ้อโกงหรือคอร์รัปชันรูปแบบต่างๆ แต่ฝ่ายถูกเสนอใจแข็ง ปฏิเสธไม่รับสินบนด้วยมโนธรรมสำนึก การฉ้อโกงย่อมหยุดชะงัก มิหนำซ้ำคนเสนอสินบนอาจถูกฟ้องในข้อหากล้าเสนอสินบน นับเป็นการตัดวงจรคอร์รัปชันที่ต้นเหตุ

โชคร้ายที่เหตุการณ์สมมุติข้างต้นเป็นสิ่งที่เราแทบไม่ได้ยินได้ฟัง สิ่งที่เราคุ้นหูมากกว่าผ่านการเสพข่าวต่างๆ คือ หลายประเทศที่กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามคอร์รัปชันเข้มแข็งกว่าไทย สามารถสืบสวนและฟ้องเอาผิดบุคคลหรือบริษัทสัญชาติตัวเอง โทษฐานติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐไทย หรือนักการเมืองไทย แต่ฝ่ายผู้รับสินบนในไทยกลับลอยนวล ไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น หรือไม่เช่นนั้นคดีก็ถูก “ดอง” อยู่ที่ตำรวจหรือ ป.ป.ช. รอให้เรื่องจางหายไปจากความทรงจำร่วมของสังคม

ประเทศไทยเคยลงนามในกลไกความร่วมมือด้านกฎหมายซึ่งกันและกัน (Mutual Legal Assistance: MLA) กับประเทศอื่นๆ มากมาย ทั้งในระดับพหุภาคีอย่าง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UN Convention Against Corruption: UNCAC) และกลุ่มประเทศอาเซียน และสนธิสัญญาระดับทวิภาคีกับ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีน ออสเตรเลีย ฯลฯ แต่การลงนามเหล่านี้ดูแทบจะไร้ผลในทางปฏิบัติ

ดังนั้นเราควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปเลยว่า ทันทีที่ศาลประเทศอื่นตัดสินลงโทษผู้ติดสินบน ผู้รับสินบนในไทย (ที่ผู้ติดสินบนยอมรับในศาลว่าจ่ายจริง) ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยทันที โดยใช้ประโยชน์จาก MLA ให้ได้มากที่สุด เพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินคดี และถ้าจะให้ดีก็ควรระบุกรอบเวลาในการดำเนินคดีคอร์รัปชันไว้ด้วยว่า แต่ละคดีต้องใช้เวลาไม่เกินกี่ปี จะได้ลดปัญหาการ “ดอง” คดีของผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

“ทวงคืนลมหายใจ” สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีต้องได้รับการประกันในรัฐธรรมนูญ

…ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ทำลายปอดคนไทยและอันตรายร้ายแรงต่อทารกในครรภ์

…โรงไฟฟ้าขยะส่งกลิ่นเหม็นและควันพิษจนชาวบ้านไม่อาจดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข

…น้ำมันรั่วซ้ำซากในอ่าวไทยจนระบบนิเวศพังทลาย ชาวประมงพื้นบ้านจำใจเลิกอาชีพ

…เหมืองแร่ไร้ความรับผิดชอบปล่อยสารพิษลงแม่น้ำจนใช้อุปโภคบริโภคไม่ได้

…ปลาหมอคางดำระบาดหนักจนระบบนิเวศหายนะ เป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

เหตุการณ์ข้างต้นและหายนะทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมาย จนถึงวันนี้ส่วนใหญ่ยัง “จับมือใครดมไม่ได้” ชาวบ้านที่เดือดร้อนมากๆ ต้องเจียดทั้งเวลาทั้งทรัพยากรส่วนตัวหาช่องทางกฎหมายไปฟ้องหน่วยงานรัฐเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยหรือการฟื้นฟู ซึ่งก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะ “สิ่งแวดล้อมที่ดี” ไม่ได้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ครั้นเมื่อมองย้อนไปในอดีต เราเคยมีสิทธิข้อนี้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ซึ่งบัญญัติรับรอง “สิทธิของบุคคลในการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย…” แต่สิทธิข้อนี้กลับถูกตัดออกไปในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งนับว่าสวนทางกับพัฒนาการในระดับสากล เพราะในปี 2565 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติเห็นชอบและประกาศว่า “การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน (clean, healthy and sustainable environment)” เป็นสิทธิมนุษยชนสากล ประเทศไทยก็ลงมติเห็นชอบในข้อมตินี้ด้วย แต่กฎหมายสูงสุดของประเทศกลับไม่ได้รับรองสิทธิดังกล่าวไว้แต่อย่างใด

พูดอีกอย่างคือ รัฐธรรมนูญ 2540 นับว่า “มาก่อนกาล” เมื่อเทียบกับกระแสสากล ทว่าผ่านมาสองทศวรรษ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กลับฉุดรั้งให้เรา “ล้าหลัง” เมื่อโลกวิ่งไปข้างหน้าตามแนวโน้มความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และภาวะโลกรวนซึ่งลุกลามเป็นโลกเดือด

ถึงเวลาแล้วที่จะนำ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” กลับมาอีกครั้งในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเปิดทางให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมกับโครงการพัฒนามากกว่าที่แล้วมาในอดีต เพื่อปรับทิศการพัฒนาให้ไทยเข้าสู่ลู่ทางของ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงแผนการสวยหรูในหนังสือราชการ

ข้อมูลเปิด-โปร่งใส: เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น

ท้ายที่สุด การจะตรวจสอบการทุจริตและหรือแม้แต่การพิสูจน์หาต้นตอฝุ่นพิษจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหรือเป็นไปได้อย่างยากลำบาก หากประชาชนถูกปิดหูปิดตา รัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องประกันเรื่องข้อมูลรัฐเปิด โปร่งใสและทำให้ข้อมูลสาธารณะเป็นของสาธารณะอย่างแท้จริงสฤณีเสนอในประเด็นข้อมูลเปิดดังนี้

…นักข่าวใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ยื่นขอข้อมูลผลการสอบสวนคดีทุจริต ป.ป.ช. ส่งกระดาษเปล่าเป็นปึกกลับมาให้

…ประชาชนอยากได้ข้อมูลค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หน่วยงานอ้าง(ผิดๆ)ว่า ให้ไม่ได้ผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

…บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบคอร์รัปชันอยู่บนเว็บไซต์รัฐเพียง 180 วันเท่านั้น

…ข้อมูลงบประมาณและสถิติทางการอยู่ในรูปไฟล์ JPG จำนวนมหาศาล ใครอยากใช้งานจริงต้อง “ถึกทน” กรอกข้อมูลลงสเปทชีทเอง

ในยุคที่พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชน เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอหลากหลายค่ายช่วยเราประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้ภายในเสี้ยววินาที ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะเรียกร้อง “สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” ของประชาชนแบบอนาล็อก คาดหวังเพียงให้หน่วยงานรัฐจัดเตรียมเอกสารเป็นปึกให้เราดั้นด้นไปขอถ่ายเอกสารมา (แถมยังต้องลุ้นว่าหน่วยงานจะคิดค่าเอกสารเราแพงหูฉี่หรือเปล่า)

อย่ากระนั้นเลย เราควรเขียนในรัฐธรรมนูญไปเลยว่า “ข้อมูลสาธารณะทุกชนิดต้องเป็นข้อมูลเปิด” ทั้งในความหมายที่ว่า เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ทางออนไลน์ (โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายและไม่ต้องลงทะเบียน) และเป็น open data ที่คอมพิวเตอร์อ่านออกและประมวลผลได้

ข้อมูลสาธารณะชุดไหนที่จำเป็นจะต้องปิดลับ ไม่ให้ประชาชนเข้าถึง เช่น ข้อมูลสำคัญด้านความมั่นคง ก็ให้รัฐมีหน้าที่อธิบายมาว่าทำไมต้องลับ แทนที่จะให้ประชาชนอธิบายว่าทำไมจึงอยากเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ

แนวคิดที่ว่า ข้อมูลสาธารณะทุกชนิดทุกชุดต้องเป็นข้อมูลเปิดเป็นหลัก เป็น “ค่าตั้งต้น” นี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน รัฐธรรมนูญของประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ สองประเทศที่ได้ชื่อว่าคอร์รัปชันน้อยเป็นอันดับต้นๆ ในโลก ก็บัญญัติข้อนี้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน

แสงแดดคือยาฆ่าเชื้อชั้นดีฉันใด ความโปร่งใสที่มากับการเปิดข้อมูล ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของประชาชนในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐฉันนั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...