เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยที่เป็นไปได้ในทัศนะของ สฤณี อาชวานันทกุล
ประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ เริ่มต้นที่การวางรากฐานโครงสร้างใหม่ผ่านกฎหมายสูงสุดอย่าง “รัฐธรรมนูญ” ในวาระที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การออกเสียงประชามติ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการเสนอ 3 เรื่องที่ควรบัญญัติไว้เพื่อพลิกฟื้นประเทศ ตั้งแต่การจัดการปัญหาคอร์รัปชันข้ามชาติ การทวงคืนสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไปจนถึงการวางหลักประกันการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องมีความโปร่งใส
เมื่อต่างชาติลงดาบ กระบวนการยุติธรรมไทยต้องไม่นิ่งเฉย
รากฐานสำคัญที่จะเกิดขึ้นได้หากมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ คือการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล โดยเฉพาะในคดีสินบนข้ามชาติที่มักเงียบหายไปเมื่อถึงมือกระบวนการยุติธรรมไทยตามที่สฤณีเสนอดังต่อไปนี้
โบราณว่า “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” ลองสมมุติว่า ถ้ามีคนอยากติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนักการเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกในการฉ้อโกงหรือคอร์รัปชันรูปแบบต่างๆ แต่ฝ่ายถูกเสนอใจแข็ง ปฏิเสธไม่รับสินบนด้วยมโนธรรมสำนึก การฉ้อโกงย่อมหยุดชะงัก มิหนำซ้ำคนเสนอสินบนอาจถูกฟ้องในข้อหากล้าเสนอสินบน นับเป็นการตัดวงจรคอร์รัปชันที่ต้นเหตุ
โชคร้ายที่เหตุการณ์สมมุติข้างต้นเป็นสิ่งที่เราแทบไม่ได้ยินได้ฟัง สิ่งที่เราคุ้นหูมากกว่าผ่านการเสพข่าวต่างๆ คือ หลายประเทศที่กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามคอร์รัปชันเข้มแข็งกว่าไทย สามารถสืบสวนและฟ้องเอาผิดบุคคลหรือบริษัทสัญชาติตัวเอง โทษฐานติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐไทย หรือนักการเมืองไทย แต่ฝ่ายผู้รับสินบนในไทยกลับลอยนวล ไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น หรือไม่เช่นนั้นคดีก็ถูก “ดอง” อยู่ที่ตำรวจหรือ ป.ป.ช. รอให้เรื่องจางหายไปจากความทรงจำร่วมของสังคม
ประเทศไทยเคยลงนามในกลไกความร่วมมือด้านกฎหมายซึ่งกันและกัน (Mutual Legal Assistance: MLA) กับประเทศอื่นๆ มากมาย ทั้งในระดับพหุภาคีอย่าง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UN Convention Against Corruption: UNCAC) และกลุ่มประเทศอาเซียน และสนธิสัญญาระดับทวิภาคีกับ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีน ออสเตรเลีย ฯลฯ แต่การลงนามเหล่านี้ดูแทบจะไร้ผลในทางปฏิบัติ
ดังนั้นเราควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปเลยว่า ทันทีที่ศาลประเทศอื่นตัดสินลงโทษผู้ติดสินบน ผู้รับสินบนในไทย (ที่ผู้ติดสินบนยอมรับในศาลว่าจ่ายจริง) ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยทันที โดยใช้ประโยชน์จาก MLA ให้ได้มากที่สุด เพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินคดี และถ้าจะให้ดีก็ควรระบุกรอบเวลาในการดำเนินคดีคอร์รัปชันไว้ด้วยว่า แต่ละคดีต้องใช้เวลาไม่เกินกี่ปี จะได้ลดปัญหาการ “ดอง” คดีของผู้มีอิทธิพลทางการเมือง
“ทวงคืนลมหายใจ” สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีต้องได้รับการประกันในรัฐธรรมนูญ
…ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ทำลายปอดคนไทยและอันตรายร้ายแรงต่อทารกในครรภ์
…โรงไฟฟ้าขยะส่งกลิ่นเหม็นและควันพิษจนชาวบ้านไม่อาจดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข
…น้ำมันรั่วซ้ำซากในอ่าวไทยจนระบบนิเวศพังทลาย ชาวประมงพื้นบ้านจำใจเลิกอาชีพ
…เหมืองแร่ไร้ความรับผิดชอบปล่อยสารพิษลงแม่น้ำจนใช้อุปโภคบริโภคไม่ได้
…ปลาหมอคางดำระบาดหนักจนระบบนิเวศหายนะ เป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
เหตุการณ์ข้างต้นและหายนะทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมาย จนถึงวันนี้ส่วนใหญ่ยัง “จับมือใครดมไม่ได้” ชาวบ้านที่เดือดร้อนมากๆ ต้องเจียดทั้งเวลาทั้งทรัพยากรส่วนตัวหาช่องทางกฎหมายไปฟ้องหน่วยงานรัฐเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยหรือการฟื้นฟู ซึ่งก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะ “สิ่งแวดล้อมที่ดี” ไม่ได้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
ครั้นเมื่อมองย้อนไปในอดีต เราเคยมีสิทธิข้อนี้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ซึ่งบัญญัติรับรอง “สิทธิของบุคคลในการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย…” แต่สิทธิข้อนี้กลับถูกตัดออกไปในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งนับว่าสวนทางกับพัฒนาการในระดับสากล เพราะในปี 2565 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติเห็นชอบและประกาศว่า “การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน (clean, healthy and sustainable environment)” เป็นสิทธิมนุษยชนสากล ประเทศไทยก็ลงมติเห็นชอบในข้อมตินี้ด้วย แต่กฎหมายสูงสุดของประเทศกลับไม่ได้รับรองสิทธิดังกล่าวไว้แต่อย่างใด
พูดอีกอย่างคือ รัฐธรรมนูญ 2540 นับว่า “มาก่อนกาล” เมื่อเทียบกับกระแสสากล ทว่าผ่านมาสองทศวรรษ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กลับฉุดรั้งให้เรา “ล้าหลัง” เมื่อโลกวิ่งไปข้างหน้าตามแนวโน้มความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และภาวะโลกรวนซึ่งลุกลามเป็นโลกเดือด
ถึงเวลาแล้วที่จะนำ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” กลับมาอีกครั้งในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเปิดทางให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมกับโครงการพัฒนามากกว่าที่แล้วมาในอดีต เพื่อปรับทิศการพัฒนาให้ไทยเข้าสู่ลู่ทางของ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงแผนการสวยหรูในหนังสือราชการ
ข้อมูลเปิด-โปร่งใส: เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น
ท้ายที่สุด การจะตรวจสอบการทุจริตและหรือแม้แต่การพิสูจน์หาต้นตอฝุ่นพิษจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหรือเป็นไปได้อย่างยากลำบาก หากประชาชนถูกปิดหูปิดตา รัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องประกันเรื่องข้อมูลรัฐเปิด โปร่งใสและทำให้ข้อมูลสาธารณะเป็นของสาธารณะอย่างแท้จริงสฤณีเสนอในประเด็นข้อมูลเปิดดังนี้
…นักข่าวใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ยื่นขอข้อมูลผลการสอบสวนคดีทุจริต ป.ป.ช. ส่งกระดาษเปล่าเป็นปึกกลับมาให้
…ประชาชนอยากได้ข้อมูลค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หน่วยงานอ้าง(ผิดๆ)ว่า ให้ไม่ได้ผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
…บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบคอร์รัปชันอยู่บนเว็บไซต์รัฐเพียง 180 วันเท่านั้น
…ข้อมูลงบประมาณและสถิติทางการอยู่ในรูปไฟล์ JPG จำนวนมหาศาล ใครอยากใช้งานจริงต้อง “ถึกทน” กรอกข้อมูลลงสเปทชีทเอง
ในยุคที่พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชน เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอหลากหลายค่ายช่วยเราประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้ภายในเสี้ยววินาที ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะเรียกร้อง “สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” ของประชาชนแบบอนาล็อก คาดหวังเพียงให้หน่วยงานรัฐจัดเตรียมเอกสารเป็นปึกให้เราดั้นด้นไปขอถ่ายเอกสารมา (แถมยังต้องลุ้นว่าหน่วยงานจะคิดค่าเอกสารเราแพงหูฉี่หรือเปล่า)
อย่ากระนั้นเลย เราควรเขียนในรัฐธรรมนูญไปเลยว่า “ข้อมูลสาธารณะทุกชนิดต้องเป็นข้อมูลเปิด” ทั้งในความหมายที่ว่า เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ทางออนไลน์ (โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายและไม่ต้องลงทะเบียน) และเป็น open data ที่คอมพิวเตอร์อ่านออกและประมวลผลได้
ข้อมูลสาธารณะชุดไหนที่จำเป็นจะต้องปิดลับ ไม่ให้ประชาชนเข้าถึง เช่น ข้อมูลสำคัญด้านความมั่นคง ก็ให้รัฐมีหน้าที่อธิบายมาว่าทำไมต้องลับ แทนที่จะให้ประชาชนอธิบายว่าทำไมจึงอยากเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ
แนวคิดที่ว่า ข้อมูลสาธารณะทุกชนิดทุกชุดต้องเป็นข้อมูลเปิดเป็นหลัก เป็น “ค่าตั้งต้น” นี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน รัฐธรรมนูญของประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ สองประเทศที่ได้ชื่อว่าคอร์รัปชันน้อยเป็นอันดับต้นๆ ในโลก ก็บัญญัติข้อนี้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน
แสงแดดคือยาฆ่าเชื้อชั้นดีฉันใด ความโปร่งใสที่มากับการเปิดข้อมูล ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของประชาชนในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐฉันนั้น