iPhone 17 ดันรายได้ Apple ตลาดแดนมังกรหนุนงบนิวไฮ
#Apple #ทันหุ้น – สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Apple รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกตามปีงบประมาณเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยผลกำไรและรายได้พุ่งสูงเกินความคาดหมาย โดยรายได้เติบโตขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบรายปี ส่งผลให้หุ้นของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ
สรุปผลประกอบการจริงเทียบกับที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ (อ้างอิงจากตัวเลขเฉลี่ยโดย LSEG สำหรับไตรมาสสิ้นสุดเดือนธันวาคม):
- กำไรต่อหุ้น (EPS): 2.84 ดอลลาร์ (สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2.67 ดอลลาร์)
- รายได้รวม: 1.4376 แสนล้านดอลลาร์ (สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 1.3848 แสนล้านดอลลาร์)
ผลการดำเนินงานแยกตามส่วนธุรกิจเทียบกับการคาดการณ์ของ LSEG:
- รายได้จาก iPhone: 8.527 หมื่นล้านดอลลาร์ (คาดการณ์ 7.865 หมื่นล้านดอลลาร์)
- รายได้จาก Mac: 8.39 พันล้านดอลลาร์ (คาดการณ์ 8.95 พันล้านดอลลาร์)
- รายได้จาก iPad: 8.60 พันล้านดอลลาร์ (คาดการณ์ 8.13 พันล้านดอลลาร์)
- รายได้จากอุปกรณ์สวมใส่ บ้าน และอุปกรณ์เสริม: 1.149 หมื่นล้านดอลลาร์ (คาดการณ์ 1.204 หมื่นล้านดอลลาร์)
- รายได้จากบริการ (Services): 3.001 หมื่นล้านดอลลาร์ (คาดการณ์ 3.007 หมื่นล้านดอลลาร์)
- อัตรากำไรขั้นต้น (Gross margin): 48.2% (คาดการณ์ 47.5%)
เควัน พาเรค (Kevan Parekh) ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินกล่าวว่า Apple คาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาสปัจจุบันจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 13% ถึง 16% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าระหว่าง 1.078 แสนล้านดอลลาร์ ถึง 1.1066 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่ 1.0484 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Apple ระบุว่าคาดว่าจะเกิดภาวะซัพพลาย iPhone ตึงตัวในช่วงเวลาดังกล่าว
Apple ยังคาดการณ์ว่าหน่วยธุรกิจบริการจะมีอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีใกล้เคียงกับ 14% ซึ่งทำได้ในไตรมาสธันวาคมที่ผ่านมา โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิที่ 4.21 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2.84 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับ 3.633 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2.40 ดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงเดียวกันของปีก่อน
รายได้รวมของ iPhone พุ่งขึ้น 23% เมื่อเทียบรายปีแตะระดับ 8.527 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลมาจากยอดขายที่แข็งแกร่งของ iPhone 17 รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในเดือนกันยายน “ความต้องการ iPhone นั้นยอดเยี่ยมจนน่าตกใจ” ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอของ Apple บอกกับ Steve Kovach จาก CNBC
การเติบโตที่แข็งแกร่งนี้เป็นการพลิกฟื้นจากไตรมาสวันหยุดปีที่แล้วที่ยอดขาย iPhone ลดลงเล็กน้อย โดยคุกกล่าวว่าปัจจุบัน Apple มีฐานอุปกรณ์ที่เปิดใช้งานอยู่ (Active base) ถึง 2.5 พันล้านเครื่อง ทั้ง iPhone, Mac และอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มขึ้นจาก 2.35 พันล้านเครื่องที่ประกาศเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ตัวเลขนี้เป็นที่จับตามองอย่างมากเพราะบ่งชี้ถึงขนาดตลาดสำหรับธุรกิจบริการและซอฟต์แวร์ของ Apple
Apple ทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษในภูมิภาคจีน (รวมไต้หวันและฮ่องกง) โดยยอดขายพุ่งขึ้น 38% สู่ระดับ 2.553 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคุกกล่าวว่าแรงขับเคลื่อนหลักมาจากยอดขาย iPhone “เราสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับผู้ใช้ที่อัปเกรดเครื่องใหม่ (upgraders) ในจีนแผ่นดินใหญ่ และเห็นการเติบโตเป็นเลขสองหลักในกลุ่มผู้ที่ย้ายค่ายมาใช้ Apple (switchers)” คุกกล่าว พร้อมเสริมว่าความสำเร็จในจีนครั้งนี้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มากและได้รับแรงกระตุ้นจากตัวผลิตภัณฑ์เอง
ในส่วนของคอมพิวเตอร์ Mac ยอดขายกลับต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดและลดลง 7% เมื่อเทียบรายปี แม้จะมีการเปิดตัว MacBook Pro รุ่นใหม่พร้อมชิป M4 ในเดือนพฤศจิกายน ด้านธุรกิจ iPad เติบโตขึ้น 6% แตะระดับ 8.6 พันล้านดอลลาร์ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ โดยคุกเผยว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ซื้อ iPad ในไตรมาสนี้ไม่เคยเป็นเจ้าของ iPad มาก่อน
สำหรับหมวดอุปกรณ์สวมใส่ บ้าน และอุปกรณ์เสริม (รวม AirPods, Apple Watch และ Vision Pro) ยอดขายลดลง 2% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่ธุรกิจบริการ (Services) ซึ่งรวมถึง Apple TV, iCloud, รายได้จากการโฆษณา, การอนุญาตให้ใช้สิทธิกับ Google และ AppleCare เติบโต 14% สู่ระดับ 2.634 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยคุกระบุว่ายอดผู้ชม Apple TV เพิ่มขึ้น 36% ในเดือนธันวาคม
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Apple ได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับ Google เพื่อใช้โมเดล AI “Gemini” ในการขับเคลื่อนซอฟต์แวร์ Apple Intelligence แม้ว่า Apple จะใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี AI น้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Meta และ Microsoft ที่ทุ่มงบหลายแสนล้านดอลลาร์ “เรามีแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ AI” คุกกล่าว
ในไตรมาสนี้ Apple บันทึกรายจ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ที่ 2.37 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 2.94 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน แต่ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) กลับพุ่งขึ้นเป็น 1.089 หมื่นล้านดอลลาร์ จากเดิม 8.27 พันล้านดอลลาร์ “AI จะต้องการเงินลงทุนเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการลงทุนตามแผนงานผลิตภัณฑ์ปกติของเรา” พาเรคกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องต้นทุนส่วนประกอบหน่วยความจำ (Memory) ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกเนื่องจากการขาดแคลนที่เกี่ยวข้องกับ AI กลายเป็นคำถามสำคัญ โดยคุกยอมรับว่า “เราอยู่ในโหมดซัพพลายเชนเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่สูงมาก แต่ขณะนี้เรายังมีข้อจำกัด และยากที่จะคาดการณ์ว่าอุปสงค์และอุปทานจะกลับมาสมดุลเมื่อใด” เขายังเสริมว่าการผลิตชิปขั้นสูงเป็นหนึ่งในข้อจำกัด และราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อบริษัทในไตรมาสปัจจุบันมากกว่าไตรมาสที่ผ่านมา
ปิดท้ายด้วยการบริหารจัดการเงินทุน โดยพาเรคระบุว่า Apple ใช้เงินไปเกือบ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้เพื่อการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผล
ที่มา https://www.cnbc.com/2026/01/29/apple-aapl-earnings-report-q1-2026.html