‘ทีมบริหารฯพรรคประชาชน’ เปิดวงคุย 36 นโยบาย 7.41 แสนล้าน หลักคิด-จุดยืน-ยุบพรรค-หักหลัง-โหวตหนู
หลังการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกที่สามย่านมิตรทาวน์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 พรรคประชาชนได้เปิดโต๊ะคุยกับสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่ง เรื่อง ‘นโยบายหาเสียง’ และประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ให้ข้อมูลคือ ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
เมื่อถึงวันนัดหมาย ณ ที่ทำการพรรค กลับไม่ใช่เพียง ‘ศิริกัญญา’ เท่านั้นที่ให้สัมภาษณ์ หากยังมีคนของพรรคประชาชนอีก 7 คนร่วมพูดคุย รวมทั้งหมด 8 คน ได้แก่ ศิริกัญญา ตันสกุล, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์, วรภพ วิริยะโรจน์, ศุภโชติ ไชยสัจ, สิทธิพล วิบูลย์ธนารกุล และชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ตลอดเวลาสนทนาเกือบ 3 ชั่วโมง พรรคประชาชนเล่าเบื้องหลังวิธีคิดนโยบาย ตอบข้อครหา ‘เลือกส้มได้หนู’ และความรู้สึกที่โดนหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คนสนใจนโยบายปราบ ‘คอร์รัปชัน’ มากสุด
เมื่อถามว่านโยบายเรื่องใดที่ได้รับการตอบรับมากที่สุด วีระยุทธ ตอบทันทีว่า “เรื่องเทา” และเล่าต่อว่า คอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจมาก พ่อค้าแม่ค้าบางคนโดนตำรวจเรียกเก็บส่วย เวลาลงพื้นที่ก็โดนถามเรื่องนโยบายตำรวจ
ขณะเดียวกัน การสำรวจของพรรคก็พบว่า ประเด็นทุจริตคอร์รัปชันเป็น top3 ที่คนสนใจมากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องอย่างเดียว
ธนาธร เสริมว่า “การทุจริตคอร์รัปชันขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของราชการ นโยบายของเราตอบโจทย์กับความท้าทายของประชาคม คนที่คอร์รัปชันต้องกลัวการตรวจสอบ อย่างเคส สตง. หรือ ป.ป.ช. คือความล้มเหลวของข้าราชการ คอร์รัปชันแก้ไม่ได้ สุดท้ายเป็นระบบราชการที่ล้าหลังและกลัวการเปลี่ยนแปลง พูดง่ายๆ อยู่เฉยๆ ดีกว่า”
พรรคประชาชนเสนอนโยบาย “มีส้ม ไม่ทนโกง: ปิดทุกช่องโหว่ แก้โกงให้ถึงราก” ประกอบด้วย 8 มาตรการ
- เปลี่ยนกฎหมายข้อมูลข่าวสาร: เปลี่ยน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็น “พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ” เพื่อวางหลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” โดยเฉพาะฐานข้อมูลสำคัญของรัฐ (เช่น งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง) ต้องเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่ใครก็สามารถนำไปตรวจสอบได้ง่าย
- พัฒนาระบบบริการภาครัฐช่องทางเดียว: พัฒนาระบบออนไลน์ของรัฐให้เชื่อมโยงกัน และสามารถใช้บริการได้ในช่องทางเดียว เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และ “BizPortal” เพื่อลดความยุ่งยากและการพบปะเจ้าหน้าที่
- ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบอัตโนมัติ: พัฒนาระบบที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มการตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ โดยอัตโนมัติ
- ออกระเบียบสำนักนายกฯที่จำเป็น: ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกันการใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเองทางการเมือง, บังคับให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมดเข้าสู่ระบบ GFMIS (ระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ) เพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ และขยายการตรวจสอบทางจริยธรรม (Integrity Pact) ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป)
- ทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย (Regulatory Guillotine): ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายเก่าที่ทำให้ประชาชนทำถูกกฎหมายได้ยากและเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนได้ (เช่น กฎหมายโรงแรม, กฎหมายสถานบริการ)
- ปรับปรุงกฎหมายให้ใช้เทคโนโลยีบังคับใช้ได้: แก้ไขกฎหมายต่างๆ (เช่น พ.ร.บ. จราจรทางบก) เพื่อเพิ่มการใช้เทคโนโลยี (กล้องวงจรปิด, ภาพถ่าย) เข้ามาช่วยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
- เสริมกลไก “แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน”: ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้ได้รับเงินรางวัลจริงจากกองทุน ป.ป.ช. อย่างเป็นธรรม
- ผลักดันกฎหมาย “คนโกงวงแตก” (Leniency Law): ออกกฎหมายนี้เพื่อให้ผู้ที่ร่วมทุจริตแล้วตัดสินใจให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน วิธีนี้จะทำให้ขบวนการทุจริตขาดความเชื่อใจกันและเดินต่อได้ยากในที่สุด
ถามว่านโยบายแบบนี้จะทำให้ข้าราชการกลัวหรือกล้า วีระยุทธ ตอบว่า “อธิบดีอาจกลัวมากขึ้น คนตัวเล็กอาจกล้ามากขึ้น” และกล่าวต่อเมื่อพบว่าคนของพรรคโกงว่า “โกงปุ๊ปออกปั๊ป พรรคประชาชนมีข้อครหาเมื่อไรออกทันที การันตีทุกคน 100% ไม่ได้ หรือข้าราชการระดับน้อยแล้วเข้าไปเกี่ยวโดยเลี่ยงไม่ได้ ถ้าคุณเข้ามาแฉจะมีกระบวนการปกป้องและลดหย่อนผ่อนโทษกันไป ซึ่งไม่เคยเกิดในประเทศไทย ดังนั้น ถ้าคุณมีแรงจูงใจเปิดช่องว่างให้คนตัวเล็กกล้าพูดมากขึ้น คนตัวใหญ่จะทำงานยากขึ้น”
ศิริกัญญา เสริมว่า “เรากลับข้างกัน คนที่กล้าคือคนระดับบนที่ไม่กลัวโทษประหารชีวิต แต่เวลาคนตัวเล็กในระบบเจอระเบียบต่างๆ ก็กลัวไปหมด ไม่กล้าทำอะไรเลย ต้องทำให้แรงจูงใจกลับข้างกัน”
ถามว่าพิสูจน์อย่างไร ศิริกัญญา ตอบว่า “กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องจัดเป็นเม็ดเงินได้ เช่น กระบวนการต่างๆ ช่วยประหยัดงบประมาณเท่าไรถ้ามีการแข่งขัน ราคาที่ชนะประมูลกับราคากลางต่างกันเท่าไร เอาเงินมาโชว์ได้ ส่วน Corruption Perception เกิดจากการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจและประชาชน มันวัดยาก เราไม่มั่นใจเอาเป็นตัวชี้วัด แต่เราตั้งเป้าให้ลดลง แต่การลดลงไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ขนาดนั้น”
ศิริกัญญา เสริมว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี แต่มีการคาดการณ์ว่าประมาณ 20% ของ 1.4 ล้านล้าน หรือเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อปี เป็นเรื่องสินบน ค่าหัวคิว และฮั้วประมูล หากจะแก้ปัญหานี้ต้องแก้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง
36 นโยบาย 7.41 แสนล้าน กับแรงต้านพรรคประชาชน
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานว่า พรรคประชาชนส่งนโยบายหาเสียงที่ใช้งบประมาณทั้งหมด 36 นโยบาย ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 7.41 แสนล้านบาท
โดยปีงบประมาณ 2570 พรรคประชาชนคำนวณว่าจะเหลือใช้ได้จริง 6.8 แสนล้านบาท
“7 แสนล้านเป็นโครงการใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน บางส่วนที่ต้องใช้งบเพิ่มเติม เช่น สวัสดิการเป็นนโยบายเดิม แต่เพิ่มงบประมาณขึ้นมา เช่น โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หรือนโยบายเกี่ยวกับการเกษตร แต่หลายโครงการต้องเอาไปใช้กับโครงการอื่น เช่น ระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund ใช้ PPP Smart Grid เรารู้ว่าทำแล้วมีรายได้กลับคืนมาในอนาคต แต่หลายโครงการเช่น น้ำประปา ขยะ อาจใช้งบประมาณรัฐบางส่วน เพราะงบฯปี 69 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ใช้ได้จริงไม่ถึงล้านล้าน” ศิริกัญญา กล่าว
“ที่ผ่านมาเงินลงทุนพันล้านไม่เคยได้พันล้าน สะพานราคาพันล้าน แต่มูลค่าจริงๆ ร้อยล้าน กินกันขนาดนี้ ดังนั้นโครงการพันล้านเหมือนกัน แต่มันจะเปลี่ยนไปในรัฐบาลประชาชน คุณจะเห็นพันล้านจริงๆ ครั้งแรกในประเทศไทย” วีระยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ เว็บไซต์ของพรรค รายงานนโยบายของพรรคทั้งหมด 13 หมวด รวม 384 นโยบาย ทั้งนโยบายที่ใช้เงินและไม่ใช้เงิน ดังนี้ (1) ประชาชนทุกคน 204 นโยบาย (2) ท้องถิ่น 41 นโยบาย (3) เอสเอ็มอี 34 นโยบาย (4) เกษตรกร 26 นโยบาย (5) นักเรียน 20 นโยบาย (6) ครู 14 นโยบาย (7) บุคลากรทางการแพทย์ 13 นโยบาย (8) แรงงาน 10 นโยบาย (9) ตำรวจ 7 นโยบาย (10) ทหาร 5 นโยบาย (11) นักลงทุน 4 นโยบาย (12) ศิลปิน 3 นโยบาย และ (13) ข้าราชการ 3 นโยบาย โดยนโยบายต่างๆ มาจากการสั่งสมในทำงานมาตั้งแต่ปี 2566 อีกทั้งหลายนโยบายมีข้าราชการส่งมาด้วย
ธนาธร เสริมว่า
โปรเจคสำหรับการเป็นรัฐบาลไม่ได้คิดเรื่องนี้เมื่อสามเดือนที่แล้ว แต่คิดตั้งแต่โจทย์เลือกตั้ง 66 พอรู้ว่าเป็นฝ่ายค้าน เราเดินเรื่องนี้ทันที ครั้งนี้ผิดพลาดไม่ได้ เพราะเรารู้ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าเรามีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
“ถ้าเราเข้าไปอาจต้องเจอแรงต้านในกระทรวงแน่ๆ สิ่งหนึ่งที่เรามีไม่เหมือนกับเขา (พรรคอื่น) คือวิธีทำงานของรัฐมนตรี ที่ผ่านมาอยากได้อะไรก็สั่งลอยๆ ไม่ลงไปขับเคลื่อน ปล่อยให้ข้าราชการคิดกระบวนการเอาเอง แต่พอเราคิดนโยบายละเอียดทำให้กลไกขับเคลื่อนได้จริง และต้องทำให้เขารู้สึกว่าเราไปรับผิดรับชอบกับข้าราชการ ไม่ใช่ผลักให้ข้าราชการประจำอย่างเดียว มันเลยดึงความรับผิดรับชอบมาอยู่ที่รัฐมนตรี” ศิริกัญญา กล่าว
ศิริกัญญา ยังพูดถึงแรงต้านจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สภาพัฒน์ ธปท. หรือกฤษฎีกา ว่า ถ้ารัฐมนตรีรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของนโยบายจะต้องพร้อมไปต่อสู้เพื่อให้นโยบายนี้ ขณะเดียวกันหลังบ้านของพรรคก็เตรียมความพร้อมเรื่องกฎหมายด้วย
กางงบแผ่นดิน และ Budget Space เหลือใช้จริงเท่าไร
จากข้อมูลงบประมาณตั้งแต่ปี 2569-2753 พบว่า พื้นที่ทางงบประมาณ หรือ Budget Space มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทุกปี
มันไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงว่า งบเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เราถกกับสำนักงบฯ เขาชอบตั้งงบบำนาญและค่ารักษาพยาบาลต่ำเกินจริงเพื่อจะกดรายจ่ายประจำ และทำเหมือนรายจ่ายลงทุนสูง เงินเดือนสำนักงบฯ ก็ชอบบิดทำให้ดูต่ำแล้วเอางบกลางมาโปะตลอดเวลา มันน่ากลัวมากที่เวลารัฐบาลหนึ่งเข้าไปและยังต้องแชร์กับข้าราชการประจำที่ทำโครงการปกติของเขา
ศิริกัญญากล่าวว่า “รัฐบาลที่ผ่านมาวางยาไว้เล็กน้อย โดยการทำให้หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ดังนั้น ปี 2572 – 2573 จะขาดดุลประมาณ 2.1% – 2.5% ขณะที่ตอนนี้ 4% แล้วเศรษฐกิจมันกำลังจะโต 1.5% แล้วคุณให้รัฐรัดเข็มขัด นี่คือย้อนกลับไปต้มยำกุ้งโมเดลช่วง IMF เข้ามาแรกๆ และพยายามรัดเข็มขัดตัดค่าใช้จ่าย สุดท้ายมันพังไม่ไหว เพราะเศรษฐกิจต้องการการกระตุ้นทางการคลัง เราเลยขยายการขาดดุลปี 2572 – 2573 เหลือ 3% ไม่เกินกรอบที่สากลโลกยอมรับกัน”
ธนาธร เสริมว่า พรรคประชาชนน่าจะเป็นพรรคเดียวที่นำนโยบายทั้งหมดมาคิดแบบจำลอง ประกอบกับปัจจัยทางการคลัง และดูว่าหากเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว นโยบายไหนจะทำได้หรือไม่ได้ หรือบางนโยบายต้องปรับลดวงเงิน
“ผมกล้าพูดว่าไม่มีพรรคไหนทำ บางคนบอกพรรคเราไม่พร้อม ไม่รู้เรื่อง เราทำเพื่อให้มั่นใจว่านโยบายของเราทำได้จริง มีนโยบายรองรับแน่นอน” ธนาธร ย้ำ
“เราเรียกกันว่า Digital Wallet Moment เหมือนอยากทำโครงการใหญ่ฝันใหญ่เต็มไปหมด เข้าไปถึงเทคนิคก็ไม่ได้ เงินไม่มี เราต้องไม่ให้เกิด moment นี้” วีระยุทธ เสริม
เมื่อถามว่าต้องรื้องบประมาณก่อนทำโครงการต่างๆ หรือไม่ ศิริกัญญา ตอบว่า “เป็นที่มาที่ต้องรื้องบฯ ไม่งั้นงบฯปี 70 ไม่ทัน และเราตั้งเป้าให้ออกช้าไม่เกิน 1 เดือน แต่เราไม่รู้ว่ารัฐบาลจะผสมเยอะแค่ไหน และอยากรื้อให้เท่าที่จำเป็น”
“ปีแรกเราพยายามใช้น้อยมาก ใช้เพิ่มแค่ไม่ถึงแสนล้าน ยืนยันกรอบงบเดิมและแก้ปฏิทินเล็กน้อย เราแจ้งผู้บริหารว่าจะมีช่วงเวลาที่ทำโครงการขึ้นมาใหม่ในเวลาไม่เกิน 2 เดือน ดังนั้นต้องเตรียมโครงการให้พร้อมตั้งแต่วันนี้ พอเป็นรัฐบาลก็มาอนุมัติต่อได้เลย เพราะทุกเดือนที่งบประมาณไม่ออก เศรษฐกิจมันเสียหาย” ศิริกัญญา อธิบาย
ถามต่อว่า พรรคประชาชนจะทำอย่างไรกับงบรายจ่ายประจำ ศิริกัญญา ตอบทันทีว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” พร้อมกล่าวว่า “ต้องเริ่มจากการไปลีนงานและภารกิจ งานไหนหมดความจำเป็นก็ต้องเอาออก ทำให้ไซส์ของรัฐเล็กลงและประหยัดงบ…แต่ไม่เร็ว”
ถามต่อว่า ประเทศไทยใช้งบประมาณขาดดุลกว่า 20 ปี เราจะสมดุลได้เมื่อไร ธนาธร ตอบว่า “ไม่จำเป็น ตราบใดที่การใช้จ่ายภาครัฐนำมาซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มันไม่จำเป็นต้องสมดุล ที่ผ่านมาคือปัญหาการลงทุนภาครัฐไม่นำมาซึ่งการเติบโตทำให้เกิดปัญหา หนี้ในตัวมันเองไม่ใช่สิ่งไม่ดี ตราบใดที่การลงทุนทำให้เกิดรายได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หนี้ แต่รอบทศวรรษที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่า การลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐไม่นำมาซึ่งการเจริญเติบโตที่สมเหตุสมผล ทำให้หนี้ต่อจีดีพีโตขึ้นเร็ว”
นอกจากนี้ ธนาธร กล่าวต่อว่า ปี 2562 ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐอยู่ที่ 7.1% แต่ในปี 2572 จะอยู่ที่ 13.6% หมายความว่าเงินที่ใช้มาช่วงหลายปีไม่นำไปสู่รายได้รัฐที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลต่อไปจะเจอความท้าทายที่หนักว่ากระสุนน้อยลง ต้องยิงให้แม่นมากขึ้น
ชนะเลือกตั้ง – พร้อมเป็นฝ่ายค้าน – ถูกหักหลังซ้ำ
ศิริกัญญา บอกว่าการเลือกตั้งรอบนี้พรรควาง scenario คือพรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ตามด้วยพรรคภูมิใจไทยลำดับ 2 และพรรคเพื่อไทยลำดับ 3 และจากทั้งหมดต้องตั้งรัฐบาลผสมแข่งกับพรรคภูมิใจไทย
วีระยุทธ อธิบายว่า ปัจจัยต่างๆ ต้องดูตัวเลข สส. ประกอบด้วย แต่มองว่าตัวเลข ‘270’ คือตัวเลขที่กำลังสวย และสะท้อนเสถียรภาพของรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านก็ไม่โดนบดจนเกินไป
เมื่อถามว่าจะชนะขาดได้หรือไม่ และเตรียมใจเป็นฝ่ายค้านอีกหรือไม่ นายธนาธร หัวเราะหลังได้ยินคำถาม ก่อนตอบว่า“ยากเลยคำถามนี้” และเสริมว่า “มันก็พร้อมทุกสถานการณ์ แต่ถ้าถามตัวเองทุกวันนี้ ผมมั่นใจมากว่าเราจะเป็นรัฐบาล ดูฟีดแบคของสังคม โพล และสมการการเมืองที่ไม่มี สว. มันจะยากมากที่ปิดกั้นเสียงของประชาชน รอบนี้ผมเชื่อว่ากลไกบิดเบือนการตัดสินใจของประชาชนน้อยมาก
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลแข่งในกรณีที่ไม่ได้เสียงมากที่สุด อาจไม่เกิดขึ้น เพราะมันสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับสไตล์การทำงานและวาระของพรรคอันดับ 1 มากกว่า นี่คือหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม หากได้เป็นรัฐบาลผสม พรรคก็ยืนยันว่าพรรคต้องคุมกระทรวงสำคัญในการผลักดันนโยบายที่ต้องทำให้เกิดขึ้น เช่น นโยบายเอสเอ็มอี หวยใบเสร็จ ฯลฯ
แล้วทำไมคนต้องเลือกพรรคประชาชน นายวีระยุทธ ตอบว่า “วาระเราแตกต่างจากพรรคอื่นชัดเจน จนคนไทยต้องเลือกว่าจะเอาแบบไหน ถ้าไม่เห็นด้วยก็เลือกแบบอื่น”
ถึงพรรคจะยืนยันว่าไม่ซื้อเสียง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีการซื้อเสียงเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วพรรคจะรับมือปัจจัยนี้อย่างไร ศิริกัญญา ตอบว่า “มันเป็นกลยุทธ์ที่จะต้องเลือกให้ขาด ถ้าเลือกไม่ขาด โอกาสที่เราจะได้เป็นรัฐบาลก็น้อยลงเรื่อยๆ ไม่ได้จะเป็น strategic vote แต่มันเป็นความจริงที่หวานอมขมกลืน”
บรรยากาศในห้องสนทนาเงียบชั่วครู่ก่อนเสียงหัวเราะดังขึ้นหลังได้ยินคำถาม “เจ็บไหมกับที่ผ่านมา” แล้วศิริกัญญา ก็เปรียบเปรยทันทีว่า “เต็มหลัง”
จากนั้น ธนาธร เสริมว่า “ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราถูกทรยศหักหลัง มันเป็นบทเรียน ในอนาคตจะมีอีกหลายครั้ง แต่ขอให้เรามั่นใจได้ว่า เราพร้อมโตอย่างเหมาะสมกับความไว้วางใจจากประชาชน เราไม่เอาผลประโยชน์ตัวเองไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนรวม
ตราบใดมีการดีลกันโดยที่เราเอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง จะถูกหักหลังกี่ครั้ง…การเมืองคงไม่มีการหักหลังครั้งสุดท้ายแน่นอน
แต่ผมยืนยันว่าตั้งแต่ทำงานกันมาตั้งแต่ปี 2561 เราไม่เคยเอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปอยู่บนโต๊ะเจรจากับพรรคอื่น อนาคตจะเจอหักหลังอีกก็ไม่แปลก ไม่ได้คิดว่าการถูกหักหลัง ตั้งแต่งูเห่า 63 ตระบัดสัตย์ช็อกมิ้นท์มิ้น MOU MOA ไม่ได้คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่รอบหลังๆ ไม่ใช่ผมที่เจอ แต่เป็นเขา (ชี้ไปที่ศิริกัญญาและวีระยุทธ)”
วีระยุทธ จึงบอกว่า “มันเติบโตตามบาดแผล พรรคมันจะใหญ่ ทำงานการเมืองดีขึ้นมันต้องเจอการตัดสินใจยากๆ ขึ้นเรื่อยๆ เป็นภารกิจทางการเมือง”
ขณะที่ ศิริกัญญา เสริมว่า “ถามว่าไม่ต้องทำ MOA แล้วได้ไหม…ก็ไม่ได้ เราอยากทำให้โปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่อย่างนั้นถ้าเขาฉีกแล้วเรายอม บอกว่าไม่ทำอีกแล้ว มันก็การเมืองแบบเดิม”
นโยบายพลังงาน สู่ End game ที่เอกชนยอมรับ ?
เมื่อถามประเด็น Credit Rating ในรัฐบาลหน้าที่จะลดลง ไม่ว่ารัฐบาลจะมีหน้าตาอย่างไรก็ตาม ศิริกัญญา มองว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องเจอแน่ๆ เพราะกว่ารัฐบาลจะเข้ามาบริหารคือช่วงกลางปี รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่กระทบต่อการคลัง ดังนั้น ต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาผ่านนโยบายต่างๆ ที่สามารถสร้างศักยภาพการเติบโตในระยะยาว และต้องทำให้เกิด Investment Cycle และหนึ่งในนั้นคือเรื่องพลังงาน
ธนาธร และศุภโชติ บอกว่า พรรคประชาชนชูแนวคิดเรื่องการปฏิรูประบบ ทลายผูกขาดพลังงาน แยกโครงสร้างอุตสาหกรรม ปลดระวางถ่านหินภายในปี ค.ศ. 2040 และมุ่งสู่ Net Zero 2050 พร้อมใช้กลไกสินเชื่อผ่านบิลค่าไฟและ Smart Grid โดยนโยบายทั้งหมดมาจากการพูดคุยกับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ และพบว่าในภาพรวมทุกคนต่างเห็นคล้อยกับข้อเสนอของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี
ธนาธร อธิบายว่า “ในอนาคตจะทำให้การติดโซลาร์และรถยนต์ไฟฟ้าสามารถซื้อขายได้ ตัวอย่างเช่น ค่าไฟแพงเราจอดรถยนต์จอดที่บ้าน พลังงานในรถ เราเอาพลังงานรถยนต์มาใช้เปิดไฟ พอเที่ยงคืน off peak ค่อยชาร์จใหม่…ประเทศไทยมี 20 ล้านครัวเรือน รวมตึกรามบ้านช่องแล้วต้องใช้ 30 ล้านเครื่อง เงินลงทุนเฉพาะเครื่อง 6 หมื่นล้าน เราตั้งใจทำให้เกิดอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซัพพลายเชนยาวมาก เช่น โครงมาจากผู้ประกอบการพลาสติกต้องซื้อเม็ดพลาสติก ต้นน้ำคือ PET มีตั้งแต่เคมิคอลล์ ผู้ประกอบการสายไฟ ทองแดง ผู้แปรรูปทองแดง มันเกิดการสร้างงานและเทคโนโลยีให้ประเทศไทย ถ้าจะทำ smart grid ทั้งประเทศน่าจะ 4-5 แสนล้าน อย่าง BESS (Battery Energy Storage System) ตั้งแต่ 8 โมงถึง 5 โมงเย็นควรเก็บให้ได้ 4 ชั่วโมงเพื่อใช้แทน 5 โมงถึง 2 ทุ่ม”
“เริ่มตั้งแต่ปีแรกที่เราเป็นรัฐบาล เลือกพื้นที่ในกรุงเทพและปริมณฑล กับพื้นที่ที่มีการใช้ไฟหนาแน่น ครอบคลุมการใช้ไฟ 70% ของประเทศ โดยระบบนี้จะทดแทนระบบเดิม กล่าวคือโรงไฟฟ้าที่จะปลดระวาง ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟมากขึ้น และจะครอบคลุมการติด Smart Meter ทั้งประเทศในปีที่ 8 – 10 ส่วนในกรุงเทพฯ อาจใช้เวลา 4 ปี การลงทุนนี้อยู่ในเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ พรรคประชาชนจะเข้าไปจัดสรรงบประมาณใหม่ให้เน้นการลงทุนเรื่องนี้มากขึ้น” ศุภโชติ กล่าว
“ถ้าเราเปลี่ยนที่โครงสร้าง เปิดให้มีการแข่งขัน ผู้ผลิตก็แข่งขันกันผลิต ผู้ขายแข่งกันขาย เช่น ผู้ขายออกแพคเกจใครใช้ไฟราคาต่ำลง มันจะเกิดตลาดซื้อขายไฟเหมือนแพคเกจซิมมือถือ ดังนั้นผู้ขายออกแบบได้ว่าจะมีธุรกรรมกับครัวเรือนอย่างไร” ธนาธร เสริม
ธนาธร กล่าวต่อว่า ปลายทาง (End game) ของตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีคือ Asean Grid เนื่องจากสิงคโปร์และมาเลเซียใช้ไฟฟ้า แต่ไม่มีช่องทางการผลิตไฟ ส่วนเมียนมาหรือลาวเป็นประเทศที่มีพลังงาน ดังนั้น ถ้าประเทศไทยเปิด Asean Grid โดยทำไทยเป็นผู้ลำเลียงพลังงานจากข้างบนส่งให้ข้างล่างและเก็บค่าสายส่ง
วีระยุทธ ยังเสริมว่า “เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ ตลาดพลังงานในไทยค่อนข้างจำกัด เขาไม่สามารถขายไฟเพิ่มขึ้นได้ พอเราทำให้เอกชนเห็นเป้าหมายว่าตลาดขายไฟมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งหาตลาดใหม่ได้ทุกคนคล้อยตามหมด บางเจ้าตระหนักดีว่าบริบทที่เปลี่ยนไปของโลก คนจะติดโซลาร์และใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เขาก็ต้องปรับตัวตาม แผนของเราเลยไม่ได้เร่งเกินไป มีระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านที่ 8 ปี”
ปลายทาง ‘หวยใบเสร็จ’ ดึงเอสเอ็มอีเข้าระบบ
‘หวยใบเสร็จ’ หนึ่งนโยบายเรือธงของพรรค โดยวรภพ อธิบายว่าหัวใจของนโยบายไม่ใช่แค่การลุ้นหวย แต่เป็นการดึงประชาชนและเอสเอ็มอีเข้าระบบ เพื่อทำให้เอสเอ็มอีมีแต้มต่อเทียบร้านรายใหญ่
วรภพ เล่ากลไกหวยใบเสร็จ ซึ่งจะใช้งบประมาณเป็นวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน ว่า
เมื่อประชาชนซื้อของร้านโชว์ห่วยสะสมครบ 500 บาท ได้เลขหวย 3 ตัว 1 ใบ ทุกวันที่ 1 กับ 16 ใช้เลขเดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล เอสเอ็มอีที่ร่วมโครงการมีประโยชน์หลายต่อ โดยเฉพาะเข้าแหล่งเงินทุนในระบบได้ วิธีการคือใช้แอปเป๋าตัง เราเข้าไป 100 วันแรกสามารถทำได้เลยเพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานเดิมทั้งหมด แค่เพิ่มด้วยงบประมาณเท่านั้น และใช้งบน้อยกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ
ฝั่งผู้ขายพื้นฐานคือขายสะสมครบ 5,000 ได้ 1 ใบเหมือนกัน กู้เงินในระบบง่ายขึ้นเพราะยอดขายในแอปเป๋าตัง คำนวณเป็นวงเงิน บสย.ช่วยค้ำประกันให้ ป้องกันร้านค้าไปกู้เงินนอกระบบ
อีกหนึ่งจุดประสงค์ของหวยใบเสร็จคือเรื่องเพดานจด VAT ถือเป็นเพนพ้อยของเอสเอ็มอีรายเล็กที่มักจะไปเปิดบริษัทใหม่เมื่อรายได้ถึง 1.7 ล้านบาท เพื่อทำให้ไม่ต้องเข้าระบบ ดังนั้นฝั่งผู้ขายที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Simplify Tax/Vat) 3 ข้อ ประกอบด้วย
- ขยายเพดาน VAT: เพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาท/ปี เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี
- เพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่าย: เพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาท/ปี)
- VAT เหมาจ่าย: เลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสาร
ในปีแรก รัฐอาจต้องใช้งบประมาณในการดึงเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านรายเข้าระบบ แต่ในระยะยาวพรรคมองว่ารัฐจะได้ประโยชน์เมื่อคนเข้าระบบภาษีมากขึ้น
Political Will แก้กฎหมาย สกัดนอมินี
“โจทย์รัฐบาลไทยคือทำอย่างไรให้เอกชนแข็งแรงมากขึ้น มันต้องปรับปรุงทั้งสกิล เอาระบบ automation เข้าไปช่วย ปรับปรุงคุณภาพ ทำต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศให้ต่ำลง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ใช้เวลา เรากำลังพูดถึงการสร้างการเจริญเติบโตระดับ 4% ในอนาคต 5 – 10 ปี แต่กว่าจะเห็นผลอย่างเร็วก็ 4 – 5 ปี เพียงแต่มันต้องยั่งยืน เราไม่ต้องการความหวือหวา ไม่ใช่ปีนี้วิ่งไป 5% ปีหน้าลงมา 2% เราต้องการความคงเส้นคงวา การเติบโตที่คาดเดาได้” ธนาธร กล่าว
เมื่อถามว่า จีดีพีของรัฐบาลพรรคประชาชนจะอยู่ที่เท่าไร ธนาธร ตอบว่า “ผมคิดว่า 3% กลางๆ ใน 4 ปี ก็เก่งแล้ว” พร้อมย้ำว่า ‘ขีดความสามารถในการแข่งขัน’ สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว
“เวลาพูดเรื่องการแก้ไขกฎหมายและระเบียบ ไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องการเจตจำนงทางการเมืองอย่างจริงจัง ถ้าเราทำได้ มันจะช่วยลดต้นทุนคิดเป็นสัดส่วน 0.8% ต่อจีดีพี หรือ 140,000 ล้านบาท หมายความว่าไม่ต้องใช้เงิน แต่เอาจริงเอาจัง และทุกปีจะช่วยจีดีพีขึ้นมาได้ 1%” สิทธิพล กล่าว
เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาบริษัทนอมินี สิทธิพล อธิบายว่า “รัฐมนตรีส่วนใหญ่อยากทำโปรเจคที่ใช้เงิน แต่การแก้ไขกฎระเบียบไม่ใช้ และถ้าพรรคประชาชนดูแลกระทรวงพาณิชย์ สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำคือเปิดเผยข้อมูลบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดเป็นสาธารณะ เพื่อสร้างความงอกเงยจากข้อมูล การฮั้วประมูลลดลง ต้นทุนการคอร์รัปชันหายไป มีคนมาช่วยตรวจสอบว่านอมินีมีเครือข่ายอะไรบ้าง วันนี้กระทรวงพาณิชย์ไม่ปล่อยข้อมูล ถ้าทำได้ต้นทุนทางเศรษฐกิจจะลดลงแน่นอน”
สิทธิพล กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือการสกัดก่อนจดทะเบียน แต่ถ้าหลุดรอดมาได้ ประชาชนจะเป็นหูเป็นตา และถ้ายังหลุดรอดก็ต้องเอาจริงเอาจัง เช่นการอายัดทรัพย์สินต่างๆ
ตอนผมทำกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ เราเปิดรับแจ้งเรื่องร้องเรียน 10 สัปดาห์ มีพันกว่าเคส แปลว่าทุกคนเห็นนอมินีเต็มบ้านเต็มเมือง ถ้าเราทำเหมือน Traffy Fondue บอกเลยว่านอมินีอยู่ตรงไหนบ้าง หน่วยงานราชการแก้ไขหรือยัง มีรางวัลให้ประชาชนแจ้งเบาะแส…แต่บริษัทบัญชีและกฎหมาย ส่วนใหญ่เป็นต้นตอทั้งนั้น ถ้าเอาจริงจะระงับได้เยอะ
รัฐต้องเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซ
หนึ่งในทีมบริหารของพรรคอย่าง ‘อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์’ อดีตผู้บริหาร Line Man ที่ประกาศร่วมพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2569 โดยช่วงหาเสียงเขาเป็นหัวหอกสำคัญในการพูดคุยกับกลุ่มนักธุรกิจและภาคเอกชน และได้เข้ามาทำนโยบายเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เพื่อเปลี่ยนบทบาทรัฐจากคนกลางเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการแข่งขัน
นโยบายสำคัญเช่น ตลาดเปิดดิจิทัล สู้อีคอมเมิร์ซต่างชาติ และปรับยุทธศาสตร์การค้า บุกตลาดอาเซียนผ่านอีคอมเมิร์ซ
อิสริยะ ยกตัวอย่างนโยบายคูปองเปิดโลก 2,000 บาทต่อคนต่อปี ให้เยาวชนเลือกเรียนตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ศิลปะ ค่ายทักษะ หรือคอร์สออนไลน์ โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ โดยคิดจากวิธีการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ผ่านมาที่ภาครัฐเน้นจัดคอร์สให้คนรีสกิล-อัพสกิล ซึ่งไม่ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชน ดังนั้น คูปองเปิดโลกจะทำให้รัฐเป็นตลาดจ่ายคูปอง และดึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการศึกษาและสถาบันการศึกษาเข้ามาแข่งขันกัน
ส่วนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน อิสริยะ ให้ข้อมูลว่าทุกวันนี้ตลาดทุนมีปัญหาเรื่องการกำกับดูแล เห็นได้จากหลายเคสในช่วงที่ผ่านมา โดยสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำคือ (1) เพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) สามารถตรวจจับข้อพิรุธได้ทันท่วงทีมากขึ้น และ (2) ยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยให้เทียบเท่าตลาดโลก
“แต่ก่อนผู้บริโภคต้องมาซื้อหุ้น SET แต่ตอนนี้เขามีทางเลือก ส่วนหนึ่งเพราะตลาดไทยไม่ได้พัฒนามานาน เรียกว่าเป็นเสือนอนกินก็ได้ หลักการง่ายๆ คือตลาดอื่นของโลกทำอะไร เราก็เอาตามเขา เช่น เขา short sell ได้เราก็ควรทำได้ เหตุผลคือนักลงทุนที่เป็นกองทุนระดับโลกเขาคาดหวังมาตรฐานเดียวกัน ถ้ามาตรการบางตัวที่ไทยทำไม่เหมือนคนอื่น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมา เศรษฐกิจไทยไม่ได้ sexy ขนาดที่เขาต้องเอาใจ SET เอาเงินลงที่อื่นดีกว่า”
ไม่ใช่บริบทต่อต้านทหาร
เมื่อถามว่า เมื่อเทียบการหาเสียงรอบนี้กับครั้งยังเป็นอนาคตใหม่และก้าวไกล นโยบายที่ชนกับทหารการเมืองแผ่วลงหรือไม่ โดย ธนาธร ตอบว่า “หลายคนบอกทำไมพรรคไม่พูด…คือมันพูดไปหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรพูดแล้ว นโยบายสำคัญ กอ.รมน. สภากลาโหม พวกนี้ยังอยู่ครบ เพียงแต่ไม่ได้พูด”
“เราเติบโตขึ้น ไม่ได้ละทิ้งจุดยืนเดิม เราเติบโตขึ้นอย่างมีวุฒิภาวะ กลมกล่อมรอบด้านมากขึ้น มันไม่ใช่ละทิ้งเรื่องเดิม หนังสือนโยบายรอบนี้ลึกกว่ารอบก่อนๆ เขียนลงไปถึงว่าจะทำได้จริงอย่างไร ที่บอกว่าพรรคประชาชนก้าวหน้าน้อยกว่าพรรคก้าวไกลหรืออนาคตใหม่หรือเปล่า ผมคิดว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าเป็นการเติบโตในยุคสมัยที่การต่อต้านมันหมดแล้ว แต่ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยของการนำเสนอภาพที่เราอยากสร้าง ผมว่าบริบทคนละบริบท ผมไม่คิดว่ามีใครละทิ้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยและนิติรัฐในประเทศไทย” ธนาธร กล่าว
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีรัฐประหารถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ธนาธร ตอบว่า “คำถามนี้ผมต้องถามกลับ ประชาชนยอมเหรอ ย้อนกลับไปดูรัฐประหารสองครั้งล่าสุด 2549 กับ 2557 การทำรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เกิดการปูทางมาก่อน อย่างรัฐประหาร 2549 ปูมาตั้งแต่พันธมิตร จุดแตกหักคือตอนที่คุณทักษิณขายชินคอร์ป พอปี 2557 ปูทางชัดดาวน์กรุงเทพฯ การทำรัฐประหารมันต้องสร้างความชอบธรรม ถ้าไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีข้อหาอะไร แต่ผมเชื่อว่ารอบนี้ประชาชนไม่ยอม การทำรัฐประหารไม่ง่ายขนาดนั้น การปูพรมให้ทหารมายึดอำนาจไม่ง่ายแบบเดิม”
จากนั้น ศิริกัญญา เสริมว่า “ราคาที่ต้องจ่ายมันแพงขึ้นเรื่อยๆ”
ส่วนคำถามที่ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม’ ธนาธร ย้ำว่า “ทหารมีไว้ทำไม เป็นเรื่องที่ต้องชี้แจงกับประชาชน…ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศและประชาชน ไม่ได้มีไว้ทำรัฐประหาร ทหารที่มาก้าวก่ายทางการเมืองและเสนาพาณิชย์ต้องไม่มี เพื่อทำให้กองทัพมีภารกิจที่แคบลง แต่มีความเป็นเลิศในการปกป้องประชาธิปไตย เราต้องการเห็นกองทัพที่มีสมาธิต่อการพัฒนาสมรรถนะการรบของตัวเอง ไม่ใช่ไปนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ บริหารสนามกอล์ฟสนามมวย หรือผลิตน้ำมัน”
แล้วประชาชนจะได้อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญ ศิริกัญญา ตอบว่า หลายนโยบายหรือรัฐบาลที่ผ่านมาสะดุดลงเพราะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถอยู่ในอำนาจด้วยมาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กล่าวคือเสถียรภาพทางการเมืองที่คลอนแคลน และอำนาจขององค์กรอิสระในการทำอะไรก็ได้ ส่วนเรื่องปากท้อง ประชาชนจะได้ผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน รัฐธรรมนูญที่จะสร้างมาเพื่อปราบโกงกลายเป็นโดนยึดกุมด้วย สว. สุดท้ายการปราบโกงยิ่งแย่ลง เพราะกลไกการถอดถอนเหล่าบรรดากรรมการองค์กรอิสระก็หายไป
จากอนาคตใหม่ ก้าวไกล และหากยุบพรรคประชาชน
เมื่อถามว่าเรื่องอะไรที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคนี้ ธนาธร ตอบว่า เรื่องที่เยอะที่สุดคือ ‘ทหารมีไว้ทำไม’ตามด้วย ‘เลือกส้มได้หนู’ จากนั้นศิริกัญญา เสริมว่า ‘แก้รัฐธรรมนูญเพราะจะไปแก้มาตรา 112’ (ประมวลกฎหมายอาญา)
ผลโพล ประชาชนคน รวมถึงนักการเมือง ต่างบอกว่าพรรคประชาชนไม่ซื้อเสียง คำถามคือหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล และรักษาคำมั่นว่าจะไม่ทุจริต คำสัญญานี้จะฝืนความเป็นนักการเมืองหรือไม่ โดย ธนาธร ตอบทันทีว่า “เราไม่มี motivation ตั้งแต่เริ่มต้น หนึ่งเราไม่ซื้อเสียง การทำการเงินของพรรคการเมืองมันระดมทุนจากบุคคลที่หลากหลาย ไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร งบของพรรคเราใช้ 80 – 90 ล้าน มากกว่าครึ่งมาจากกองทุนพัฒนาการเมือง 96 ล้าน ครอบคลุมทั้งปี ที่เหลือก็เครื่องดื่ม เสื้อ ไม่ต้องไปขอเงินกลุ่มทุนขนาดใหญ่ พอไม่ซื้อเสียงมันก็ไม่มีแรงจูงใจให้เข้าไปถอนทุนคืน แถม สส. ต้องบริจาคเงินให้พรรค ปาร์ตี้ลิสต์ 15,000 บาท และ สส.เขต 3,000 บาท”
แต่ทำไมคนมองว่าธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คือนายทุนหลัก คำถามนี้ทำให้ ธนาธร หยุดคิดชั่วครู ก่อนตอบว่า “ตั้งแต่ยุบพรรค ผมไม่เคยไปยุ่งเลย ผมเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง คนก็คงมองมีสถานะนั้นอยู่”
“เราตั้งพรรคการเมือง เพื่อทำให้การประนีประนอมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย หาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ณ วันที่ตั้งพรรคขึ้นมา โอกาสมันไกลมาก ในวันนี้โอกาสใกล้เข้ามาทุกวัน นี่คือข้อเสนอตั้งแต่ต้น” ธนาธร กล่าว
ถามว่าดีลทางการเมืองผิดหรือเปล่า…ถ้าไม่ดีลการเมืองจะตั้งพรรคทำไม กฎหมายฉบับไหนใครจะโหวตให้เรา มันล็อบบี้กันตลอดเวลา คุณจะยกญัตติผมขึ้นได้ไหม ตัดหรือไม่ตัดงบ มันคุยกันตลอด คำถามคือเวลาเราดีลกัน เราเคยเอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปอยู่บนโต๊ะเจรจาหรือเปล่า ไม่เคย นี่เป็นจุดตัดว่าดีลผิดไม่ผิดคือผลประโยชน์ส่วนตัวบนโต๊ะเจรจา แลกกับผลประโยชน์ส่วนรวม ทางออกที่สันติที่สุดคือผ่านสภา พรรคการเมืองก็บอกอยู่แล้วว่าจะทำอะไรได้ต้องหาเสียงสนับสนุน
สุดท้ายถามว่า พรรคสีส้มจะมีเหตุอะไรให้ต้องยุบพรรคอีกหรือไม่ ธนาธร ตอบว่า “ตั้งมา 3 พรรค จะยุบก็ยุบ ผมไม่ซีเรียส…ยุบพรรคแต่ละครั้งก็มีการสูญเสียกำลังใจ บุคลากรที่ถูกตัดสิทธิการเมือง มีต้นทุนสูงอยู่ แต่ถามว่าการยุบพรรคมีอุปสรรคให้เราไม่เดินหรือเปล่า”
ศิริกัญญา พยักหน้าและบอกว่า “ใช่ แต่ก็ไม่อยากให้เป็น…เขาน่าจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่ายุบไปก็ทำอะไรไม่ได้ เน้นตัดสิทธิตลอดชีวิตดีกว่า (หัวเราะ)”
“ยุบรอบนี้ก็ไม่มีความหมาย เพราะรอบหน้าธนาธรกลับมาแล้ว ยุบอีกรอบพิธา (ลิ้มเจริญรัตน์) กลับมา”ธนาธร ปิดท้าย