โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Election Roundup (4) : จุดขายโค้งสุดท้าย ‘แคนดิเดตนายกฯ’ ส้ม-แดง-น้ำเงิน-ฟ้า ปราศรัยใหญ่

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 08 ก.พ. เวลา 21.18 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. เวลา 17.38 น.

จุดขายโค้งสุดท้าย ‘แคนดิเดตนายกฯ’ ปราศรัยใหญ่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา พท.เน้นขายนโยบาย “ยศชนัน” พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 – ภท.ชูกระแส ‘ชาตินิยม’ ถาม ปชช.เลือกรัฐบาลที่เขมรกลัว-กลัวเขมร? – ปชป. ชูการเมืองสุจริต “พาประเทศออกจากวิกฤตสู่ทางรอดที่ปลอดภัย” – ปชน.เล่น ‘อินไซต์’ ปัญหาจังหวัด-ณัฐพงษ์ปิดท้าย “การเมืองของประชาชน”

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศหาเสียงเข้มข้นชนิดที่การหาเสียงเพียง 1 สัปดาห์ เทียบเท่าคล้ายการลงพื้นที่ตลอด 1 เดือน

สัปดาห์นี้ (1 – 6 กุมภาพันธ์ 2569) พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย มีรูปแบบการหาเสียงลักษณะเดียวกันคือการจัดเวทีปราศรัยใหญ่แบบอึกทึกครึกโครม ที่สำคัญคือการสื่อสาร message เดิม ย้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนปิดท้ายด้วยปราศรัยใหญ่ที่ทั้ง 4 พรรค จัดตรงกันคือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ในกรุงเทพมหานคร

3 เวที-ดีเบตใหญ่ส่งท้าย ยังไร้เงา ‘อนุทิน’

ดีเบตและประชันวิสัยทัศน์ที่จัดโดยสื่อมวลชน มี 3 เวทีใหญ่ที่แคนดิเดตนายกฯ จากแต่ละพรรคเข้าร่วม ได้แก่

  • ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย จัดโดย ThaiPBS วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 (ผู้เข้าร่วมคือ ศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน, เผ่าภูมิ โรจนสกุล พรรคเพื่อไทย และ การดี เลี่ยวไพโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์)
  • รายการ MCOT เจาะลึกศึกเลือกตั้ง 69 #ชี้อนาคตไทย จัดโดยสำนักข่าวไทย 9 MCOT วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 (ผู้เข้าร่วมคือ ศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว พรรคภูมิใจไทย)
  • รายการเลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่ หรือไปต่อ จัดโดยช่อง 3 วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 (ผู้เข้าร่วมคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน, ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พรรคภูมิใจไทย)

นอกจากนี้ยังมีเวทีขนาดย่อมอย่างน้อย 4 เวที ได้แก่

  • เวทีดีเบตสัญจร (เชียงราย) รายการเลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่ หรือไปต่อ จัดโดยช่อง 3 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
  • ประชันวิสัยทัศน์ Tha Prachan Election Debate จัดโดยมติชน วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569
  • เสวนาหัวข้อ “โค้งสุดท้าย นโยบายศิลปวัฒนธรรม” จัดโดยกลุ่มนักวัฒนธรรมปฏิบัติการจิตอาสา
  • Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคใต้ จังหวัดสงขลา จัดโดยเครือ Nation

พท.เน้นขายนโยบาย “ยศชนัน” พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

พรรคเพื่อไทยทุ่มสรรพกำลังการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน กับ ทัวร์ภาคอีสาน 3 วัน 8 จังหวัด 16 เวทีปราศรัย ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ อย่าง ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ กล่าวปราศรัยแทบทุกเวที โดยทุกครั้งที่ขึ้นพูดมักจะขายนโยบายพรรค 100% และไม่กล่าวโจมตีพรรคใด

เมื่อไล่เรียงการปราศรัยใหญ่ของยศชนัน ตามจังหวัด วัน และ message หลักที่สื่อสาร ดังนี้

  • ฉะเชิงเทรา วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวถึงการทำให้นักท่องเที่ยวมาอยู่ฉะเชิงเทราทั้งอาทิตย์ เชื่อมโยง สวน หมู่บ้าน ตลาด วัด ชูนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% คูปองปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์, นโยบายล้างหนี้เพื่อคนไทย, นโยบายยิ่งกว่าพลัส รัฐออก 70% ประชาชนออก 30%, นโยบาย Smart City ด้วย AI For All, นโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน
  • สกลนคร วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ขายนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เพื่อจูงใจให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ดึงเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน
  • นครพนม วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ขายนโยบายแก้หนี้ทั้งระบบ โดยหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท หากเป็นหนี้เสีย จ่ายเพียง 10% จะทำการตัดจบปิดบัญชีทันที ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุที่มีหนี้เสียในวงเงิน 100,000 บาท รัฐบาลจะดำเนินการตัดจบให้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐออกค่าใช้จ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30% รวมถึงการลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาท ด้วยนโยบายพลังงานไฟฟ้าเสรีเพื่อสร้างความยั่งยืน
  • มุกดาหาร วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวถึงยกระดับจังหวัดสู่การเป็นเมืองการค้าที่ทันสมัยและแหล่งท่องเที่ยวชายโขงเชื่อมโยงสากล ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
  • อำนาจเจริญ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ขายนโยบายแก้หนี้ทั้งระบบเพื่อชุบชีวิตประชาชนที่กำลังล้มลุกคลุกคลาน โดยเฉพาะกลุ่มหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2 แสนบาทที่รัฐบาลพร้อมปิดบัญชีให้หากจ่ายเพียงร้อยละ 10 รวมถึงการปิดหนี้เสียให้ผู้สูงอายุทันที และการดึงหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ธนาคารรัฐเพื่อคืนความอุ่นใจให้ครอบครัว
  • อุบลราชธานี วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวถึงการแก้หนี้ทั้งระบบ และขายนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน 8 กุมภาพันธ์ “คนไทยต้องไร้จน” แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งทั้งระบบ ปัญหายาเสพติด ปัญหาสแกมเมอร์ไม่จบ ไม่เลิก
  • สุรินทร์ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ประกาศพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 อาสาเป็นศูนย์รวมใจคนทุกรุ่น และแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการประกันกำไรพืชผลทางการเกษตร ทั้งข้าวหอมมะลิ ยางพารา มันสำปะหลัง และอ้อย พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบน้ำประปาและถนนหนทาง รวมถึงการส่งเสริม “ช้างสุรินทร์”
  • ศรีสะเกษ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ชูนโยบายรดน้ำที่รากแก้หนี้-จัดการน้ำยั่งยืน ขั้นตอนแรกที่จะทำทันทีคือการแก้หนี้ทั้งระบบ “รดน้ำต้องรดที่ราก ไม่ใช่ที่ใบ” ทั้งการพักหนี้เกษตรกร 500,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี

ปิดท้ายด้วยการปราศรัยใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ณ สนามเทพหัสดิน ในหัวข้อ “ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่” โดยยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ปลุกใจคนเรื่องความหวังและความฝัน โดยพรรคเพื่อไทยจะทำให้ความฝันเป็นจริง เพราะทุกอย่างเป็นไปได้ พร้อมกล่าวถึงปัญหาประเทศไทย และนโยบายที่สำเร็จที่ผ่านมาของพรรคเพื่อไทย

วันที่ 8 กุมภาพันธ์คือจุดเปิด “แยกแห่งความหวัง” และขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมาดูแลคนไทยอีกครั้ง พร้อมประกาศความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 เพื่อสร้าง ประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนความหวังของประชาชนให้เป็นความจริง

ผมขอโอกาสพรรคเพื่อไทยดูแลคนไทยทุกคนอีกครั้ง ผม ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแล้ว ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนแปลงความหวังความฝัน ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย ให้เป็นความจริง

ภท.ชูกระแส ‘ชาตินิยม’ ถาม ปชช.เลือกรัฐบาลที่เขมรกลัว-กลัวเขมร?

การเคลื่อนไหวของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ในช่วงท้ายก็เน้นออนทัวร์รวม 5 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี สุพรรณบุรี พิษณุโลก ศรีสะเกษ และหาดใหญ่ (สงขลา) แต่หลายถ้อยคำที่นายอนุทินกล่าวในเวทีปราศรัยดูจะเน้นไปที่ ‘ความรักชาติ’ และแย้มถามประชาชนถึง ‘ผลงานของรัฐบาล’ ว่าอยากให้ทำต่อหรือไม่

การปราศรัยใหญ่ของอนุทิน ตามจังหวัด วัน และ message หลักที่สื่อสาร ดังนี้

  • ปทุมธานี วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวถึงการปิดด่านชายแดนอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ลดปัญหายาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง และอาชญากรรมข้ามชาติ
  • สุพรรณบุรี วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ปลุกใจจากฐานเสียงเดิมของพรรคชาติไทยพัฒนา ขายความเป็นวราวุธ ศิลปะอาชา และการผนึกกำลังทำงานเพื่อพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ชูนโยบาย แก้น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ และดันราคาพืชผลเกษตร
  • พิษณุโลก วันที่ 3 กุมพันธ์ 2569 ตอกย้ำนโยบาย “รั้วของชาติ” และโครงการทหารอาสา ที่จะมีเงินเดือน ได้รับการฝึกวินัยทหาร ควบคู่การฝึกวิชาชีพ และประกาศดันราคาพืชผลเกษตร แก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ
  • ศรีสะเกษ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่เขมรกลัว และย้ำว่าตนได้รับ “ฉันทานุมัติจากประชาชน” อย่างชัดเจนว่า ห้ามเปิดด่านชายแดน นี่คือคำสั่งของประชาชน ไม่ใช่ความคิดส่วนตัวของนักการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่า ตั้งแต่ปิดด่านมา ราคาข้าว มันสำปะหลัง หอม มะม่วง และอ้อย ล้วนปรับตัวสูงขึ้น
  • หาดใหญ่ (สงขลา) วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ชูผลงานรัฐบาลภูมิใจไทยเรื่องการแก้ปัญหาอุทกภัยว่าได้ลงพื้นที่กลุ่มแรก และแก้ปัญหารวดเร็ว เงินเยียวยาครบ รวมถึงพรรคได้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ทำให้โครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์จนถึงนราธิวาสได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งถนน สะพาน และระบบคมนาคม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้และฝั่งอันดามัน

ส่วนการปราศรัยใหญ่มาในหัวข้อ “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก” ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปราศรัยในหลายประเด็นดังนี้

เน้น“หาเบ็ดให้ตกปลา -ไม่ใช่หาปลาแจกปชช.”ชี้หมดยุคประชานิยมแล้ว

นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายประชานิยมในอดีต ไม่ตอบโจทย์ครับ และผมเชื่อว่านโยบายประชานิยมแจกเงินอย่างเดียว กำลังจะส่งผลเสียต่อประเทศไทยในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ถูกทำมาก็เพียงเพื่อแลกกับประโยชน์และความได้เปรียบทางการเมืองในระยะสั้นเท่านั้น สุดท้ายคนที่จะต้องจ่าย คนที่จะต้องถูกเช็คบิล ก็คือพี่น้องประชาชน

หากทุกพรรคยังคงนำเสนอนโยบายที่เน้นรายจ่ายแบบประชานิยม มากกว่าการสร้างรายได้และการหาโอกาสใหม่ๆให้กับประเทศ และประชาชนอย่างยั่งยืน ประเทศไทยก็จะประสบปัญหาด้านการเงินการคลังมากขึ้นจนเราไปต่อไม่ได้

“พรรคภูมิใจไทยจึงเน้นการนำเสนอนโยบายสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้นมีความมั่นคงทางอาชีพมากขึ้น พรรคภูมิใจไทยของเราเชื่อในทฤษฎีหาเบ็ดให้คนไปตกปลา ไม่ใช่หาปลาแจกให้คนครับ”

นายอนุทิน กล่าวถึงเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชาว่า หากกัมพูชาไม่รุกรานเรา ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ การประทะ ครั้งแรกจบลงแบบค้างคา เพราะรัฐบาลในขณะนั้นทำข้อตกลงหยุดยิง ก่อนที่กองทัพจะจบภารกิจ และมีการยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม จนนำไปสู่เหตุประทะกันรอบที่ 2 บังเอิญผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมสนับสนุนให้กองทัพของเรา ปฏิบัติภารกิจจนบรรลุเป้าหมาย ทำให้เราได้แผ่นดินไทยที่เคยถูกลุกราน และยึดครองไปนานหลายสิบปีกลับคืนมาได้ทั้งหมด เราที่ไม่มีการสูญเสียอธิปไตย และดินแดนเลยแม้แต่น้อย โดยทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย

“ผมยืนยันว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้มีแน่นอนครับ รัฐบาลไม่ได้อยู่ในความประมาท เราได้จัดเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบไว้แล้ว ขอให้พวกท่านออกไปเลือกตั้งกันเยอะๆ เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาพื้นแผ่นดินไทย เลือกพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีใครคิดรุกรานประเทศไทยได้อีก จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัว หรือ จะเอารัฐบาลที่กลัวเขมร ถ้าอยากได้สิ่งแรกเลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 ครับ**

ยกเลิก MOU 44 ทันที – ไม่มี 50 : 50

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “หากได้รับเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ผมจะยกเลิก MOU 44 ทันที ไม่มีคำว่า 50 : 50 ในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล ตามที่รัฐบาลชุดก่อนได้เสนอไว้ ยืนยันจะไม่มีอีกต่อไป ส่วน MOU 43 ผมจะมอบให้นายสีหศักดิ์ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เร่งดำเนินการให้กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพนำเสนอแนวทางมาให้รัฐบาลพิจารณาแล้วจะตัดสินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทย และคนไทยต่อไป แต่สิ่งที่ยืนยันได้เลยก็คือประเทศไทยจะไม่มีวันเสียเปรียบและเสียดินแดนภายใต้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

ชูจุดขายดึงมืออาชีพ-ประสาน 10 ทิศ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ประเทศไทยของเราไม่ใช่ที่ฝึกงาน ไม่ใช่ที่ทดลองงานของมือใหม่ที่ไม่เคยทำงานระดับประเทศมาก่อน พวกเราจะฝากอนาคตของประเทศ และอนาคตของพวกเราไว้กับมือใหม่ หรือ ฝากกับมืออาชีพที่มีความพร้อมครับ การใช้สิทธิ์ที่จะเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญของพวกเราทุกคน สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน และในอนาคตกำลังถูกล้อม ถูกกดดัน ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน วันนี้พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะนำเสนอมืออาชีพมาให้พี่น้องประชาชนพิจารณา วันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้ และเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว”

นายอนุทิน กล่าวว่า “การที่จะให้คนมาเขียนว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไร ทุกคนสามารถนำมาเสนอให้ประชาชนรับทราบได้ทั้งหมดแน่นอน แต่รับรองว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะบริหารได้ เปรียบเสมือนการเขียนโยบายของทุกรัฐบาล พรรคไหนก็เขียนได้ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราพูดแล้ว และเราได้ทำ และเราทำได้ด้วยครับ”

ดังนั้น หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ รัฐบาลที่จะทำเรื่องนี้ได้จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีมือเพียงพอในสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นคนที่สามารถประสานงานได้ 10 ทิศ มีมิตรมาก ไม่มีศัตรูครับ และต้องสร้างความน่าเชื่อถือ สามารถบริหารข้าราชการได้ทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำได้อย่างราบรื่น และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนานาอารยะประเทศทั่วโลกได้ คุณสมบัติที่ผมได้กล่าวมานี้ ผมขอประกาศตรงนี้ได้ทุกท่านได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของพวกท่านมีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วน ประเทศไทยต้องการความร่วมมือ ความสามัคคีการทำงานอย่างเป็นเอกภาพของทุกฝ่าย และผมจะทำงานอย่างสุดความสามารถกับทีมงานของผม เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ได้ขึ้นกับประเทศของเรา

จองนายกฯ-ตั้ง ‘สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี’ คุม 3 กระทรวง

นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้วางนโยบาย 4 แกนหลัก เพื่อนำพาประเทศไทยให้รุดหน้าไปด้วยความมั่นคง ประกอบไปด้วย แกนทางด้านเศรษฐกิจ แกนทางด้านความมั่นคง แกนทางด้านภัยพิบัติ และแกนทางด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน พรรคภูมิใจไทยจึงได้จัดเฟืองจักรสำคัญของแกนเหล่านี้มาพบกับพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแกนเหล่านี้จะถูกขับเคลื่อนไปในจังหวะที่พร้อม ๆกัน ทั้งนายสีหศักดิ์ , นายเอกนิติ และนางศุภจี ที่ผ่านมาเขาทำให้พวกเราผผิดหวังตรงไหนหรือไม่ ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ได้ทำความภาคภูมิใจในการรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติไทยให้กับประชาชนคนไทยได้มากไหมครับ นี่คือ สิ่งที่พวกเราพรรคภูมิใจไทยร่วมกันทำงานมาอย่างหนัก เพื่อสร้างความมั่นใจ นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า “ผมขอประกาศวันนี้ ตรงนี้เลยว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี บวกกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ เป็นรองนายกฯบวกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกฯบวกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งสามกระทวงนี้ภูมิใจไทยจองแล้ว ใครก็มาเอาไม่ได้ ขอให้เชื่อมั่นว่า ถ้าอนุทินได้กลับมาเป็นนายกฯ จะมาเป็นแพ็ก 4 คน และเมื่อมาแล้ว ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ท่านได้ภูมิใจกับความเป็นคนไทยของทุกคน”

ปชป. ชูการเมืองสุจริต “พาประเทศออกจากวิกฤตสู่ทางรอดที่ปลอดภัย”

จุดขายของพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเน้นที่การฟื้นความเชื่อมั่นจากฐานเสียงพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับตอกย้ำสโลแกนของพรรค เช่น ความเป็นการเมืองสุจริต คนทำงานเป็น คนมืออาชีพ ฯลฯ เห็นได้จากเวทีปราศรัยช่วงสุดท้าย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ มีการกล่าวประโยคเหล่านี้ทุกครั้ง

การปราศรัยใหญ่ของอภิสิทธิ์ ตามจังหวัด วัน และ message หลักที่สื่อสาร ดังนี้

  • นครศรีธรรมราช วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวถึงการรีเทิร์นการเมืองเพื่อกลับมาเพื่อไล่คนโกง คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้เป็นอันดับแรก ชูราคายาง คนใต้ใจเดียว อย่าไปแบ่งให้ใคร ให้เป็นนครฯ สีฟ้า
  • หาดใหญ่ (สงขลา) วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องบริหารจัดการน้ำท่วมเป็นระบบ-เงินเยียวยา เยอะกว่า-เร็วกว่า ซัดรัฐบาลยุบสภาฯ หนี สิ่งเดียวที่ต้องทำคือบ้านเมืองสุจริต การเมืองสุจริต ที่เราเคยต่อสู้มาร่วมกันหลายสิบปี วันนี้ถึงเวลาไล่ทุนเทาไล่คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้โดยสิ้นเชิง
  • ตรัง วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ปลุกคนตรังล้มล้างทุนเทา เดินหน้าการเมืองสุจริต ชู “ชวน” ต้นแบบสู้ธุรกิจการเมือง – ต้องรักษาเมืองหลวงอย่าให้ใครตีแตก
  • พัทลุง วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์-ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีวงคุยในบรรยากาศสวนที่ Park Silom หัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย อยู่ที่คุณกำหนด” ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ แต่สาระสำคัญของการพูดคุยยังเน้นไปที่ประสบการณ์การเป็นรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จ และพรรคประชาธิปัตย์รอบนี้จะเป็นทางรอดที่ปลอดภัย

หัวข้อการปราศรัยใหญ่ของประชาธิปัตย์ คือ “ทางรอดที่ปลอดภัยของประเทศไทย” ที่ One Bangkok Forum จัดขึ้นในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มจากกล่าวขอบคุณประชาชนและคนในพรรคที่ร่วมเดินกันกอบกู้ศรัทธาให้ประชาธิปัตย์อีกครั้ง และย้ำว่าจะสร้างการเมืองสุจริต ขจัดคนโกง

การกลับมาครั้งนี้คือภารกิจสุดท้ายที่ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แม้ต้องเป็นฝ่ายค้านก็จะตรวจสอบรัฐบาลทุจริตจนถึงที่สุด แต่ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจมาแพ้ แต่ตั้งใจมาชนะเพื่อนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤตสู่ทางรอดที่ปลอดภัย

ปชน.เล่น ‘อินไซต์’ ปัญหาจังหวัด-ณัฐพงษ์ปิดท้าย “การเมืองของประชาชน”

พรรคประชาชนมีการปราศรัยอย่างน้อย 8 เวที ในจำนวนนี้มีแคนดิเดตฯ เบอร์ 1 ของพรรคขึ้น 2 ครั้ง แต่ที่น่าสนใจคือ แต่ละจังหวัดที่มีการปราศรัย พรรคจะไม่เน้นขายนโยบายก้อนใหญ่ แต่ให้ผู้ปราศรัยพูดปัญหาและอินไซต์ของพื้นที่เป็นหลัก และใช้คำพูดเชิงอารมณ์เพื่อปลุกใจคนฟัง

การปราศรัยใหญ่ของณัฐพงษ์ ตามจังหวัด วัน และ message หลักที่สื่อสาร ดังนี้

  • บุรีรัมย์ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถามประชาชนว่าเราอยากได้บุรีรัมย์ที่ดีกว่านี้หรือไม่ และเราไม่อยากได้หน้าตารัฐบาลแบบเดิมๆ รวมถึงการกระจายอำนาจ น้ำประปาพื้นที่ห่างไกลในจังหวัด
  • ฉะเชิงเทรา 3 กุมภาพันธ์ 2569 ประกาศปฏิญญาสงขลา ลงทุน 15,000 ล้านภายใน 4 ปีพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การปราศรัยของพรรคประชาชน โดยณัฐพงษ์ ถือว่ามีความถี่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะพรรคใช้กลยุทธ์แบบรถแห่ 77 จังหวัด ทำให้สามารถสื่อสารได้กว้างในระยะเวลาที่สั้น

สุดท้าย การปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาชนมาในตีม “ประชาชน เปลี่ยนประเทศ” ณ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่นดินแดง กรุงเทพฯ โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้ปราศรัยปิดท้าย และพยายามสื่อสารเรื่องการเมืองของประชาชน

เราต้องผ่านอีกหลายสถานี ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทลายปัญหาการทุจริต การทลายทุนผูกขาด การยุติรัฐรวมศูนย์ ยกระดับ 15 หัวเมืองรอง การแก้ปัญหารัฐพันลึก เอาทหารออกจากการเมือง เอาตั๋วออกจากตำรวจ ทุกสถานีไม่ง่าย

สถานีแรกที่เรามีนัดหมายกันคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถานีต่อไปคือการกาเพื่อเปลี่ยน จาก 14 ล้านเสียงเป็น 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก การเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียงต้องสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย หรือคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ตนอยากให้ทุกคนกล้า เพื่อจุดไฟที่อยู่ในตัวลูกหลานอีกครั้ง จุดไฟแห่งความหวังของพวกเขาให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง เหมือนที่ไฟของพวกเขาเคยลุกโชนด้วยความหวังเมื่อประเทศไทยอยู่ในสถานะเสือตัวที่ห้าของเอเชีย

ประเทศไทยมีตัวเลือกเพียงแค่สองแบบ แบบแรก ถ้าภารกิจของเราไม่สำเร็จประชาชนบางส่วนยังรู้สึกลังเล หวาดระแวงการเมืองแบบที่พวกเราอยากทำ ตัดสินใจกาให้พวกเราให้แค่ครึ่งใจ กาบัญชีรายชื่อให้เรา แต่กาแบบแบ่งเขตให้คนเดิม ๆ ถ้าเป็นแบบนี้บอกได้เลยว่าหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราคงได้รัฐบาลหน้าตาแบบเดิม ไม่ต่างจาก 2 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา กับตัวเลือกอีกหนึ่งแบบ คือการเทคะแนนให้พวกเราหมดทั้งใจ กาส้มสองใบ กาให้เกิน 20 ล้านเสียง ให้เราได้ สส. เกินครึ่งสภา ให้พวกเขาปฏิเสธการตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้อีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...