รัฐบาลผสม ภูมิใจไทย ลุ้นดีล พท.-กล้าธรรม ทะลุ 300 เสียง
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต
พรรคภูมิใจไทยสร้างปรากฏการณ์น้ำเงินทั่วแผ่น คว้าเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 193 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 174 ที่นั่ง และ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 19 ที่นั่ง
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ที่จะเป็นนายกฯ สมัย 2 พูดถึงชัยชนะครั้งนี้ว่า “ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์”
เทียบกับพรรคคู่แข่งคือพรรคประชาชน ได้ที่นั่ง สส.เพียง 118 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้ง 2566 กว่า 33 ที่นั่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ 74 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วถึง 67 ที่นั่ง
สวนทางกับพรรคภูมิใจไทย ที่เคยเป็นพรรค “ตัวประกอบ” ในการเลือกตั้งปี 2554 และ 2562 กลายเป็นพรรค “ตัวแปร” ในการเลือกตั้ง 2566 ที่ได้ 71 เสียง เป็นอันดับ 3 ในการเลือกตั้ง
และเปลี่ยนเวอร์ชั่นเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล 193 เสียง ในวันนี้
“การเลือกตั้งครั้งนี้ที่พรรคภูมิใจไทยชนะได้ ก็เพราะประชาชนคนไทยให้ความมั่นใจในแนวทางการทำงานของพรรคภูมิใจไทย” นายอนุทินกล่าว
5 ปัจจัย อัพเกรด 200 ที่นั่ง
ขณะที่แกนนำระดับหัวหอกในพรรคภูมิใจไทย วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้เก้าอี้เกือบ 200 ที่นั่ง เป็นเพราะประชาชนลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยเกินที่คาดไว้ 150-170 ที่นั่ง เทียบจากกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นและผลโพลก่อนเลือกตั้ง
จากอดีตเป็นพรรคไม่มีกระแส แต่รอบนี้ได้มากกว่า 190 ที่นั่ง และอาจจะทะลุ 200 ที่นั่ง ซึ่งต้องรอผลสุดท้ายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองว่าได้เท่าไหร่
แหล่งข่าวบอกว่า ปัจจัยที่ทำให้ภูมิใจไทยได้ 193 ที่นั่งมาจาก 5 ปัจจัยหลัก
หนึ่ง ผู้สมัครเขตแข็งในพื้นที่ บวกการเมืองสไตล์บ้านใหญ่ที่พรรคภูมิใจไทยรวบรวมบ้านใหญ่เกือบทุกก๊กมาอยู่ในพรรคสีน้ำเงิน
“แม้ว่าบ้านใหญ่ก็ไม่ได้ชนะทุกเขต แต่รอบนี้มีทั้งคนใหม่คนเก่าผสมกัน สิ่งสำคัญอยู่ที่คนทำงานในพื้นที่ เกาะติดพื้นที่มานานจนเจาะพื้นที่ฝ่ายตรงข้ามได้”
สอง ปัจจัยด้านความมั่นคง ผลงานของรัฐบาลอนุทิน ต่อการดำเนินมาตรการกับกัมพูชา เป็นรูปธรรมมากกว่ารัฐบาลเดิมที่ทำงานมาสองปี
สาม แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าวสูงขึ้นกว่ารัฐบาลก่อน
สี่ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ที่มีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท และทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 0.2% และคนคาดหวังว่าจะได้คนละครึ่งเฟส 2 เมื่อพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล
ห้า เชื่อว่าประชาชนชื่นชอบและมั่นใจทีมบริหารของพรรค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์
อ่านปัจจัยคู่แข่งแต้มลบ
แกนนำภูมิใจไทยย้ำว่า ที่คะแนนสูงขึ้นไม่ได้เฉพาะ สส.เขต แต่คะแนน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ก็สูงขึ้นด้วย ยกตัวอย่างบางพื้นที่ไม่เคยได้คะแนน แต่การเลือกตั้งรอบนี้ได้ ส่วนตัวคิดว่าเพราะชาวบ้านให้โอกาสมากขึ้น
เขายังวิเคราะห์ไปถึงคู่แข่งว่า ส่วนที่สีส้ม (พรรคประชาชน) และสีแดง (พรรคเพื่อไทย) คะแนนตก มองว่าส่วนหนึ่งคือท่าทีของ 2 พรรคต่อสถานการณ์กัมพูชามีผล อย่างเช่นวลี “อังเคิล” หรือ “ทหารมีไว้ทำไม” และหลายอย่างที่เคยพูดในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และ 2566 วันนี้มันย้อนกลับมาทำร้ายทั้ง 2 พรรค
ตั้งรัฐบาลจบเร็ว
หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวประเมินว่า กกต.จะใช้เวลาในการรับรองผล 30 วัน จากนั้นเข้าสู่การฟอร์มรัฐบาล
“จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของ สส. และไปสู่การเลือกประธานสภา ก่อนที่ประชุมสภาจะนัดโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คิดว่ารอบนี้น่าจะเร็ว หากรับรอง สส.ทั้งหมดภายในเดือนมีนาคม คาดว่าไม่เกินเดือนเมษายนน่าจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ”
ส่วนสูตรตั้งรัฐบาล หลังจากพรรคภูมิใจไทยกวาด 193 ที่นั่ง ถูกจับมาโยงกับพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ได้ 58 เสียง กลายเป็นพรรคสำคัญที่ถูกจับมาเป็นรัฐบาลอนุทิน 2
อ.ดร.สติธร ธนานิธิโชติ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่ยืนยันตลอดว่าพรรคภูมิใจไทยจะชนะเลือกตั้ง และพรรคประชาชนจะได้ สส.เขตน้อยกว่าการเลือกตั้ง 2566 วิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลว่า
ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่งในสภา 193 ที่นั่ง คือว่า “หล่อเลือกได้” มีโอกาสตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และเป็นความฝันของนักลงทุน ไม่ต้องกลัวพรรคร่วมรัฐบาลมาต่อรองเยอะ เพราะตัวเลข 193 ที่นั่งจะเลือกพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าพรรคกล้าธรรม หรือพรรคเพื่อไทยก็ได้ เพื่อให้ประชาชนยอมรับ โดยพรรคภูมิใจไทยจะเป็น “ผู้เลือก”
อ.ดร.สติธรกล่าวว่า “ถ้าคุยง่าย ๆ สบาย ๆ เลือกพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาล เพราะ 193 เสียงของพรรคภูมิใจไทย บวกกับ 58 เสียง ของพรรคกล้าธรรม ได้ สส. 251 ที่นั่งแน่ ๆ ที่เหลือดูว่าจะเติมเสถียรภาพแบบไหน”
“ส่วนพรรคเพื่อไทยยังไงก็มีบาดแผลกันมา แต่พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคแรกที่ร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อย อย่างน้อยต้องคุยกับเพื่อนรักไว้ก่อน ที่เหลือใครอยากร่วมค่อยเจรจากัน”
ทำงานด้วยกันสบายใจ
ขณะที่ “ร.อ.ธรรมนัส” แห่งพรรคกล้าธรรมเคยกล่าวถึง “อนุทิน” และการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ช่วงก่อนการเลือกตั้งว่า “ผมมองดูที่โครงสร้างของพรรคและโครงสร้างการเป็นผู้นำ ผมอยู่ตั้งแต่รัฐบาลทหาร มาถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจริง ๆ คือรัฐบาลท่านเศรษฐา ทวีสิน ดังนั้น ผมเห็นนายกฯ 2 ท่านคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ ท่านเศรษฐา ผมคิดว่าถ้าได้สองคนนี้บวกกันเข้าไปประเทศเจริญ
“เพราะอีกคนหนึ่งเป็นคนกล้าตัดสินใจ เด็ดขาด (พล.อ.ประยุทธ์) อีกคนหนึ่งมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ (เศรษฐา) ผมมองเห็นว่าคุณอนุทินมีความพร้อม บางเรื่องท่านเด็ดขาดชัดเจน บางเรื่องท่านเป็นนักธุรกิจ”
“ไม่ใช่ผมเชียร์ท่านออกหน้าออกตา แต่ในฐานะเราเป็นเพื่อนกัน ทำงานด้วยกัน เราสบายใจกว่า อันนี้ตรง ๆ ครับ”
แสดงว่า 2 พรรคนี้ พรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมจะไปด้วยกัน “ร.อ.ธรรมนัส” ตอบแบบภาคเสธว่า “ในอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน แต่ผมหมายความว่าระหว่างทำงาน ส่วนใหญ่ก็ปรึกษากัน”
เพื่อไทยอยู่ในความคิดหนู
ขณะที่การดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาล พร้อมกับพรรคกล้าธรรมนั้น แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ขณะนี้ยังมีเวลา ยังไปไกลถึงขนาดจะตกผลึก พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้
สอดคล้องท่าทีของ “อนุทิน” กล่าวเปรียบเปรยเป็นภาษาการเมือง เมื่อถูกสื่อมวลชนถามถึงการดึงพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาล หลังฝ่ายพรรคเพื่อไทยพร้อมทุกสถานะ ไม่ว่า “ฝ่ายรัฐบาล” หรือ “ฝ่ายค้าน” ว่า
“อยู่ทุกอย่าง อยู่ในความคิด และอยู่ในกระบวนการ แต่เราต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค”
ส่วนที่ก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยจะเล่นกันแรง เช่น เรื่องคดีฮั้ว สว. สะพานจะกลับมาเชื่อมกันได้อีกหรือไม่ “อนุทิน” ตอบว่า “สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว”
หากพรรคภูมิใจไทยผนึกกำลังกล้าธรรม บวกเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นี่คือฉากของรัฐบาลทะลุ 300 เสียง มีองค์ประกอบแค่ 3 พรรค แข็งแกร่งกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มี 5 พรรค รวม 300 เสียง ไม่ต้องนับรัฐบาลประยุทธ์ รัฐบาลเศรษฐา
และรัฐบาลแพทองธาร ที่เป็นรัฐบาลผสมมากกว่า 10 พรรค
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐบาลผสม ภูมิใจไทย ลุ้นดีล พท.-กล้าธรรม ทะลุ 300 เสียง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net