โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หัวใจพระพุทธศาสนา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อมีคำถาม ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร หรือ หัวใจพระพุทธศาสนาคืออะไร ชาวพุทธจะตอบตรงกันว่า"เว้นชั่ว สร้างกุศล และทำจิตใจให้ผ่องใส" ตรงกับภาษาบาลีว่า"สัพพะปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสูปสัมปทา สจิตตะปริโยทปนัง"

พระพุทธเจ้าทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาแก่พระสาวก ที่เป็นพระอรหันต์ 1,250 รูป ที่มาประชุมกัน โดยไม่ได้นัดหมายมาก่อน ที่สวนป่าไผ่หรือเวฬุวัน เมื่อวันเพ็ญ กลางเดือน 3 ที่เรียกกันทั่วไปว่า วันมาฆบูชา วันนี้จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพุทธศาสนา ดังนั้นเมื่อถึงวันมาฆบูชา ชาวพุทธจึงเข้าวัดฟังธรรม บำเพ็ญบุญและเวียนเทียนในวัดที่ใกล้บ้าน

ส่วนรัฐบาลได้ให้ความสำคัญวันนี้ด้วย จึงประกาศให้วันมาฆบูชาเป็นวันวันหยุดราชการ 1 วัน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หรือ 3 มีนาคม 2569

ทำไมจึงไม่เป็นเดือน 4 คำตอบว่าเพราะ ปีนี้เป็นอธิกมาส มีเดือน 8 สอง หนตามจันทรคติ

อนึ่งหัวใจพุทธศาสนานั้นมาในโอวาทปาฏิโมกข์ ที่เป็นหลักการ มีดังนี้

ขนฺตี ปรมํ ตโปตีติกขา นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทธา
คติคือความอดทนเป็นตบะ เป็นธรรมะเครื่องเผากิเลสพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมะสูงสุด ข้อนี้มุ่งถึงหลักปฏิบัติธรรมชั้นสูง

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหทยนฺโต
ผู้ทำร้ายคนอื่นก็ดีผู้เบียดเบียนคนอื่นก็ดีไม่ใช่บรรพชิต และมิใช่สมณะ ข้อนี้มุ่งถึงหลักตัดสินความเป็นบรรพชิต ผู้ละเว้นและความเป็นสมณะผู้มีความสงบเป็นวัตร

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตตปริโยทปนํ เอตํ พุทธสาสนํ
การไม่ทำความชั่ว การทำความดี และการทำใจให้สะอาดคือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปถือเป็นหัวใจศาสนา

อนูปวาโท อะนูปฆาโต ปาฏิโมกเข จ สงฺวโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมิํ ปตฺตญฺ จ สยนาสนํ อธิจิตเต จ อาโยโค เอตํนพุทธานสาสนํ
การไม่พูดค่อนขอด ไม่ว่าร้าย การไม่ทำร้าย คือไม่ประหัตประหารกัน การสำรวมในปาฏิโมกข์ คือสำรวมในศีลของตน ความรู้จักประมาณในอาหาร การนอนบนที่นอนอันสงัด การประกอบธรรมะทางจิตอย่างสูง(คือสมาธิ) อันเป็นคำสอนของท่านผู้รู้

ข้อนี้มุ่งหลักธรรมเกี่ยวกับนักบวชผู้มุ่งออกจากทุกข์เป็นส่วนใหญ่ และวันนี้ยังเรียกว่าวันจาตุรงคสันนิบาต อีกด้วย

''อธิกมาส" : เดือนที่เพิ่มเพื่อรักษาฤดูกาล

ในระบบปฏิทินจันทรคติซึ่งยึดการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลัก ที่หนึ่งเดือนมี 29 วันบ้าง 30 วันบ้าง เรียกว่า “เดือนขาด” และ“เดือนเต็ม” รวมแล้วหนึ่งปีมีประมาณ 354 วัน สั้นกว่าปีสุริยคติซึ่งยึดการโคจรของดวงอาทิตย์และมีประมาณ 365 วัน อยู่ราว 11 วัน

ความต่างเพียงปีละ 11 วัน แม้ดูเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี วันเดือนแบบจันทรคติจะเลื่อนห่างจากฤดูกาลมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ปรับแก้ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา อาจไม่ตรงกับฤดูฝนดังที่ควรจะเป็น จึงจำเป็นต้องมีวิธีปรับปฏิทินให้ใกล้เคียงกับปีสุริยคติ

วิธีการที่ใช้มาแต่โบราณ คือ เมื่อครบประมาณ 3 ปี ซึ่งปีจันทรคติจะสั้นกว่าสุริยคติรวมราว 33 วัน ให้เพิ่มเดือนหนึ่งเข้าไป 1 เดือน คือเพิ่ม “เดือน 8” อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ปีนั้นมีเดือน 8 สองหน รวมทั้งปีมี 13 เดือน เดือนที่เพิ่มนี้เรียกว่า“อธิกมาส” แปลว่า เดือนที่เกินหรือเดือนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเดือนทุก 3 ปียังไม่แม่นยำนัก เพราะในทางดาราศาสตร์ ปีสุริยคติมี 365.2422 วัน มิใช่ 365 วันถ้วน และปีจันทรคติก็มีประมาณ 354.36 วัน มิใช่ 354 วันพอดี จึงต้องวางหลักเกณฑ์ให้ละเอียดขึ้น ภายหลังจึงกำหนดว่า ในรอบ 19 ปี ให้มีอธิกมาส 7 ครั้ง เพื่อให้ความคลาดเคลื่อนสะสมน้อยที่สุด

นอกจากการเพิ่มเดือนแล้ว บางปียังมีการเพิ่มวันเข้าไปในเดือน 7 จาก 29 วันเป็น 30 วัน เรียกว่า “อธิกวาร” เพื่อชดเชยส่วนที่ยังขาดอยู่ แต่โดยหลักแล้ว ปีที่มีอธิกมาสจะไม่เพิ่มอธิกวารพร้อมกัน เพื่อไม่ให้การปรับเกินความจำเป็น ส่วนปีที่ไม่มีการเพิ่มเดือน เรียกว่า “ปีปกติมาส”

กล่าวโดยสรุปอธิกมาสจึงเป็นกลไกสำคัญของปฏิทินจันทรคติ ที่ช่วยรักษาความสอดคล้องระหว่างวันเดือนทางจันทรคติกับฤดูกาลตามสุริยคติ ทำให้พิธีกรรมและเทศกาลสำคัญยังคงสัมพันธ์กับธรรมชาติและฤดูกาลดังเดิม แม้เวลาจะล่วงผ่านไปยาวนานเพียงใดก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...