เจาะลึกขีดความสามารถ 'โล่เวหา' ของอิหร่าน : ระบบป้องกันภัยทางอากาศแกร่งจริงหรือแค่เสือกระดาษ?
เปิดโครงสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านที่ครอบคลุมพิสัยไกล – ใกล้ แต่การมาถึงของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กลับเผยให้เห็นช่องโหว่ร้ายแรง หลังถูกอากาศยานศัตรูเจาะเข้าทำลายเป้าหมายระดับสูงและปิดตำนานผู้นำสูงสุด จนนำมาซึ่งคำถามใหญ่ต่อขีดความสามารถจริงว่าระบบเหล่านี้จะต้านทานสงครามทางอากาศในสมัยใหม่ได้มากน้อยเพียงใด
จาก S-200 ถึง Bavar-373 : เจาะลึกโครงสร้างการป้องกันภัยทางอากาศแบบแบ่งชั้นของอิหร่านตามลำดับเวลา
การเปิดฉากโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ท่ามกลางการถกเถียงทางภูมิรัฐศาสตร์ คำถามสำคัญหนึ่งได้ปรากฏขึ้น: เครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านแข็งแกร่งแค่ไหน และสามารถต้านทานเครื่องบินและขีปนาวุธของชาติตะวันตกที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าได้จริงหรือไม่?
การทำความเข้าใจโครงสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านนั้นทำได้ยากเนื่องจากความซับซ้อน ข้อมูลสาธารณะมักปะปนกันระหว่าง กองร้อย (Battery) เครื่องยิง (Launcher) และ หน่วยยิง (Fire Unit) ในขณะที่รายงานทางการมักรวมเอาอาวุธต้นแบบกับระบบที่เข้าประจำการจริงเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ Defense Express ได้จำแนกระบบดังกล่าวออกตามลำดับเวลา โดยแบ่งตามระยะยิงจากไกลไปหาใกล้ ดังต่อไปนี้
ระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะไกล (Long-Range)
ระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะไกลของอิหร่านเริ่มจาก S-200 ในยุคโซเวียต ซึ่งเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การป้องกันภัยทางอากาศ ต่อมาเตหะรานได้ปรับปรุงและพัฒนาการผลิตชิ้นส่วนขึ้นภายในประเทศ โดยใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการครอบคลุมของเรดาร์และการบูรณาการขีปนาวุธที่ผลิตเอง ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ลดการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ
ขีปนาวุธ S-200 ที่ผลิตในอิหร่านเชื่อว่ามีระยะปฏิบัติการตั้งแต่ 200 – 250 กิโลเมตร เมื่อใช้ขีปนาวุธ Fajr-8 และสูงถึง 250 – 350 กิโลเมตร เมื่อใช้ขีปนาวุธ Ghareh
ขณะเดียวกัน อิหร่านยังได้พัฒนาตระกูลขีปนาวุธ Sayyad ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศ (Surface-to-Air Missile : SAM) หลายรุ่น ดังนี้
· Sayyad-1 มีต้นกำเนิดจากขีปนาวุธ HQ-2 ของจีน ซึ่งพัฒนามาจากระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ S-75 Dvina หรือ SA-2 ของโซเวียต โดยมีระยะทำการระหว่าง 20 – 60 กิโลเมตร ในรุ่นพื้นฐาน ไปจนถึง 80 – 100 กิโลเมตรในรุ่นปรับปรุง Sayyad 1A
· Sayyad-2 เป็นขีปนาวุธที่พัฒนาต่อยอดมาจาก RIM-66 หรือ SM-1 ของสหรัฐฯ มีระยะทำการ 60 – 100 กิโลเมตร โดยมีความแม่นยำและอำนาจทำลายล้างที่สูงกว่าเดิม
· Sayyad-3 คล้ายกับ Sayyad-2 แต่มีลำตัวยาวกว่าและมีปีกแตกต่างออกไป โดยมีระยะทำการอยู่ที่ 150 – 200 กิโลเมตร
· Sayyad-4 ที่ล้ำหน้ากว่า ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Bavar-373 รุ่นใหม่ล่าสุดของอิหร่าน โดยมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมระบบนำวิถีที่ทันสมัย และเชื่อว่ามีระยะทำการสูงถึง 300 กิโลเมตร
· Sayyad-4B ขีปนาวุธเรือธงรุ่นล่าสุด ใช้ระบบขับดันแบบ 2 ตอนและระบบค้นหาเป้าหมายด้วยเรดาห์แบบแอคทีฟ ทำให้ขยายระยะทำการที่ออกไปได้ถึง 400 กิโลเมตร
ตระกูล Talash และ Khordad-15
ระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะไกลตระกูลทาลาช (Talash) เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะไกลที่สร้างในประเทศรุ่นแรกๆ
· Talash-1 เปิดตัวในปี 2015-2016 สร้างขึ้นโดยใช้ขีปนาวุธ Sayyad-2 เป็นหลัก และอาศัยโครงสร้างพื้นฐานเรดาร์เดิมบางส่วน รวมถึง การบูรณาการกับเรดาร์ตรวจจับเป้าหมาย S-200
· Talash-2 เปิดตัวในปี 2017 ได้รับการขยายขีดความสามารถด้วยการรวมขีปนาวุธ Sayyad-3 เข้ามา ทำให้ระยะการโจมตีไกลขึ้นและปรับปรุงการติดตามเป้าหมายได้หลายเป้าหมาย
· Talash-3 บูรณาการองค์ประกอบของตระกูลขีปนาวุธ S-200 เข้ากับเรดาร์และระบบควบคุมการยิงที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น
· Talash-4 เปิดตัวปี 201 ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น Sayyad-3C และเรดาร์ควบคุมการยิง Ofogh มาใช้ ทำให้สามารถรับมือกับเป้าหมายที่มีค่าภาคตัดขวางเรดาร์ต่ำ (Low-RCS) หรือเป้าหมายตรวจจับยากได้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มระยะปฏิบัติการได้ถึง 200 กิโลเมตร
ส่วนระบบ Khordad-15 ได้รับการออกแบบให้เคลื่อนที่ได้เต็มรูปแบบที่บูรณาการกับเรดาร์และปรับให้เหมาะสมกับการติดตั้งใช้งานอย่างรวดเร็วและการรับมือเป้าหมายหลายเป้าพร้อมกัน
ระบบนี้สร้างขึ้นโดยใช้เรดาร์แบบเฟสอาร์เรย์ (Phased Array Radar) ระบบเรดาห์ขั้นสูงและขีปนาวุธตระกูล Sayyad-3 ที่มีรายงานว่าสามารถโจมตีเป้าหมายหลายเป้าหมายพร้อมกันในระยะไกล
ในเชิงปฏิบัติการ Khordad-15 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นแพลตฟอร์มที่คล่องตัวและเหนือกว่าทางเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับระบบ Talash รุ่นก่อน ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศสมัยใหม่หลายรูปแบบ รวมถึง เครื่องบินล่องหนและขีปนาวุธร่อนที่ระยะทำการสูงสุดประมาณ 150 กิโลเมตร
กล่าวโดยสรุป Talash เน้นจำนวนและความลึกของการป้องกันแบบหลายชั้น ขณะที่ Khordad-15 เน้นความคล่องตัว ระบบเรดาร์ที่ดีกว่า และขีดความสามารถในการตอบสนองที่สูงกว่าในสภาพแวดล้อมที่มีการเผชิญหน้าอย่างเข้มข้น ในหลายแง่มุม Khordad-15 แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอิหร่านที่จะก้าวจากการดัดแปลงไปสู่การปรับปรุงให้ทันสมัยในระดับโครงสร้างระบบอย่างแท้จริง
S-300 จากรัสเซีย
ในปี 2016 รัสเซียได้ส่งมอบ S-300PMU-2 (SA-20B) จำนวน 4 กองร้อยให้แก่อิหร่าน ภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2007 แต่ถูกระงับจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศในปี 2010 ทำให้อิหร่านต้องใช้เวลาถึง 9 ปีในการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศจากรัสเซีย
ระบบ S-300PMU-2 (SA-20B) ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะไกลและระดับความสูงของอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสริมศักยภาพพิสัยไกลสูงสุด 200 กิโลเมตร สกัดได้ทั้งอากาศยาน ขีปนาวุธร่อน และเป้าหมายขีปนาวุธบางประเภท
อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนจำกัด ระบบเหล่านี้จึงนำไปใช้เพื่อป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเท่านั้น เช่น โรงงานนิวเคลียร์ มากกว่าจะครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
ต่อมาอิหร่านเปิดตัว Bavar-373 ระบบป้องกันขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ผลิตในประเทศที่ถูกมองว่าเทียบเท่ากับ S-300 โดยปัจจุบันมีอย่างน้อย 2 กองร้อยที่ปฏิบัติการอยู่ และในปี 2024 อิหร่านยังเปิดตัวระบบต่อต้านขีปนาวุธ Arman พิสัยทำการ 120 กิโลเมตร แม้รายละเอียดการประจำการจะยังเป็นความลับอยู่ก็ตาม
ระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะปานกลางและระยะใกล้
ระยะปานกลาง
โครงสร้างระบบการป้องกันภัยทางอากาศระยะปานกลางของอิหร่านผสมผสานระหว่างระบบนำเข้ารุ่นเก่าและการผลิตภายในประเทศในปริมาณมาก โดยมีรายงานว่า อิหร่านมีเครื่องยิง MIM-23 Hawk ของสหรัฐฯ หรือรุ่นปรับปรุงที่เรียกว่า Mersad กว่า 150 ระบบ
Mersad เป็นเวอร์ชันที่พัฒนาโดยการย้อนวิศวกรรมและปรับปรุงจากระบบ MIM-23 Hawk ของสหรัฐฯ โดยถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นระบบทดแทนหลักภายในประเทศหลังการปฏิวัติปี 1979 เมื่ออิหร่านไม่สามารถจัดหาระบบ Hawk เพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกาได้
นอกจากนี้ ตระกูลระบบ Raad-1, Raad-2 และ 3rd Khordad ยังช่วยขยายความครอบคลุมในพิสัยกลางอย่างมีนัยสำคัญ และในปัจจุบันถือเป็นกระดูกสันหลังของเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศระดับกลางที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยของอิหร่าน
ระยะใกล้
โครงสร้างระบบการป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ของอิหร่านได้พัฒนาจากระบบที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น Rapier ของสหราชอาณาจักร สู่โซลูชันการป้องกันจุดยุทธศาสตร์ (Point Defense) ที่ผลิตภายในประเทศ ระบบ Ya Zahra-3 และ Herz-9 สะท้อนให้เห็นถึงการเน้นปริมาณและการกระจายกำลังมากกว่าคุณภาพเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ระบบนำเข้า Tor-M1 จากรัสเซีย รวมถึง ระบบที่พัฒนาขึ้นในประเทศ อย่าง Azarakhsh และ Zubin ได้เติมเต็มชั้นการป้องกันระยะใกล้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรับมืออากาศยานบินต่ำ ขีปนาวุธร่อน และโดรน
ศักยภาพจริง vs ตัวเลขบนกระดาษ
ถึงแม้ว่าแหล่งข้อมูลเปิด อย่าง Wikipedia มักอ้างตัวเลขจำนวนกองร้อยและแท่นยิงป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านในระดับที่สูงมาก แต่ตัวเลขเหล่านี้ควรถูกพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากความลับทางทหารที่เข้มงวดและการตรวจสอบจากภายนอกที่มีจำกัด ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะยืนยันขีดความสามารถที่แท้จริงของเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน
การประเมินแบบรวมบางแหล่ง ระบุว่า อิหร่านอาจมีเครื่องยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศหลายพันระบบในทุกพิสัย ซึ่งหากยึดตามตัวเลขดังกล่าวโดยตรง ก็อาจเทียบเท่าหรือแม้กระทั่งมากกว่าคลังแสงของนาโตและรัสเซีย อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี ตัวเลขเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดคำถามสำคัญด้านโลจิสติกส์และศักยภาพของอุตสาหกรรม การบำรุงรักษาเครื่องยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานหลายพันระบบต้องอาศัยกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นระดับกำลังที่ยากต่อการตรวจสอบได้อย่างอิสระ
ในทางปฏิบัติ ความแข็งแกร่งของระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่ได้วัดจากจำนวนระบบที่ปรากฏอยู่ในตารางข้อมูลแบบเปิด แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานภายใต้แรงกดดันจากการรบจริงมากกว่า ขีดความสามารถในการบูรณาการ ความอยู่รอดของระบบบัญชาการ เรดาร์สำรอง ความคล่องตัว และความต้านทานต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขพิสัยทำการสูงสุดที่มักถูกนำมาอ้างอิง
รายงานของ The Jerusalem Post ระบุว่า ระหว่างการโจมตีของอิสราเอลในเดือนตุลาคม 2024 ส่วนหนึ่งของเครือข่ายเรดาร์ของอิหร่านถูกรบกวนจนเกิดอาการหน้าจอค้าง และยังระบุว่า องค์ประกอบบางส่วนของระบบ S-300PMU-2 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบที่มีขีดความสามารถสูงสุดในคลังของอิหร่านอาจได้รับความเสียหาย หากข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นระหว่างขีดความสามารถที่ประกาศไว้กับความยืดหยุ่นของการรบจริงในสมรภูมิ
บทสรุปและสถานการณ์ล่าสุด
เครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านอาจดูหนาแน่นและแบ่งเป็นชั้น ๆ ตามข้อมูลบนกระดาษ แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงจะถูกตัดสินจากความสามารถในการอยู่รอดต่อการโจมตีระลอกแรกของปฏิบัติการทางอากาศสมัยใหม่
ปฏิบัติการ Epic Fury ปฏิบัติการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถูกมองว่าเป็นบททดสอบภาคสนามที่รุนแรงต่อเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของเตหะราน เนื่องจากการโจมตีแบบประสานงานดังกล่าวสามารถทะลวงระบบป้องกันภัยเข้าไปทำลายเป้าหมายทางทหาร โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดและผู้บัญชาการระดับสูงของอิหร่านได้สำเร็จ
โดยรวมแล้ว เพียงแค่ข้อเท็จจริงที่ว่าอากาศยานต่างชาติสามารถเจาะเข้าไปในน่านฟ้าอิหร่านและโจมตีเป้าหมายสำคัญ รวมถึง ศูนย์บัญชาการและผู้นำระดับสูงได้ ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับขีดความสามารถเชิงปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศอิหร่าน ว่าอาจต่ำกว่าที่เคยประกาศเอาไว้เป็นอย่างมากด้วย
ที่มา : defence-ua
ข่าวที่เกี่ยวข้อง