เมื่อโลกปั่นป่วน สงครามอิสราเอล อิหร่าน แต่ไทยอยู่ได้
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี เผยแพร่บทความ สงครามอิสราเอลกับอิหร่านในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัวในยุคโลกาภิวัตน์ น้ำมันหนึ่งบาร์เรลอาจผลิตที่อ่าวเปอร์เซีย แต่ราคาที่เราจ่ายอยู่ที่ปั๊มน้ำมันไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อันตรายกว่าสงคราม คือ “ความตื่นตระหนก” เพราะตลาดพังได้จากข่าวลือ ก่อนที่เรือบรรทุกน้ำมันจะหยุดแล่นเสียอีก
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า สงครามจะจบเมื่อไร แต่คือ ประเทศไทยบริหารผลกระทบได้หรือไม่
คำตอบอยู่ที่ 3 แกนหลัก
1) แกนแรก: เสถียรภาพความเชื่อมั่น
ตลาดต้องเห็นข้อมูลที่ชัดเจน สต็อกพลังงานต้องโปร่งใส แผนสำรองต้องอธิบายได้ เพราะในโลกยุคดิจิทัล ความคลุมเครือสร้างความผันผวนเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยมีบทเรียนต่างประเทศ ในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน หลายประเทศยุโรปสามารถควบคุมความตื่นตระหนกได้ เพราะยุโรปมีมาตรการเพิ่มความมั่นคงพลังงานหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน เช่นกรอบการกักเก็บก๊าซและมาตรการตลาดพลังงาน ทำให้ตลาดมีกรอบคาดการณ์ได้มากขึ้น แม้ราคายังผันผวน
สำหรับบทเรียนของไทย ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2551 และช่วงโควิด-19 ไทยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการบริหารสต็อกเชิงรุก ช่วยลดแรงกระแทกในประเทศ ทำให้ไม่เกิดภาวะขาดแคลนหรือการกักตุนเป็นวงกว้าง เพราะไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการบริหารราคา/ปริมาณ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกราคาและเสถียรภาพตลาดภายในประเทศ สิ่งนี้สะท้อนว่า เมื่อข้อมูลชัด ความกลัวจะลดลง และเมื่อความกลัวลดลง ตลาดจะนิ่งขึ้น
2) แกนที่สอง: การดูดซับแรงกระแทกทางการค้า
ค่าระวางเรือและประกันภัยอาจปรับขึ้น แต่ไม่ควรพุ่งกระชากจน SME ล้ม ประเทศที่บริหารต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป จะรักษาคำสั่งซื้อและความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ ตัวอย่างต่างประเทศ ที่เห็นได้ชัดเจนคือ สิงคโปร์ในช่วงโควิดใช้มาตรการช่วยสภาพคล่องธุรกิจและรับประกันสินเชื่อ/สินเชื่อภายใต้โครงการรัฐ ทำให้บริษัทขนส่งและผู้ส่งออกยังเดินหน้าต่อได้ แม้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด
สำหรับ ตัวอย่างของไทย ไทยเคยบริหารความผันผวนของค่าเงินบาทและต้นทุนพลังงานในหลายวิกฤต ไทยมีประสบการณ์ใช้เครื่องมือด้านสภาพคล่อง/สินเชื่อเพื่อประคองธุรกิจในช่วงวิกฤต และใช้การประสานงานรัฐ–เอกชนเพื่อลดแรงกระแทกต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน บทเรียนคือ ต้นทุนอาจเพิ่มได้ แต่ต้องไม่ “กระชากจนล้มทั้งระบบ”
3) แกนที่สาม: ศักดิ์ศรีของรัฐคือการดูแลประชาชน
คนไทยในต่างแดนต้องรู้สึกว่า มีสายด่วน มีระบบติดตาม มีแผนอพยพ และมีรัฐที่ตอบสนองเร็ว เพราะในวิกฤต ความเร็วคือความมั่นคง โดยมี ตัวอย่างต่างประเทศที่หลายประเทศเร่งช่วยเหลือและอพยพ/ขนย้ายพลเมืองออกจากยูเครนในปี 2022 ผ่านการประสานงานทางการทูตและช่องทางคมนาคมหลายรูปแบบ
สำหรับ บทเรียนของไทย ช่วงโควิด ไทยมี “ปฏิบัติการนำคนไทยกลับประเทศ (repatriation)” ผ่านสถานทูต/เที่ยวบินพิเศษหลายกรณี การสู้รบในตะวันออกกลางปัจจุบัน ไทยมีระบบติดต่อ 24 ชม. และแผนเตรียมอพยพในพื้นที่ตึงเครียด มีรายงานสื่อ/หน่วยงานรัฐ ประเทศไทยของเรามีประสบการณ์ปฏิบัติการนำคนไทยกลับประเทศในภาวะวิกฤต เช่นช่วงโควิด และมีการเตรียมความพร้อม/แผนอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลางเมื่อสถานการณ์ตึงเครียด การทำงานเชิงรุกและการสื่อสารต่อเนื่องช่วยลดความตื่นตระหนกของครอบครัวในประเทศ นี่คือความหมายของคำว่า รัฐที่ไม่ทอดทิ้งประชาชน
ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสมรภูมิรบตะวันออกกลางแต่เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก จึงต้องใช้ วินัยทางข้อมูล วินัยทางการเงิน และวินัยทางการสื่อสาร เป็นเกราะป้องกันประเทศ โลกอาจร้อนแต่ประเทศที่นิ่ง มีระบบและมีความเชื่อมั่นจะผ่านพายุได้
วันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความมั่นใจว่า ประเทศไทยบริหารวิกฤตด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ และวางผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะในโลกที่ความผันผวนเป็นเรื่องปกติ เสถียรภาพของประเทศไทยของเราจึงไม่ใช่สิ่งที่ “รอให้เกิด” แต่เป็นสิ่งที่ต้อง “บริหารให้เกิด”