โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไม “รัฐบาลสหรัฐ” ถึงชัตดาวน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 14.20 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. เวลา 07.20 น.

ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องงบประมาณและนโยบายสำคัญ ทำให้ "รัฐบาลสหรัฐ" เผชิญภาวะชัตดาวน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณได้ทัน

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.20 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ (government shutdown) กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระบบการเมืองอเมริกัน จากความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องงบประมาณระหว่างพรรค จนบีบให้หน่วยงานรัฐต้องระงับการให้บริการหลายด้าน

การชัตดาวน์รอบล่าสุดซึ่งเป็นการปิดบางส่วน (partial shutdown) เริ่มขึ้นตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 31 มกราคม 2569 จากข้อพิพาทเกี่ยวกับนโยบายบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลประธานาธิบดี Donald Trump โดยการปิดรอบก่อนหน้าซึ่งยุติลงเมื่อเดือนพฤศจิกายน เป็นการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

ชัตดาวน์รอบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

เหตุการณ์ล่าสุดเริ่มต้นหลังจากวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตไม่ยอมเดินหน้าร่างกฎหมายงบประมาณ 6 ฉบับที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยต้องการตัดหรือแก้ไขงบของ Department of Homeland Security (DHS) เพื่อใส่ข้อจำกัดการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง แม้เดโมแครตจะเป็นเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา แต่กติกาทำให้สามารถขวางการลงมติได้

ท้ายที่สุด วุฒิสภาผ่านร่างงบประมาณที่ให้เงิน DHS เพียง 2 สัปดาห์ ชั่วคราว แต่ร่างดังกล่าวยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และต้องมีการลงนามโดยทรัมป์ จึงจะยุติการชัตดาวน์ได้

ทำไมรัฐบาลสหรัฐถึงต้องชัตดาวน์

รัฐบาลสหรัฐใช้งบประมาณจากกฎหมายจัดสรรงบประมาณ 12 ฉบับ ที่สภาคองเกรสต้องผ่านในแต่ละปี และประธานาธิบดีต้องลงนาม หากไม่สามารถผ่านกฎหมายทั้งหมดได้ทันก่อนเริ่มปีงบประมาณในวันที่ 1 ตุลาคม มักจะใช้มาตรการชั่วคราวที่เรียกว่า continuing resolution (CR) เพื่อประคองการทำงานของรัฐ หากไม่สามารถตกลง CR ได้ จะเกิดช่องว่างงบประมาณ และหน่วยงานรัฐต้องเริ่มกระบวนการปิดทำการ

สำหรับปีงบประมาณ 2568 ทรัมป์ได้ลงนามกฎหมายแล้ว 6 ฉบับ ทำให้บางหน่วยงานมีงบถึงสิ้นปีงบประมาณวันที่ 30 กันยายน ส่วนหน่วยงานที่เหลือได้รับงบชั่วคราวถึงวันที่ 30 มกราคมเท่านั้น

หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบรวมถึงกระทรวงกลาโหม DHS กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง คมนาคม สาธารณสุขและบริการมนุษย์ และการเคหะ รวมถึงหน่วยงานขนาดเล็ก เช่น สำนักงานธุรกิจขนาดย่อม (SBA), คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และแม้แต่ทำเนียบขาวเอง

ชัตดาวน์เกิดบ่อยแค่ไหน

การชัตดาวน์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ในสมัยทรัมป์ (รวมสองวาระ) และเป็นครั้งที่ 16 นับตั้งแต่ยุคงบประมาณสมัยใหม่เริ่มต้นในปี 1981 ก่อนหน้านั้น แม้รัฐสภาจะไม่ผ่านงบตามกำหนด หน่วยงานรัฐก็ยังดำเนินงานต่อไป และมาคืนค่าใช้จ่ายย้อนหลังภายหลัง โดยการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดคือ ปี 2568 ยาวถึง 43 วัน ส่วนอันดับสองเกิดในปี 2561–2562 ยาว 35 วัน จากข้อพิพาทเรื่องงบสร้างกำแพงชายแดนเม็กซิโก

ชัตดาวน์กระทบอะไรบ้าง

เมื่อเกิดการชัตดาวน์ หน่วยงานรัฐจำนวนมากต้องหยุดทำงาน และข้าราชการจำนวนมากถูกพักงาน (furlough) ขณะที่บริการที่ถือว่าจำเป็น เช่น การบังคับใช้กฎหมาย ความปลอดภัยสาธารณะ การทหาร การควบคุมการบิน และการดูแลทหารผ่านศึก ยังดำเนินต่อไป แต่เจ้าหน้าที่ต้องทำงาน โดยไม่รับค่าจ้าง จนกว่าจะเปิดรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งกฎหมายปี 2562 รับรองว่าจะได้รับเงินย้อนหลัง

ในการชัตดาวน์รอบนี้ สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (Bureau of Labor Statistics) ประกาศเลื่อนเผยแพร่รายงานการจ้างงานเดือนมกราคม ขณะที่เพนตากอนพักงานพนักงานที่ไม่จำเป็น กระทรวงการต่างประเทศจำกัดการออกพาสปอร์ตและวีซ่า เจ้าหน้าที่บรรเทาภัยพิบัติและ TSA ทำงานโดยไม่รับค่าจ้าง

กรมสรรพากร (IRS) ซึ่งเข้าสู่ฤดูยื่นภาษี ขาดงบประมาณ อาจทำให้การคืนภาษีล่าช้า โครงการสินเชื่อของ SBA หยุดชะงัก และหน่วยงาน Medicare–Medicaid ระงับการดำเนินคดีบางส่วน

อย่างไรก็ดีบริการไปรษณีย์สหรัฐฯ และธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแหล่งเงินของตนเอง จึงแทบไม่รับผลกระทบจากการชัตดาวน์

เงินสวัสดิการยังจ่ายหรือไม่

โครงการสวัสดิการหลัก เช่น Social Security และ Medicare เป็นงบภาคบังคับ จึงยังจ่ายเงินตามปกติ แต่บริการเสริม เช่น การสมัครใหม่หรือแก้ไขข้อมูล อาจถูกระงับ ในอดีตเคยเกิดข้อพิพาททางกฎหมายกรณีรัฐบาลพยายามชะลอการจ่ายคูปองอาหาร ซึ่งศาลต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้เงินยังไหลต่อไป

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...