ส่องวิสัยทัศน์ 8 พรรคการเมือง เปิด "เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือก"
15 ม.ค.2569 ที่เวที “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ซึ่งจัดโดย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดพื้นที่ให้ 8 พรรคการเมือง ร่วมนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ ภายใต้คำถาม "เหตุผลที่นักลงทุนควรจะเลือกพรรคท่าน" โดยทั้ง 8 พรรค มีคำตอบที่ต่างกันดังนี้
1.พรรครวมไทยสร้างชาติ ชู “พลังงาน” หัวใจต้นทุนเศรษฐกิจ
ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุว่า เหตุผลสำคัญที่นักลงทุนควรเลือกพรรค คือความกล้าในการรื้อโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของระบบเศรษฐกิจไทย โดยยกตัวอย่างผลงานการลดค่าไฟฟ้าจาก 4.74 บาทต่อหน่วย เหลือ 3.94 บาท ลดลง 76 สตางค์ หรือคิดเป็น 16% ผ่านการปรับโครงสร้างต้นทุนก๊าซและระบบผลิตไฟฟ้า
รองหัวหน้าพรรคกล่าวว่า ค่าไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันได้ จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมย้ำว่าการทำให้พลังงานมีเสถียรภาพและราคาที่เหมาะสม เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
2. ภูมิใจไทย ชูความต่อเนื่องนโยบาย–เติบโตอย่างมีคุณค่า
ด้าน คุณอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบายและการทำงานเชิงระบบ ตั้งแต่ระดับมหภาคจนถึงระดับฐานราก โดยไม่เปลี่ยนนโยบายบ่อยจนกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอแนวคิดการเติบโตอย่างมีคุณค่า ผ่านการพัฒนา New S-Curve การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับทักษะแรงงาน และการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยมองว่าเสถียรภาพนโยบายและความชัดเจนในการดำเนินงานของรัฐ เป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ
3.เพื่อไทย ผสานนโยบายมหภาค–จุลภาค สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคมีความพร้อมทั้งด้านนโยบาย ทีมงาน และประสบการณ์บริหารประเทศ โดยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจจริงเข้าด้วยกัน
พรรคเพื่อไทยเสนอการใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เป็นกลไกเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ภาคเกษตรผ่านเกษตรแม่นยำ ภาคบริการผ่านการเพิ่มผลิตภาพ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมขั้นสูง พร้อมเสนอการพัฒนาตลาดทุนให้มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย เพิ่มสภาพคล่อง และจัดตั้งกลไกค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
4.ประชาธิปัตย์ ย้ำเสถียรภาพ–ธรรมาภิบาล เสริมความเชื่อมั่นตลาด
คุณกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคมีบทบาทสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา โดยเน้นการเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงิน การดูแลประชาชน และการรักษามาตรฐานธรรมาภิบาล
รองหัวหน้าพรรคกล่าวว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความโปร่งใส และการต่อต้านทุจริต เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น พร้อมยกผลงานในอดีตที่ตลาดทุนไทยเติบโตในช่วงที่พรรคมีบทบาทในการบริหารประเทศ
5.พรรคประชาชน เสนอโมเดลพรรคโปร่งใส เปิดทีมบริหารครบทุกมิติ
ด้าน ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เปรียบการเลือกพรรคการเมืองกับการเลือกลงทุนในบริษัท โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีโครงสร้างการเงินที่พึ่งพาการบริจาคจากประชาชน เปิดเผยการใช้จ่าย และไม่มีนายทุนรายใหญ่ครอบงำ
พรรคประชาชนนำเสนอทีมบริหารประเทศครบทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ คุณภาพชีวิต ประชาธิปไตย และความมั่นคง พร้อมยกตัวอย่างการเติบโตของคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต
6.ไทยสร้างไทย วางโมเดลเศรษฐกิจใหม่ สร้างบริษัท–เพิ่มมูลค่าตลาดทุน
คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า พรรคมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม การสร้างบริษัทใหม่เข้าสู่ตลาดทุน และการเพิ่มมูลค่าตลาดโดยรวม
พรรคเสนอการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวที่รักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพต่อการลงทุน
7.ไทยก้าวใหม่ ดันตลาดทุนเพื่อเอสเอ็มอี–แก้หนี้อย่างเป็นระบบ
ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอการปรับโครงสร้างตลาดทุนไทยให้เอื้อต่อเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดทุนได้
พรรคยังเสนอการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนประชาชน มาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือน การดูแลลูกหนี้เอ็นพีแอล และการลดภาระดอกเบี้ย ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลัง
8.กล้าธรรม ชูบุคลากร–ความต่อเนื่องนโยบาย สร้างเสถียรภาพลงทุน
ปิดท้ายด้วย นาย นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม ระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรจากความสามารถ การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ และการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนอย่างเข้มงวด
พรรคย้ำถึงความจำเป็นของความต่อเนื่องนโยบายรัฐ เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะไม่กระทบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและตลาดทุน