รู้จัก ‘มานิต้า’ ครูอาสาบ้านไร่ สู่ ‘นางสาวไทย 2565’ และคำตอบพามงลง
The Bangkok Insight
อัพเดต 07 ก.พ. 2565 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 02.49 น. • The Bangkok Insightรู้จัก มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ ครูอาสาบ้านไร่ สู่ นางสาวไทย 2565 ทั้งความสามารถที่ครบเครื่อง และเป็นที่ประจักษ์ตลอดการประกวด สมตำแหน่งผู้ครองมงกุฎอันทรงคุณค่าไม่ค้านสายตา
ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับค่ำคืนสุดพิเศษที่ทุกคนรอคอยกับการประกาศ “นางสาวไทย 2565” คนใหม่ ในรอบตัดสิน (Final Competition) เมื่อค่ำคืน (6 ก.พ.) ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่าผู้ชนะเลิศอันดับที่ 1 คว้ามงกุฎอันทรงคุณค่าในปีนี้ไปครองได้สำเร็จ คือมานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 25 ปี
รู้จัก มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ ครูอาสาบ้านไร่ สู่ นางสาวไทย 2565 และคำตอบพามงลง
สำหรับ มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ หรือ นิต้า สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เกิดและโตที่ภูเก็ต จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะคอมมูนิเคชัน อาร์ต เกียรนิยมอันดับ 1 ปัจจุบันเป็นเซลล์เมเนเจอร์ และเป็นครูอาสา ในตำแหน่งวิทยากรพิเศษส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ณ โรงเรียนวัดบางไผ่นารถ อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลน
โดยก่อนหน้านี้ นิต้า เป็นสาวร่างอวบ มุ่งมั่นลดน้ำหนักไปถึง 40 กิโลกรัม เพื่อจะมาประกวดนางงาม และหากย้อนกลับไปเมื่อ 2017 เธอเข้าร่วมการประกวด มิสแกรนด์ภูเก็ต ได้รางวัลรองอันดับ 1 และในปี 2018 มิสเวิลด์ไทยแลนด์ เธอผ่านเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย
จากความสามารถที่ครบเครื่อง และเป็นที่ประจักษ์ตลอดการประกวด โดยเฉพาะในรอบตอบคำถาม ทำให้ มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ เป็นผู้ครองตำแหน่ง นางสาวไทย 2565 หรือนางสาวไทย คนที่ 53 ของประเทศ ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการปิดม่านไปได้อย่างสง่าและไม่ค้านสายตา
โดยคำถามในรอบ 5 คนสุดท้าย มีอยู่ว่า “องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติประเมินว่า ทุก ๆ 3 เดือนของการล็อกดาวน์ที่ผ่านมา จะมีผู้หญิงทั่วโลกต้องทนทุกข์ทรมานจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัวถึงราว 15 ล้านคน ถ้าคุณได้เป็นนางสาวไทย ที่ต้องเป็นตัวแทนของผู้หญิง คุณจะมีส่วนในการทำให้ปัญหาดังกล่าวลดลงได้หรือไม่ อย่างไร?”
นิต้า ตอบว่า “สำหรับการที่เกิดการทำร้ายร่างกายขึ้นในครอบครัว เป็นเพราะผู้หญิงถูกปลูกฝังว่า เราจะต้องเป็นคนที่ยอมคน จะต้องอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่เลยค่ะ เราจะต้องต่อสู้ แม้กระทั่งเพื่อความรัก หรืออะไรก็ตามแต่ เราจะต้องกล้าที่จะออกมาช่วยเหลือตัวเอง เพื่อบอกว่า ฉันจะไม่ทนกับสิ่งนี้อีกต่อไป กล้าที่จะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งในสังคม นิต้าเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ”
และในรอบ 3 คนสุดท้าย ผู้เข้าประกวดต้องตอบคำถามอีกครั้ง ในคำถามเดียวกัน ที่ว่า “ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้สื่อโซเชียลมากที่สุดในโลก ถ้าคุณได้เป็นนางสาวไทยจะใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอคอนเทนต์อะไรให้โลกรับรู้ ?”
นิต้า ตอบว่า “สำหรับต้า ต้าแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว สินค้าชุมชนมาไลฟ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งไลฟ์และโพสต์แชร์ เพราะตอนที่ต้าไปอำนาจเจริญ ต้าไลฟ์ขายของ 1 ชั่วโมงได้เงินเกือบ 2 หมื่นบาท เพราะฉะนั้นแล้ว 1 ปีในตำแหน่งนางสาวไทย ต้าจะพัฒนาเศรษฐกิจไทยในฐานะทูตวัฒนธรรมคนใหม่อย่างแน่นอนค่ะ”
อ่านข่าวเพิ่มเติม