ตรัง ปมขัดแย้งพระลูกวัด กับ เจ้าอาวาส วัดนิกรรังสฤษฎ์ อ.ย่านตาขาว ขับไล่ แจ้งความกันพัลวัน
ตรัง ปมขัดแย้งพระลูกวัด กับ เจ้าอาวาส วัดนิกรรังสฤษฎ์ อ.ย่านตาขาว ขับไล่ แจ้งความกันพัลวัน
พระศรชัย กันตะสีโล ร้องสื่อมวลชลหลังเกิดความขัดแย้งกับเจ้าอาวาสวัดนิกรรังสฤษฎ์ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง โดยมีความขัดแย้งกับเจ้าอาวาสคนก่อน (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และ พระครูนิกรธรรมาทร (หลวงนัย) เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลย่านตาขาวและรักษาการเจ้าคณะอำเภอย่านตาขาว
โดยพระศรชัย กันตะสีโล เล่าว่า เรื่องความขัดแย้งของตนกับเจ้าอาวาสคนก่อน เกิดขึ้นเมื่อปี 2563 มีด้วยกัน 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ตนไปข้ามไม่ให้คู่บ่าวสาวเข้าถ่ายพรีเวดดิ้งภายในโบสก์ของวัดนิกรรังสฤษฎ์ , เรื่องที่ตนกังขาเกี่ยวการวางยาเบื่อสุนัขภายในวัด เรื่องที่ตนเห็นสีกาคนหนึ่งมาที่กุฎิเจ้าอาวาส และ เรื่องที่เจ้าอาวาสคนก่อนกล่าวหาว่าตนขโมยเงิน 2 ครั้ง ครั้งละ 300 บาท และ 700 บาท ซึ่งหลังจากตนถูกกล่าวหาว่าขโมยเงิน และขับให้ตนออกจากวัด แต่ตนไม่ยอมไป ตนได้ขอให้เจ้าอาวาสเรียกพระลูกวัดรูปอื่นมาตรวจสอบด้วย แต่พูดกันก็กลายเป็นเรื่องถกเถียงกัน และได้มาแจ้งความไว้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นตนถูกลูกสาวของเจ้าอาวาสคนก่อนด่าด้วยถ้อยคำหยาบ ว่าตนไม่รู้จักบุญคุณ และหลังจากนั้นตนยังถูกข่มขู่ว่าจะวางยาให้ตนตาย ตนเลยไปขอให้พระพระครูนิกรธรรมาทร ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าคณะตำบลย่านตาขาว มาเป็นคนกลางสอบสวน ไกล่เกลี่ย เมื่อพระพระครูนิกรธรรมาทร เจ้าอาวาสก็กล่าวขึ้นว่า “ใครจะเอา ก็เอา เราไม่เอาแล้ว” และ พระพระครูนิกรธรรมาทร พูดจากับตนว่า “มีพ่อเป็นคอมนิวนิสต์ เคยฆ่าคน” ตนเห็นท่าทีไม่ดี จึงถอยออกมาไม่ถกเถียงด้วย
ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 63 มีการถ่ายโอนชื่อของตนไปอยู่ในสังกัดวัดช่องหาย ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งพระศรชัย กันตะสีโล บอกว่า ตนบวชที่วัดประชาบำรุง เมื่อปี2561 แต่ได้ขอมาอยู่ที่วัดนิกรรังสฤษฎ์ เนื่องจากตนป่วยต้องหาหมอที่ รพ.ย่านตาขาว เดือนละ 2 ครั้ง วัดนิกรรังสฤษฎ์นั้นอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล จึงสะดวกต่อการเดินทาง และตนเข้ามาอยู่วัดนิกรฯ เรื่อยมาโดยไม่เคยอยู่วัดช่องหาย
พระศรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมา ตนได้แจ้งความลงบรรทุกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อกันตัวเอง ถึง 3 ครั้ง ต่อมาเมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพลง พระครูนิกรธรรมาทร หรือ หลวงนัย ได้มาเป็นเจ้าอาวาส ตนก็ถูกหลวงนัย กลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา เช่น ไม่ให้ตนออกรับกิจนิมนต์ , ขึ้นธรรมมาสน์ด่าตนต่อหน้าญาติโยมที่มาทำบุญภายในวัด พูดจาเสียดสีตอนทำวัดเช้า-เย็น ใช้ให้พระอาคันตุกะบอกให้ตนออกจากวัดไป ล๊อกกุญแจประตูโบสก์ไม่ให้ตนเข้า ตลอดทั้งไม่ให้ตนร่วมสังฆกรรมอื่นๆ เช่น ไม่ให้ร่วมรับสังฆทาน ไม่ให้ร่วมในพิธีตักบาตรเทโว และเมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา เจ้าอาวาสไม่ส่งชื่อตน ซึ่งจำพรรษาในวัดฯ ให้สำนักพุทธศาสนาทราบตามวิธีปฏิบัติ แต่ได้ส่งชื่อพระในวัด 4 รูป กับ รายชื่อพระ 2 รูป ซึ่งเป็นพระจากวัดพระธาตุสุขสำราญ อ.หาดสำราญ แทนชื่อตน เนื่องจากการแจ้งรายชื่อพระจำพรรษานั้น จำนวนพระในวัดต้องมีตั้งแต่ 5 รูป ขึ้นไปเพื่อให้ครบองค์ประชุม หรือ มาระวางพรรษา เพื่อได้จัดให้มีการทอดกฐินได้ แต่พระ 2 รูป จากวัดพระธาตุสุขสำราญ ไม่ได้จำพรรษาที่วัดนิกรรังสฤษฎ์ตลอดเวลา จะมาเมื่อมีพิธีสำคัญทางศาสนา เมื่อเสร็จงานก็กลับไปวัดพระธาตุสุขสำราญเช่นเดิม ตนถูกกีดกันการเข้าร่วมพิธีกรรมทุกอย่าง จึงต้องภาวนาตนเข้าพรรษาสันโดษ ทำวัดเช้า ทำวัดเย็นอยู่ในกุฏิ
และพระครูนิกรธรรมาทร หรือ หลวงนัย ได้ทำหนังสือขับไล่ตนออกจากวัด ภายในเวลา 3 วัน โดยได้ส่งหนังสือขับไล่ เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2564 และ ส่งหนังสือทบทวนคำสั่งขับไล่มาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 พ.ย.64 ซึ่งตนยืนยันไม่ยอมออกจากวัดนิกรรังสฤษฎ์ เพราะตนไม่ได้กระทำผิดอะไร และอยู่ภายในวัดเรื่อยมา
จนล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีพระบุญฤทธิ์ จากวัดนางพญา จ.นครศรีธรรมราช พระพงษ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นพระลูกวัด วัดนิกรรังสฤษฎ์ พร้อมกับชายฉกรรจ์ อ้างตัวว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ จำนวน 4-5 คน หนึ่งในนั้นอ้างว่าเป็นตำรวจ ตำแหน่งรองสารวัตร ชื่อ ภาคิน ทั้งหมดมาที่กุฏิของตน และสอบถาม พูดจาเชิงข่มขู่ตน ให้ตนออกจากวัด ตนเห็นท่าไม่ดีจึงหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปไว้ และเพื่อความปลอดภัยตนจึงเดินทางมาที่ สภ.ย่านตาขาว เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัดไว้ พร้อมกับร้องสื่อมวลชน เพราะทุกหวั่นเรื่องความปลอดภัย
และจากความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบกับตน ทั้งเรื่องการปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ได้รับกิจนิมนต์ และเรื่องการศึกษา โดยก่อนหน้านี้ตนได้ศึกษาและสอบได้นักธรรมตรีแล้ว แต่พอเกิดเรื่องจนทำให้ตนมีสังกัดวัดไม่ชัดเจน ส่งผลให้ตนไม่สามารถเข้าสอบนักธรรมโทได้
โดยหลังจากการแจ้งความที่ สภ.ย่านตาขาว พระศรชัย ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูบริเวณหน้ากุฏิ ซึ่งถูกพระและชายฉกรรจ์ มาหาตน และในวันเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ไปหาพระครูนิกรธรรมาทร ที่กุฏิแต่ปรากฏว่าประตูกุฏิปิดล๊อกกุญแจไว้ และไม่พบพระครูนิกรธรรมาทร แต่อย่างใด