โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

8 หัวใจการกินเพื่อชีวิตยืนยาว เพราะสุขภาพดียามสูงวัย ไม่ได้สร้างในวันเดียว แต่มาจากการกินตลอดชีวิต

มนุษย์ต่างวัย

เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 17.42 น. • มนุษย์ต่างวัย

เรื่อง : น้องหลิว 

ภาพ : พงศกร บุญภู่

You are what you eat . ร่างกายที่แข็งแรงเกิดจากอาหารการกินได้ฉันใด ร่างกายที่เจ็บป่วยก็เกิดจากอาหารการกินได้ฉันนั้น

ในประเทศรวยวัฒนธรรมการกินอย่างบ้านเรา ทุกหัวมุมมถนนเป็นที่ตั้งของสารพัดร้านอาหาร เครื่องดื่ม และขนม รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังความอร่อย มีภัยจากการกินแฝงอยู่มากอย่างอาจคาดไม่ถึง หลายสิบปีที่ผ่านมา ความเจ็บป่วยที่พรากชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่งคือ ‘โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง’ หรือโรคกลุ่ม NCDs (Non - Communicable Diseases)

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือความเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมและความเป็นอยู่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งการกิน การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน เมื่อทำวันละเล็กละน้อย ติดต่อกันนานเข้า จะทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติและเกิดเป็นความเจ็บป่วยเรื้อรัง ตั้งแต่โรคเบาหวานไปจนถึงโรคมะเร็งต่างๆ ยิ่งอายุมากขึ้น ภัยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย

หนทางเดียวที่จะป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ คือการปรับพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมการกิน ซึ่งเป็นรากฐานของสุขภาพและชีวิตดีมีสุข การปรับพฤติกรรมการกินไม่ใช่เรื่อง่าย ยิ่ง เมื่อเข้าสู่การเป็น ผู้สูงวัยที่ระบบต่างๆ ในร่างกายเสื่อมถอย บางคนสูญเสียฟันซึ่งส่งผลต่อการบดเคี้ยวอาหาร บางคนประสบปัญหาการย่อยจากกระเพาะและลำไส้ทำงานไม่ปกติ ยังไม่นับปัญหาสุขภาพจิตที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถและความสุขในการกิน

คอลัมน์ ‘ถอดสูตรชีวิตดีมีสุข’ ชวนคุณถอดสูตรการกิน เพื่อเป็นคู่มือให้ทุกคนนำไปปรับใช้ในการสร้างพฤติกรรมการกินเพื่อชีวิตยืนยาว ผ่านการพูดคุยกับผู้ร่วมก่อตั้ง Modish Food Design หมอนุ้ย-ผศ.พญ. ศานิต วิชานศวกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมโภชนาการ และหมอดอย-นพ.กฤตชัย โสภากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ

Modish Food Design คือผู้ให้บริการอาหารเฉพาะทาง สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการอาหารพิเศษตามเงื่อนไขที่ต่างกัน อาหารของ Modish Food Design ไม่ใช่ ‘อาหารคลีน’ แต่เป็นอาหารที่ถูกออกแบบบนพื้นฐานความคิดว่า ความสมดุลของหลักโภชนาการและความอร่อยเป็นสองสิ่งสำคัญที่ควรไปด้วยกันได้ จึงเป็นการ ‘Modify’ หรือปรับแต่ง ‘Dish’ หรือจานอาหาร เพื่อให้ได้ความอร่อยและเมนูที่หลากหลาย ภายใต้เงื่อนไขที่สำคัญและจำเป็นสำหรับร่างกายแต่ละคน

และนี่คือ 8 หัวใจ การกินที่จะทำให้ทุกคนสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนอ้วน คนผอม ผู้ป่วย และผู้ที่ยังไม่อยากป่วย ให้สามารถมีสุขและเอร็ดอร่อยกับอาหารได้ ในขณะเดียวกันก็มีหลักโภชนาการที่ดี เป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับสุขภาพในวัยชรา

01 อาหารที่ดี คืออาหารที่เหมาะกับคนกิน

ภาพจำ ‘อาหารสุขภาพ’ ของคนส่วนใหญ่ มักมีหน้าตาคล้ายกัน คือจืดชืด เต็มไปด้วยผัก อกไก่แห้งๆ และข้าวกล้อง แต่ที่จริงแล้วอาหารสุขภาพของแต่ละคนต่างกัน

เช่น อาหารที่ดีกับผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันและความสามารถในการเคี้ยวและกลืน ต้องเป็นอาหารที่กินได้สะดวก เหมาะกับลักษณะทางกายภาพของบุคคลนั้นๆ อกไก่แห้งๆ จึงอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมที่สุด

หรือข้าวกล้องที่แม้จะอุดมไปด้วยสารอาหาร เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนชั้นดี ก็ไม่ใช่อาหารดีที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต เพราะมีปริมาณฟอสฟอรัสสูง การกินข้าวกล้องจะทำให้ผู้ป่วยโรคไตโรคไตที่มีระดับฟอสฟอรัสในเลือดมากกว่าเกณฑ์ปกติอยู่แล้ว เกิดอาการคันตามผิวหนัง และส่งผลต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

ดังนั้นคำว่า ‘อาหารสุขภาพ’ จึงไม่ใช่คำที่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เป็นอาหารที่เหมาะกับเงื่อนไขทางร่างกายและจิตใจของแต่ละคน หมอนุ้ยอธิบายว่า สำหรับคนทั่วไปที่ยังมีสุขภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรง อาหารที่ดีที่สุด เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะกับคนกินในทุกด้าน คืออาหารที่เข้ากับวิถีชีวิต ความชอบ และเราพอใจจะกินมัน เป็นการกินที่ให้ความสุข และไม่ทำลายสุขภาพ

02 กินให้ได้พลังงานที่พอดี

พลังงานที่พอดี หมายถึงพลังงานที่ทำให้ไม่เกิดภาวะขาดอาหาร แต่ก็ต้องไม่มากเกินจนกลายเป็นพลังงานส่วนเกินที่สะสมเป็นความอ้วน อาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน ต้องเป็นพลังงานที่เหมาะกับอายุ กิจกรรม และเงื่อนไขในการใช้ชีวิตของแต่ละคน   ทำให้น้ำหนักตัวคงที่ตามมาตรฐาน

ในวัยเด็ก พลังงานที่ได้ ต้องมากพอจะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม

ในวัยผู้ใหญ่ พลังงานที่กินเข้าไปก็ควรจะทำให้น้ำหนักคงที่ ไม่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

และในวัยผู้สูงอายุ เมื่อกิจกรรมน้อยลง กล้ามเนื้อน้อยลง ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารพลังงานสูง เพราะอาจมีพลังงานส่วนเกินที่สะสมเป็นไขมันจนทำให้เกิดภาวะอ้วน และนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บได้

เราควรชั่งน้ำหนักอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และคำนวนค่า BMI หรือค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) อยู่เสมอ เพื่อตรวจสอบว่าตอนนี้ร่างกายของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ผอมเกินไป อ้วนเกินไป หรือสมส่วนแล้ว หากผอมเกินไป ก็ควรจะกินให้ได้พลังงานเพิ่มขึ้น หากอ้วนเกินไป ก็ควรปรับการกินให้ได้พลังงานน้อยลง  

นอกจากดัชนี BMI แล้ว เราสามารถตรวจสอบว่าอาหารการกินของเราให้พลังงานมากเกินไปหรือไม่ ด้วยการสังเกตสัดส่วนของตัวเอง เช่น หากความยาวรอบสะดือมีค่ามากกว่า ความสูงคูณด้วย 0 . 5 ก็อาจถึงเวลาตรวจสอบอาหารการกินในแต่ละวันอีกครั้ง ว่าเรากินอาหารพลังงานสูงเยอะเกินไปหรือเปล่า

และที่สำคัญที่สุด กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยบางโรค การควบคุมพลังงานที่ได้รับในแต่ละวันอาจไม่ได้หมายถึงการทำให้มีรูปร่างและสัดส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการพยุงและลดอาการของโรคอีกด้วย โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบเจอได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆ อย่างโรคเบาหวาน

03 กินให้ได้สารอาหารเพียงพอ

สารอาหารที่ว่านี้ หมายถึงทั้งสารอาหารหลัก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสารอาหารรองอย่างวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นไปตามปกติ ไม่เป็นโรค ไม่เจ็บป่วย และเพียงพอกับการดำเนินชีวิตประจำวัน

นอกจากปริมาณสารอาหารแล้ว คุณภาพของสารอาหารก็เป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงเสมอ แป้งที่กินควรเป็นแป้งที่ดี ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เช่นเดียวกับโปรตีนที่ดี มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน พลังงานต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเปลือกแข็ง เต้าหู้ ไปจนถึงไขมันที่ดี ไขมันไม่อิ่มตัวอย่างเช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก อะโวคาโด เป็นต้น

เคล็ดลับในการกินวิตามินให้ครบถ้วน คือการกินผักอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน ใน 1 มื้ออาหารควรมีผักและผลไม้ประกอบอยู่ราวครึ่งหนึ่ง และควรเป็นผักที่มีครบ 5 สีเพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ถ้าเป็นผลไม้ก็ให้เลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ สังเกตว่าเมื่อวางทิ้งไว้มดจะไม่ขึ้น การกินผักผลไม้ที่หลากหลายและเพียงพอ นอกจากจะได้วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังได้ไฟเบอร์ที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย ลดการดูดซึมแป้งและน้ำตาลได้ดี

หมอดอยเสริมว่า การกินให้ได้สารอาหารที่เพียงพอสำหรับแต่ละคนก็แตกต่างกัน เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งมักกินได้น้อย เนื่องจากต่อมรับรสเสื่อม เบื่ออาหาร และมีปัญหาเรื่องการบดเคี้ยว มักมีภาวะขาดสารอาหาร ขาดโปรตีน ผู้ดูแลจึงจำเป็นต้องจัดสรรอาหารเสริมโปรตีนเข้าไปประมาณร้อยละ 20 เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้น

ในขณะที่ผู้ป่วยโรคไตในระยะก่อนฟอกไต ต้องลดปริมาณโปรตีนที่ได้รับในแต่ละวันลง เพื่อลดภาระการทำงานของไต  

โจทย์ในการกินสารอาหารให้ได้เพียงพอจึงแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของอายุและสุขภาพของแต่ละคน เพราะฉะนั้นหนทางที่จะทำให้เรากินได้พอดีอย่างแท้จริง คือการรู้จักกับเงื่อนไข สภาวะ และความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายตัวเองให้ดีที่สุด

04 ปรุงให้น้อยที่สุด

คนจำนวนไม่น้อยตกม้าตาย เพราะชอบใจรสเปรี้ยวหวานมันเค็มแบบสุดโต่ง อาหารที่ควรเป็นบ่อเกิดสุขภาพที่ดี กลับกลายเป็นต้นทุนของโรคต่างๆ แทน   เกลือ ซีอิ๊ว ผงชูรส คือที่มาของแหล่งโซเดียม ดังนั้นจึงต้องปรุงแต่พอดี แค่ให้พอเจริญอาหารโดยที่ไม่ต้องเค็มจัด

โดยมาตรฐานแล้ว ผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีสุขภาพปกติ จะสามารถบริโภคโซเดียมได้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชาเท่านั้น ถ้าเป็นน้ำปลาหรือซีอิ๊วเทียบเท่ากับ 4 ช้อนชา ในขณะที่น้ำมันหอยเทียบเท่ากับ 1 ช้อนโต๊ะ และนี่คือปริมาณโซเดียมทั้งหมดที่กินได้ใน 1 วัน หากมีการปรุงรสด้วยสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาก่อนอยู่แล้วก็จะต้องหักลบออกไปจากโควตาของแต่ละวันด้วย

ผู้ที่โชว์ฝีมือปลายจวักด้วยตัวเองบ่อยๆ จะได้เปรียบกว่า เพราะสามารถกำหนดปริมาณเครื่องปรุงต่างๆ ในแต่ละมื้อได้ง่ายกว่า สำคัญคือต้องเปลี่ยนพฤติกรรมสาดเครื่องปรุงสารพัดลงในหม้อหรือกระทะโดยตรง มาเป็นชั่ง ตวง วัด เครื่องปรุงที่ใช้ทุกชนิด ง่ายที่สุดคือการตวงด้วยช้อนโต๊ะหรือช้อนชาที่มีอยู่ในทุกห้องครัว หรือหากอยากยกระดับมาตรฐานขึ้นอีกนิด ก็สามารถหาซื้อช้อนตวงที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้ในราคาเพียงไม่กี่บาทเท่านั้นเอง

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเข้าครัว ต้องพึ่งอาหารนอกบ้าน เคล็ดลับในการลดเครื่องปรุง คือควรเลิกคบกับพวงเครื่องปรุงในร้านอาหารเสีย และนอกจากการลด ละ เลิก พฤติกรรมการปรุงเพิ่มแล้ว ยังช่วยให้เราเลี่ยงโซเดียมได้ด้วย นอกจากนี้หมอนุ้ยแนะนำว่าเวลากินนอกบ้าน ควรกินเฉพาะส่วนเนื้อของอาหาร หลีกเลี่ยงการซดน้ำแกง น้ำซุปจนเกลี้ยงจาน โดยเฉพาะอาหารจำพวกก๋วยเตี๋ยวทั้งหลายที่มักปรุงด้วยโซเดียมสารพัด

ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยติดน้ำจิ้ม หมอดอยเสริมว่าน้ำจิ้มและน้ำสลัดทั้งหลายที่ราดมาจนฉ่ำไปทั่วจาน คือแหล่งโซเดียมและน้ำตาล วิธีแก้หากไม่สะดวกทำน้ำจิ้มที่กำหนดส่วนผสมเองได้ คือการสั่งน้ำจิ้มหรือน้ำสลัดแบบแยกถ้วย แล้วใช้วิธีแตะๆ แต่น้อยแค่ให้พอมีรส เพื่อเป็นต้นทางในการลดการปรุงอาหารอื่นๆ ในชีวิตประจำวันไปด้วย

05 ดื่มน้ำให้พอ

น้ำสะอาดถือเป็นเคล็ดลับสุขภาพที่คนมักมองข้าม ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติควรกินน้ำให้ได้วันละ 1 . 5 ถึง 2 ลิตรเป็นอย่างต่ำ อธิบายง่ายๆ คือเราสามารถกินน้ำได้มากเท่าที่เรารู้สึกอยากกิน เพราะร่างกายมีกลไกกำจัดน้ำแสนชาญฉลาดจนการกินน้ำเยอะๆ แทบจะไม่ได้ส่งผลเสียอะไรในชีวิตเลย   มีเพียงกรณีของผู้ป่วยโรคไตและโรคตับต่างๆ ซึ่งมักประสบภาวะท้องมาน มีปัญหาเรื่องการขับปัสสาวะเท่านั้นที่ควรจำกัดปริมาณของน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน

ในทางกลับกัน หากเราดื่มน้ำสะอาดไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ การทำงานระดับเซลล์จะลดประสิทธิภาพลง เลือดไปเลี้ยงไตได้น้อยลง การขับโซเดียม ขับสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายก็จะน้อยลง จนส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้น

06 ออกกำลังกายและพักผ่อนให้พอ

แม้ไม่ใช่เรื่องอาหารโดยตรง แต่การออกกำลังกายรวมถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ส่งผลโดยตรงต่อระดับพลังงานที่แต่บุคคลได้รับใน แต่ละวัน ยิ่งในปัจจุบันที่หน้าที่การงานส่วนใหญ่ทำให้เราขยับตัวน้อยลง นั่งนานขึ้น การออกกำลังกายยิ่งมีผลกับการกินและสุขภาพมากขึ้นอย่างสัมพันธ์กัน

ผู้สูงอายุที่อยู่แต่กับบ้าน ในพื้นที่จำกัด หรือแม้แต่ผู้ที่นั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ ควรลุกขึ้นขยับร่างกายทุก 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน พร้อมกับภาวะปวดเมื่อยทั้งหลาย

ดังนั้นไม่ว่าใครก็ควรจะลุกขยับตัวบ่อยๆ และออกกำลังกายให้เหมาะกับร่างกายและสุขภาพตัวเองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงควรนอนหลับสนิทให้อย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองอย่างเหมาะสม

07 กินให้พอดีกับเงื่อนไขของร่างกาย

ไม่มีเสื้อไซส์ไหนที่เหมาะกับทุกคนบนโลกนี้ เรื่องอาหารการกินก็เช่นนั้น ร่างกายคนเรามีปัจจัยที่แตกต่างกันนับร้อยนับพัน เงื่อนไขการกินจึงแตกต่างกันไปด้วย โดยเฉพาะร่างกายที่อยู่ในภาวะถดถอยอย่างวัยชราหรือกำลังเจ็บไข้ได้ป่วย อาหารก็ยิ่งจะสำคัญขึ้นทวีคูณ เพราะการกินในแต่ละมื้อไม่ใช่การตอบสนองความสุขทางจิตใจเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาร่างกายให้ดีอีกด้วย

ปัจจุบันคือยุคของสรรพสิ่งสำเร็จรูป ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารที่ไม่ว่าเราอายุเท่าไร เจ็บป่วยเป็นโรคอะไร หรือต้องการพลังงานแตกต่างกันอย่างไร เมื่อเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเราจะได้อาหารที่มีสารอาหารแบบเดียวกัน มีปริมาณโซเดียม และให้พลังงานเท่าๆ กันไปเสียอย่างนั้น

การกินให้พอดีกับเงื่อนไขร่างกาย คือหัวใจสำคัญที่สุด โดยเฉพาะกับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ดูแลจะต้องใส่ใจเรื่องอาหารมากกว่าคนทั่วไปเป็น 2 เท่า ดังนั้นการหาความรู้จากแหล่งที่เชื่อถือได้อยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลอาหารการกินของคนกลุ่มนี้ เพื่อให้อาหารเป็นสิ่งที่ส่งเสริมความแข็งแรง ป้องกันความถดถอยและความเจ็บป่วย และทำให้คนที่เรารักได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกช่วงเวลาของชีวิต

08 เจริญอาหาร ด้วยมื้ออันรื่นรมย์

บางครั้งเราหลงลืมไปว่าความสุขในการกินนั้น พ่วงมากับบรรยากาศอันรื่นรมย์

แม้อาหารจะได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในสารอาหารถูกต้องพอดีกับเงื่อนไขของรางกายทุกประการ แต่บรรยากาศระหว่างมื้อคือหัวใจของความเจริญอาหาร

บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยต้องกินอาหารบนเตียงเพียงลำพัง ไม่มีบทสนทนาหรือปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ความรู้สึกโดดเดี่ยวสามารถนำไปสู่ความเบื่อหน่ายอาหารได้ ดังนั้นอย่าลืมใส่ใจบรรยากาศ บางบ้านที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ควรพยายามหาเวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ให้มื้ออาหารนั้นหล่อเลี้ยงไปด้วยความสุขอันครื้นเครง

คนรักสุขภาพหลายคน หลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์กับผู้คน เพราะมักเต็มไปด้วยอาหารล่อตาต่อใจ การกินดีไม่จำเป็นต้องตัดขาดตัวเองจากสังคม เมื่อต้องเผชิญกับอาหารที่อยากหลีกเลี่ยงในงานสังสรรค์ เราสามารถใช้เทคนิค Cheat หรือโกงอาหาร โดยเลี่ยงเมนูทอด น้ำซุป และน้ำจิ้มน้ำสลัดอย่างที่เล่าไว้ข้างต้น

และหากเรามีความรู้เรื่องพลังงานและสารอาหารมากพอ เราสามารถปรับลดอาหารประเภทต่างๆ ในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้สามารถเข้าสังคมและสังสรรค์ได้บ้างตามโอกาส เช่น หากวันนี้ต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสารอาหารประเภทแป้ง และให้พลังงานสูง เราก็ลดปริมาณน้ำตาลและแป้งจากอาหารมื้ออื่นๆ ระหว่างวันลง เพื่อเว้นช่องว่างให้สามารถดื่มเล็กน้อยโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากนัก  

หมอนุ้ยและหมอดอยกล่าวทิ้งท้ายว่า การ Cheat ที่ฉลาดที่สุดคือการ Cheat นานๆ ทีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น จะได้ไม่เสียทั้งสุขภาพ และไม่เสียทั้งวินัยในการกินอาหาร

 แกงส้มผัก 5 สีเมนูนี้ เป็นเมนูเสริมโปรตีน เสริมวิตามินด้วยผัก 5 สี สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อผู้อ่านมนุษย์ต่างวัย โดย   เชฟแชมป์ - ศรัณย์ ทัศกานิเวศน์   เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเมนูอาหารเฉพาะทาง แห่ง Modish Food Design ซึ่งลบภาพจำของอาหารสุขภาพแบบเดิมๆ ออกไป และเป็นไอเดียสำหรับการสร้างสรรค์อาหารที่ดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งทุกคนสามารถต่อยอดและพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพตามเงื่อนไขและความชอบของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้านได้ง่ายๆ 

สูตร
สำหรับ 4 ที่
วัตถุดิบและส่วนผสม

ปลากะพงหั่นชิ้น                        60    กรัม         

กระเจี๊ยบเขียวหั่นแว่น                30    กรัม         

ผักบุ้งไทยหั่นท่อน                      50    กรัม         

แครอทหั่นชิ้นฃ                          40    กรัม

หัวไชเท้าหั่นชิ้น                          40    กรัม

ดอกกะหล่ำขาวหั่นชิ้น                40    กรัม

มะเขือเทศราชินี ผ่าครึ่งตามยาว  50    กรัม

กะหล่ำปลีม่วงหั่นชิ้น                  30    กรัม

พริกแกงส้ม*                              65    กรัม

น้ำสะอาด                                 650   กรัม

น้ำปลา                                      30    กรัม

น้ำมะขามเปียก                          35    กรัม

น้ำตาลดอกมะพร้าว                   30    กรัม

วิธีทำ

1 . นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟกลาง เมื่อน้ำเดือดแล้วใส่พริกแกงส้ม คนให้ละลาย

2 . ใส่แครอท หัวไชเท้าลงต้มสักพักให้พอสุก   ตามด้วยกะหล่ำม่วงและดอกกะหล่ำขาว

3 . เมื่อน้ำเดือดอีกครั้ง ใส่เครื่องปรุง คนให้เข้ากัน ใส่ผักบุ้งไทยและมะเขือเทศ

4 . พอน้ำเดือดอีกครั้งให้ใส่ปลากะพงหั่นชิ้น กดให้เนื้อปลาพอจมน้ำ ปิดฝาทิ้งไว้จนกว่าเนื้อปลาจะสุกโดยไม่ต้องคน เมื่อปลาสุกแล้วใส่กระเจี๊ยบเขียวลงไป ปิดไฟ

5 . ตักเสิร์ฟ

สูตรพริกแกงส้ม   
(ประมาณ 200 กรัม)  

วัตถุดิบและส่วนผสม

พริกชี้ฟ้าแห้ง เลาะเม็ดออก แช่น้ำให้นิ่ม                               15           กรัม         

พริกจินดาแดงแห้ง หั่นท่อน แช่น้ำให้นิ่ม                               5             กรัม         

หอมแดง                                                                            80           กรัม

กระเทียม                                                                           5              กรัม

กระชาย                                                                             40            กรัม

เกลือป่น                                                                             3              กรัม (ประมาณ 1 / 2 ช้อนชา)

วิธีทำ

1 . ใส่พริกชี้ฟ้า พริกจินดาแดง กระชาย และเกลือป่นลงในครก โขลกให้ละเอียด

2 . เสร็จแล้วใส่หอมแดงและกระเทียมลงไป โขลกให้ละเอียด

3 . ตักขึ้นพักไว้ ใช้สำหรับปรุงแกงส้มได้ทุกชนิด

Cooking Tips

  • น้ำพริกแกงสำเร็จรูปตามท้องตลาดมักใส่เกลือมากกว่าปกติเพื่อยืดอายุการใช้งาน ดังนั้นการใช้น้ำพริกแกงส้มที่โขลกเอง จะทำให้สามารถควบคุมปริมาณโซเดียมได้ดีกว่า
  • น้ำพริกแกงส้มสูตรนี้จะสามารถทำแกงส้มได้ประมาณ 3 ครั้ง เมื่อตำเสร็จแล้วสามารถเก็บใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดแล้วแช่ตู้เย็นไว้ได้ราว 1 สัปดาห์
  • แกงส้มสูตรนี้ใส่กระเจี๊ยบเขียวลงไปด้วยเพื่อให้น้ำแกงมีเมือกลื่นเล็กน้อย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จะช่วยเรื่องการเคี้ยวและกลืนอาหารของผู้สูงอายุได้ หากปรุงให้ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการบดเคี้ยวและการกลืนอาหารก็สามารถนำกระเจี๊ยบเขียวออกจากสูตรได้
  • น้ำแกงส้มที่ใส่กระเจี๊ยบเขียว เมื่อทิ้งไว้ให้เย็นตัวน้ำแกงจะเป็นเมือกลื่นเล็กน้อย หากต้องการเสิร์ฟสามารถนำไปเติมน้ำเล็กน้อยแล้วอุ่นใหม่ น้ำแกงก็จะเป็นเมือกลื่นน้อยลง
  • เสิร์ฟแกงส้มพร้อมกับข้าวธัญพืช (หุงใส่ลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโพดหวาน) และไข่เจียวสมุนไพร (ใช้เฉพาะไข่ขาว 150 กรัม เติมผักเช่นกระเจี๊ยบเขียวและโหระพา ปรุงด้วยซอสหอยนางรม 1 ช้อนชา ซีอิ๊วข้าว ½ ช้อนช้า ทอดด้วยน้ำมันรำข้าว 2 ช้อนโต๊ะ) จะทำให้ได้สารอาหารและโภชนาการที่ครบถ้วน และที่สำคัญคืออิ่มท้องและอร่อยมากอีกด้วย 
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...