เปิดภาพสุดท้ายจากกล้องนักข่าวญี่ปุ่น ผู้ถูกยิงใน ‘ปฏิวัติชายจีวร’ เมียนมา หลังสูญหายนาน 15 ปี
เปิดภาพสุดท้ายจากกล้องนักข่าวญี่ปุ่น ผู้ถูกยิงใน ‘ปฏิวัติชายจีวร’ เมียนมา หลังสูญหายนาน 15 ปี
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน ครอบครัวของนักข่าวชาวญี่ปุ่นซึ่งถูกสังหารขณะรายงานสถานการณ์ “ปฏิวัติชายจีวร” (Saffron Revolution) ในเมียนมาเมื่อปี 2007 ได้เผยแพร่ภาพและวิดีโอสุดท้ายของเขา ซึ่งได้รับมาจากกล้องวิดีโอที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ 15 ปีก่อน
สำนักข่าวเสียงประชาธิปไตยแห่งพม่า (Democratic Voice of Burma: DVB) ได้ส่งคืนกล้องของนายเคนจิ นากาอิ นักข่าวชาวญี่ปุ่นซึ่งมีอายุ 50 ปี ระหว่างการลุกฮือประท้วงรัฐบาลในเมียนมาปี 2007 ให้แก่ครอบครัวของนากาอิที่กรุงเทพฯ เมื่อวันดังกล่าว (26 เม.ย.)
ขณะที่วิดีโอที่บันทึกภาพในช่วงสุดท้ายของนากาอิ ซึ่งทางครอบครัวของเขาเปิดเผยนี้ ปรากฏภาพที่นากาอิถ่ายเหล่าผู้ประท้วงในกรุงย่างกุ้งและการรุกคืบของรถถังกองทัพ ก่อนที่จะหันกล้องกลับมาจับภาพของตนเอง
โนริโกะ โอกาวะ ญาติของนากาอิ กล่าวว่า เธอหวังว่าวิดีโอของเขาจะสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในเมียนมาในปัจจุบัน ซึ่งปะทุตัวขึ้นจากการรัฐประหารของกองทัพเมียนมาเมื่อปี 2021
“ด้วยวิดีโอนี้ ฉันหวังว่าผู้คนจะใส่ใจเหตุการณ์ในเมียนมาอีกครั้ง และฉันหวังว่าทั่วโลกจะรู้สึกว่า ควรลงมือดำเนินการอะไรบางอย่างต่อสถานการณ์ในปัจจุบันนี้” โอกาวะกล่าว พร้อมระบุว่า จะทำการส่งกล้องและวิดีโอกลับไปยังญี่ปุ่น เพื่อเข้ารับการวิเคราะห์และเป็นหลักฐานสนับสนุนการสืบสวนการเสียชีวิตของนากาอิอย่างละเอียด
ด้าน อัย ชัน เนง ผู้ร่วมก่อตั้งของ DVB ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการได้มาของกล้องที่หายสาบสูญนี้ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ นากาอิถูกยิงจากการที่กองทัพเมียนมาเปิดฉากสาดกระสุนใส่เหล่าผู้ประท้วง โดยวิดีโอหนึ่งที่ถูกลักลอบออกมาจากเมียนมาเมื่อปี 2007 เผยภาพขณะที่ทหารนายหนึ่งหันปลายกระบอกปืนไรเฟิลไปทางนากาอิ ซึ่งล้มหงายหลังไปกับพื้นถนน ด้านเจ้าหน้าที่เมียนมาในขณะนั้นกล่าวว่า นากาอิถูกยิงโดยอุบัติเหตุ ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า ไม่สามารถสรุปได้ว่านักข่าวรายนี้ถูกสังหารในระยะเผาขน
ในการปฏิวัติชายจีวร กองกำลังรักษาความมั่นคงของเมียนมาได้จับกุมประชาชนหลายพันคนระหว่างการเดินขบวนที่นำโดยพระสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในการลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเพื่อต่อต้านการปกครองของทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 คน