OKJ วางโรดแมปหลัง IPO เร่งเปิดสาขาใหม่ ‘โอ้กะจู๋’ ‘Oh! Juice’ และ ‘Ohkajhu Wrap & Roll’ ครบ 150 สาขาภายใน 5 ปี
โอ้กะจู๋ ดีเดย์ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก 4 ต.ค.67 ระดมทุนขยายการลงทุนในธุรกิจฟาร์มเกษตรอินทรีย์และร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ปักธงเปิดสาขาใหม่ ‘โอ้กะจู๋’ ‘Oh! Juice’ และ ‘Ohkajhu Wrap & Roll’ รวมกว่า 150 สาขาภายในปี 71 ย้ำภาพลักษณ์ “King of Organic Salad” ในไทย
บมจ. ปลูกผักเพราะรักแม่ ธุรกิจให้บริการและจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบรนด์ “โอ้กะจู๋” เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “OKJ” ในวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,080.30 ล้านบาท
บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการและจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปท์ “Be Organic from Farm to Table” รวมถึงบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ โดยเน้นการปลูกผัก แบบเกษตรอินทรีย์ (Organic) และนำเสนออาหารและเครื่องดื่มจากวัตถุดิบหลักที่เป็นอินทรีย์ที่มีคุณภาพ
โดยมีธุรกิจหลักคือ ธุรกิจบริการและจำหน่ายอาหารภายใต้แบรนด์ “โอ้กะจู๋” ซึ่งมีช่องทางจำหน่ายทั้งในรูปแบบร้านอาหาร Full-service การจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพผ่าน Delivery and Kiosk การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารว่างและอาหารเพื่อสุขภาพผ่าน Café Amazon และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทผัก ผลไม้ สลัดพร้อมทานในซุปเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ บริษัทยังมี ธุรกิจอาหารจานด่วนภายใต้แบรนด์ “Ohkajhu Wrap & Roll” และ ธุรกิจร้านน้ำผักผลไม้เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “Oh! Juice” อีกด้วย
OKJ มีทุนชำระแล้วหลังการเสนอขาย IPO 304.50 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท บริษัทเสนอขายหุ้น IPO จำนวนรวม 159 ล้านหุ้น โดยได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรกระหว่างวันที่ 23 – 25 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ในราคาหุ้นละ 6.70 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 1,065.30 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO เท่ากับ 4,080.30 ล้านบาท
ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 24.13 เท่า พิจารณาจากกำไรสุทธิในช่วง 12 เดือนย้อนหลังซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 169.08 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญหลังเสนอขายซึ่งเท่ากับ 609 ล้านหุ้น คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (Fully Diluted EPS) เท่ากับ 0.28 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ
อย่างไรก็ดีภายหลัง IPO ส่งผลให้ OKJ มีผู้ถือหุ้นหลักคือกลุ่มผู้ก่อตั้งประกอบด้วย
- กลุ่มครอบครัวเอกชัยพัฒนกุล ร้อยละ 34.3
- นายจิรายุทธ ภูวพูนผล ร้อยละ 16.6
- ครอบครัวสุชัยบุญศิริ ร้อยละ 8.3 รวมร้อยละ 59.1
- และ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ร้อยละ 14.8
โดย ณ วันแรกที่หุ้น OKJ เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด จะซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ก่อตั้ง 3 ท่าน ได้แก่ นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล นายจิรายุทธ ภูวพูนผล และ นายวรเดช สุชัยบุญศิริ บนกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) จำนวนรวม 31.8 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 5.2 เพื่อให้กลุ่ม OR รักษาสัดส่วนการถือหุ้นที่ร้อยละ 20 ภายหลังการ IPO โดยภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO และการซื้อขายหุ้น Big Lot ดังกล่าว กลุ่มผู้ก่อตั้งจะถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 53.9
นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “OKJ”) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายสร้างการเติบโตในฐานะ “King of Organic Salad” ในประเทศไทย โดยพัฒนาสูตรอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย แปลกใหม่ ทานง่าย ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
OKJ มีแผนขยายธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจและสร้างแบรนด์ใหม่ ๆ เพิ่มเติม รวมถึงการศึกษาและคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้าง New S-Curve โดยหลังนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทตั้งเป้าระยะ 5 ปี (2567-2571) ในการขยายสาขาใหม่ทั้ง 3 แบรนด์ แบ่งเป็น
- ขยายสาขาแบรนด์ “โอ้กะจู๋” เป็น 67 สาขา จากปัจจุบันที่มีร้านอาหารที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full-service Restaurant) และร้านอาหารในรูปแบบ Deliver & Kiosk รวมทั้งสิ้น 37 สาขา
- ขยายสาขาแบรนด์ “Ohkajhu Wrap & Roll” ให้ครบ 20 สาขา จากปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 1 สาขา
- ขยายสาขาแบรนด์ “Oh Juice” ให้ครบ 70 สาขา จากปัจจุบันมีทั้งสิ้น 8 สาขา
ส่งผลให้มีสาขารวมทั้งสิ้น 157 สาขาภายในปี 2571 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ รวมทั้งหัวเมืองหลักในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติมคือ
- อาหารเพื่อสุขภาพ (Delivery and Kiosk) เน้น Delivery และ Grab & Go
- การให้บริการแบบ Drive Thru
- การบริการอาหารว่าง (Snack box)
- การสั่งอาหารทางออนไลน์ Food Delivery Platform ต่าง ๆ
- การขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในStrategic location
- วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเครือผ่านร้าน Café Amazon
- วางจำหน่ายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เช่น ผัก สลัดพร้อมทาน ผ่าน Rimping Supermarket ใน จ.เชียงใหม่ และ Gourmet Market ในกรุงเทพฯ
- เพิ่มบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น การจำหน่ายและบริการวางแผนมื้ออาหาร (Meal plan) และการจัดเลี้ยง (Catering)
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OKJ กล่าวเพิ่มว่า เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการทำเกษตรอินทรีย์ บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนากระบวนการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต โดยจะใช้เงินระดมทุนมาลงทุนในระบบและอุปกรณ์ที่ได้ศึกษาและออกแบบไว้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้อีกประมาณร้อยละ 300 จากปริมาณผลผลิตที่ได้ในปัจจุบัน
ควบคู่ไปกับขยายเครือข่ายเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการสรรหาผลผลิต และควบคุมคุณภาพผลผลิตที่ใช้ในร้านอาหารรวมถึงการจำหน่ายภายใต้โครงการโอ้กาดเพื่อสร้างความมั่นใจว่าผักที่ซื้อจากเกษตรกรทั้งหมดจะเป็นผักออร์แกนิคที่ปราศจากสารพิษและสารเคมีตกค้าง
นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างครัวกลางกรุงเทพฯ แห่งใหม่ ในโซนรังสิต จ.ปทุมธานี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเต็มรูปแบบได้ภายในไตรมาส 3/2568 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและเพิ่มสายการผลิตสินค้าใหม่ ๆ
ทั้งนี้ OKJ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ ภายหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดสรรทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ การจ่ายเงินปันผลอาจน้อยกว่าอัตราข้างต้น โดยคำนึงถึงปัจจัยและความเหมาะสมอื่น ๆ