ธ.ก.ส.ตั้งเป้ารับซื้อขายคาร์บอนเครดิต 5 แสนตันภายในปี 71
ธ.ก.ส.ตั้งเป้ารับซื้อขายคาร์บอนเครดิต 5 แสนตันภายในปี 71 หนุนเครือข่ายธนาคารต้นไม้กว่า 6.8 พันแห่งร่วมปลูกป่า สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 1.5 พันล้านบาท ล่าสุดจับมือเครือข่ายธนาคารต้นไม้จังหวัดชุมพร ขับเคลื่อนภารกิจ ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปีค.ศ.2065
#ทันหุ้น นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างปริมาณการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตกว่า 5 แสนตันคาร์บอนภายในปี 2571 โดยธนาคารจะร่วมมือกับชุมชนธนาคารต้นไม้อีกกว่า 6.8 พันแห่งทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการปลูกป่าเพิ่มขึ้นอีกราว 1.08 แสนตันต่อปี
ทั้งนี้ ในปี 2567 ตั้งเป้ารับซื้อขายจำนวน 2.58 พันตันคาร์บอน ปี 2568 จำนวน 4.37 หมื่นตันคาร์บอน ปี 2569 จำนวน 6.88 หมื่นตันคาร์บอน ปี 2570 จำนวน 1.88 แสนตันคาร์บอน และปี 2571 จำนวน 2.07 แสนตันคาร์บอน
เขากล่าวว่า ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกป่าตามพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” และยกระดับไปสู่โครงการธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่าจนปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการกว่า 6.8 พันชุมชน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนกว่า 12.4 ล้านต้น มีสมาชิกกว่า 1.24 แสนคน มูลค่าต้นไม้ในโครงการกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ทำให้สมาชิกในชุมชนมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้/ป่าไม้ ปีละ 116 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี ค.ศ. 2065 ธ.ก.ส. ได้จัดตั้งโครงการ BAAC Carbon Credit ขับเคลื่อนการซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งมีการซื้อ-ขายครั้งแรกไปแล้วที่ชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และบ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 ตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. รับซื้อในราคากึ่ง CSR ตันละ 3,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 1.2 ล้านบาท
ล่าสุด ธ.ก.ส. ได้ร่วมมือกับเครือข่ายชุมชนธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นต้นกำเนิดธนาคารต้นไม้แห่งแรกในประเทศไทย จำนวน 8 เครือข่าย ได้แก่ ธนาคารต้นไม้บ้านประสานมิตร ธนาคารต้นไม้บ้านดอนไทรงาม ธนาคารต้นไม้บ้านพะงุ้น ธนาคารต้นไม้บ้านบางฝนตก ธนาคารต้นไม้บ้านวังช้าง ธนาคารต้นไม้บ้านคลองโซน ธนาคารต้นไม้บ้านรุ่งเรืองและธนาคารต้นไม้บ้านปากแดง มาร่วมขับเคลื่อนภารกิจการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ผ่านโครงการ BAAC Carbon Credit โดยสนับสนุนให้เกษตรกรในชุมชนหันมาปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวและขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER ด้วยการตรวจนับจำนวนต้นไม้ บันทึกข้อมูลและคำนวณการกักเก็บคาร์บอนและผ่านการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body: VVB)
เมื่อได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ธนาคารต้นไม้จะสามารถนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าวไปจำหน่ายให้กับภาคธุรกิจต่อไป โดยมีหลักการคิดคำนวณดังนี้ ต้นไม้ 1ต้น ช่วยสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ซึ่งพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนราคาซื้อ-ขายแบบกึ่ง CSR ราคา 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อสร้างกำลังใจให้กับชุมชนในการดูแลและปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังได้วางแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนเครดิตให้ชุมชนด้วยหลักการ Care Share and Fair โดยคิดคำนวณรายได้ : ค่าใช้จ่ายในอัตรา 70 : 30 โดย ธ.ก.ส. จะออกค่าดำเนินงานให้กับชุมชนไปก่อน เช่น ค่าตรวจสอบความใช้ได้ของโครงการ และค่าทวนสอบปริมาณคาร์บอนเครดิตโดยผู้ประเมินภายนอก และเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 30% ของมูลค่าการขาย เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนที่ 70% ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800บาทต่อไร่ต่อปี
เขากล่าวด้วยว่า ธ.ก.ส.ยังพร้อมส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การเพาะกล้าไม้เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ การทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การลดการเผาตอซังข้าว อ้อยและข้าวโพดเพื่อลด PM 2.5การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลน การนำผลิตผลจากต้นไม้มาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การนำวัตถุดิบจากไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตน้ำส้มควันไม้ ปลูกสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น
“ธ.ก.ส. ขอเชิญเกษตรกรและชุมชนธนาคารต้นไม้มาร่วมเปลี่ยนอากาศให้เป็นเงินกับโครงการ BAAC Carbon Credit และเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจในการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่นอกจากจะตอบโจทย์เป้าหมายภาคธุรกิจแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนรายได้และให้กำลังใจชุมชนในการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงร่วมสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศชาติอีกด้วย”
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ที่นี่
FACEBOOK คลิก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
YOUTUBE คลิก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA
Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_
LINE@ คลิก https://lin.ee/uFms4n5
TELEGRAM คลิก https://t.me/thunhoon_news
Twitter คลิก https://twitter.com/thunhoon1