โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET : ริดสีดวงที่ดวงตา

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 25 ก.ย 2567 เวลา 17.54 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2567 เวลา 10.54 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

ริดสีดวงที่ดวงตา เกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายแค่ไหน และควรป้องกันอย่างไร

🎯 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์วุฒิคุณ นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

โรคริดสีดวงดวงตา ทางการแพทย์เรียกว่า (Trachoma) คือโรคตาอักเสบเรื้อรัง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ในประเทศไทย โรคริดสีดวงตาเคยระบาดใหญ่ ปี พ.ศ. 2500 ทำให้เด็กยุคนั้นสูญเสียการมองเห็นมาจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากไปอยู่ระยะสุดท้ายของโรคที่เรียกว่า “ริดสีดวงตา”

ปัจจุบัน โรคริดสีดวงตาพบได้น้อยมากในประเทศไทย

โรคริดสีดวงตา เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคริดสีดวงตา (Trachoma) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า คลามีเดียทราโคมาทิส (Chlamydia trachomatis)

ในสมัยก่อน สุขอนามัยไม่ค่อยดี การไม่รักษาความสะอาด ใช้มือไปจับดวงตาบ่อย ๆ หรือคนที่ติดเชื้อมีการนำเสื้อผ้าผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัวที่มีการปนเปื้อนของเชื้อคลามีเดียไปซักล้างในแหล่งน้ำของชุมชน ทำให้เกิดการกระจายของเชื้อได้

หลังจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียคลามีเดียทราโคมาทิสก็จะเกิดการอักเสบต่อเนื่อง แบ่งระยะตามองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1. มีตุ่มที่เยื่อบุตา (ใต้หนังตาบน)

ระยะที่ 2. เยื่อบุตาทั่ว ๆ ไป แดง อักเสบ

ระยะที่ 3. มีแผลเป็นที่เยื่อบุตา (ใต้หนังตาบน)

ระยะที่ 4. มีขนตาเกเข้า คือเกเข้าตาไปครูดเยื่อบุตาและกระจกตา (Trichiasis)

ระยะที่ 5. มีฝ้าขาวที่ตาดำ

ทั้งระยะที่ 4. และ 5. สามารถทำให้ตาบอดได้ ต้องรักษาโดยวิธีการผ่าตัด

การรักษาริดสีดวงตา

การรักษาโรคริดสีดวงตาขึ้นกับระยะที่เป็น

ถ้ามีเยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง เคืองตา มีขี้ตา จักษุแพทย์จะนำขี้ตาไปตรวจหาเชื้อ ถ้าพบว่าเป็นเชื้อคลามีเดีย ก็รักษาด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อหยอดตา

กรณีไปพบจักษุแพทย์ค่อนข้างช้าและเกิดผลกระทบตามมาแล้ว มีการหลุดลอกของผิวเยื่อบุตาดำ เยื่อบุตาขาว รวมทั้งเปลือกตาด้านใน ทำให้เป็นพังผืด หรือติดกันของบริเวณผิวดวงตา การรักษาจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดช่วยให้ผิวกระจกตา ผิวเยื่อบุตาขาว ผิวเปลือกตาด้านในกลับมาเหมือนคนปกติ ถือว่าเป็นการรักษาที่ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะคนที่เป็นมานานหลายสิบปีโอกาสที่จะทำให้กลับมามองเห็นเหมือนคนปกติค่อนข้างยาก แต่ก็อยู่ในวิสัยที่จะไปตรวจและจักษุแพทย์สามารถทำการรักษาได้ด้วยการผ่าตัดทำให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้

ริดสีดวงตา มีสาเหตุการเกิดเหมือนกับริดสีดวงอวัยวะอื่น หรือไม่ ?

ร่างกายของคนเรามี “ริดสีดวง” 3 แห่ง เรียกแตกต่างกัน ได้แก่

1. ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คือ อาการที่หลอดเลือดบริเวณทวารหนักและลำไส้ตรงส่วนล่างจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมือนหลอดเลือดขอด เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพ

2. ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyps) คือติ่งเนื้อ หรือก้อนในจมูกที่ไม่เป็นมะเร็ง แม้ว่าติ่งเนื้อในจมูกนี้จะไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด แต่ถ้าหากมีขนาดใหญ่หรือมีอยู่ด้วยกันหลายก้อนอาจขัดขวางทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก หรือคัดจมูก

3. ริดสีดวงตา (Trachoma) คือโรคตาอักเสบเรื้อรัง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักพบในพื้นที่ที่มีแมลงชุกชุม ฝุ่นมาก โรคริดสีดวงตาสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรง หรืออาจติดจากการใช้ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกัน หรือการว่ายน้ำในแหล่งน้ำเดียวกันก็ได้

ถึงแม้จะใช้คำว่า “ริดสีดวง” แต่เป็นคนละโรคกัน เกิดจากสาเหตุที่ต่างกัน รวมถึงการรักษาก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงด้วย

ในคนที่มีเยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง มีขี้ตามาก แต่มีความกังวลว่าติดเชื้อคลามีเดียเป็นริดสีดวงตาหรือไม่ แนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์เพื่อนำขี้ตาตรวจหาเชื้อ ก็จะสามารถบอกได้ว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไป หรือติดเชื้อคลามีเดียที่ทำให้เป็นริดสีดวงตาได้

ปัจจุบันถือว่าค่อนข้างโชคดี เพราะสุขอนามัยของคนไทยดีขึ้น สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลเรื่องความสะอาดมากขึ้น การแพร่ระบาดของเชื้อคลามีเดียต้นเหตุของโรคริดสีดวงตาก็ไม่ปรากฏเป็นเวลานานแล้ว

รักษาสุขภาพของดวงตาให้ปลอดภัยจากโรคต่าง ๆ จะช่วยให้การมองเห็นดีและใช้ดวงตาไปได้อีกยาวนาน

สัมภาษณ์โดย พีรพล อนุตรโสตถิ์

เรียบเรียงโดย คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET : ริดสีดวงที่ดวงตา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...