โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินทุนต่างชาติพลิกไหลเข้า จับสัญญาณหุ้นไทย “ขาขึ้น”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ย 2567 เวลา 05.40 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2567 เวลา 00.44 น.

จับสัญญาณเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับ “บิ๊กตลาดทุน” มั่นใจถึงจุดเปลี่ยนสู่ “ขาขึ้น” โบรกฯประเมินสิ้นปีดัชนี 1,400-1,450 จุด “บล.เอเซีย พลัส” มองปัจจัยบวกครึ่งปีหลังเพียบ “จีดีพีฟื้น-ฟันด์โฟลว์พลิกกลับ-กำไร บจ.เติบโต-การเมืองคลี่คลายไม่สุญญากาศ” เผย 2 เดือนเงินทุนไหลเข้าตราสารหนี้-หุ้นไทยรวม 7.2 หมื่นล้าน ตลาดหลักทรัพย์ฯดีเดย์ 2 ก.ย.บังคับใช้ 3 มาตรการกำกับเชื่อมั่นฟื้นต่อเนื่อง “บล.กสิกรไทย” เผย 2 สัปดาห์ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยแล้ว 1 หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากประเทศไทยได้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ชื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” เมื่อ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าหลังจากนั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมายืนเหนือ 1,300 จุดได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากทิศทางเฟด ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลและหน่วยงานตลาดทุนก็พยายามดำเนินมาตรการเรียกความเชื่อมั่นหลาย ๆ มาตรการ

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้จัดงาน Thailand Focus 2024 ภายใต้หัวข้อ “Adapting to a Changing World” เพื่อให้เป็นเวทีสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพการลงทุนในไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก และเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 2 กันยายนนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะประกาศเพิ่มอีก 3 มาตรการ ได้แก่ การกำหนดกรอบราคาซื้อขายหลักทรัพย์ (Dynamic Price Band) การซื้อขายด้วยวิธีจับคู่ซื้อขายในคราวเดียว (Auction) และการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่คำสั่งซื้อขายต้องคงอยู่ในระบบซื้อขาย (Minimum Resting Time)

สัญญาณหุ้นไทย “ขาขึ้น”

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยรอบนี้ จะเป็นครั้งที่ความไม่แน่นอนในประเทศน้อยที่สุด เห็นได้จากความชัดเจนทั้งเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น ทิศทางความมั่นคงทางการเมืองมีความแน่นอนขึ้น ภาคท่องเที่ยวโตต่อเนื่อง และที่สำคัญ กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโตขึ้นชัดเจน

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในจุดเปลี่ยน (Turning Point) ที่สำคัญของทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีมาตรการกำกับดูแลตลาดหุ้นที่จะทำให้มีความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนมีมากขึ้น ประกอบกับผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เติบโตดีขึ้นชัดเจน และครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งจะมีความต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมไปถึงปัจจุบันอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ไม่สูง จะหนุนให้ตลาดหุ้นยิ่งมีความคึกคัก ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับที่รัฐบาลให้นโยบายภาษีผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG)

“สถานการณ์ฟันด์โฟลว์เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาแล้วในตลาดตราสารหนี้ไทย และคาดว่าหลังจากงาน Thailand Focus 2024 น่าจะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น รวมทั้งทิศทางเฟดลดดอกเบี้ย จะมีผลต่อเม็ดเงินลงทุนโยกเข้ามาในตลาดประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงประเทศไทย”

9 วันต่างชาติซื้อสุทธิหมื่นล้าน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯพบว่า ภาพการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) นับจากต้นปี 2567 จนถึงราคาปิดวันที่ 29 ส.ค. 2567 ดัชนีปรับตัวลดลง 75.97 จุด จากระดับ 1,433.38 จุด มาอยู่ที่ 1,357.41 จุด อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 วันทำการ (ตั้งแต่วันที่ 16-29 ส.ค. 2567) ดัชนีบวกติดต่อกันถึง 7 วัน (ช่วง 16-26 ส.ค. 2567) รวม 76.38 จุด

ขณะที่ทิศทางเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) นับจากต้นปี 2567 จนถึงวันที่ 29 ส.ค. 2567 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 120,488.58 ล้านบาท แต่หากนับตั้งแต่วันที่ 16-29 ส.ค. 2567 พบว่า ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าถึง 9 วัน มีมูลค่าการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติรวม 10,698.96 ล้านบาท

ส่องปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย

ด้านนายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงครึ่งปีแรก 2567 ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากประเด็นทางการเมืองค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันสามารถปลดล็อกได้ ประกอบกับรอยต่อสุญญากาศทางการเมืองที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็หายไป ทำให้งบประมาณปี 2567 ยังเดินหน้าและงบประมาณปี 2568 อาจจะไม่ได้ถูกเลื่อน ทำให้นโยบายภาครัฐน่าจะเดินไปได้ตามปกติ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ครึ่งปีแรกโตได้ต่ำแค่ 1.9% แต่ครึ่งปีหลังคาดว่า GDP จะโตได้ดีขึ้น โดยไตรมาส 3 คาดจะโตได้ 2.7% และไตรมาส 4 โต 4%

“มาตรการเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ที่จะปรับมาจ่ายให้กับกลุ่มเปราะบางก่อน ภายในเดือน ก.ย.นี้ และส่วนที่เหลือจะจ่ายในไตรมาส 4 จะท็อปอัพ ทำให้ GDP ครึ่งปีหลัง จะโตดีกว่าครึ่งปีแรก โดยทั้งปีน่าจะโตได้ 2.7%”

นอกจากนี้ 3 มาตรการกำกับตลาดหุ้น ที่จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.นี้ เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้นด้วย

เงินทุนต่างชาติพลิกไหลเข้า

นายภราดรกล่าวว่า ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลกลับเข้ามาหนาแน่นขึ้น นับจากเดือน ก.ค. จนถึง 28 ส.ค. 2567 นักลงทุนต่างชาติซื้อตราสารหนี้ไทย 4.7 หมื่นล้านบาท และซื้อหุ้นไทยกับ NVDR รวมกัน 2.5 หมื่นล้านบาท (แยกบิ๊กลอต SCCC ออก) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกมาก จากช่วงครึ่งปีแรกที่ต่างชาติเทขายหนัก โดยเป็นการเทขายตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นล้านบาท และขายหุ้นไทย 1.29 แสนล้านบาท

“ถือเป็นการพลิกจากหลังมือมาเป็นหน้ามือ แล้วยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยเร็ว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยช้า จะทำให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น”

โดยปัจจุบันมูลค่าหุ้นไทยถือว่าถูก P/E ตลาดระดับกว่า 14 เท่า ซึ่งปกติจะซื้อขายอยู่ที่ 17-18 เท่า และส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนตราสารหนี้กับตลาดหุ้น (Market Earning Yield Gap) ตอนนี้ก็อยู่ 4.3% ถือว่าค่อนข้างที่จะสูง จากปกติ 3.8%

“มีโอกาสที่จะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามากขึ้น และตอนนี้ MEYG สูงกว่าประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียด้วย ดังนั้น เม็ดเงินที่นักลงทุนต่างชาติจะซื้อกลุ่ม TIP (ไทย, อินโfนีเซีย และฟิลิปินส์) ก็น่าจะเอนเอียงเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้นด้วย มองหุ้นใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง และหุ้นที่กำไรครึ่งปีหลังเติบโตเด่น น่าจะเป็นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์”

ฟันธงครึ่งปีหลัง บจ.กำไรพุ่ง

นายภราดรกล่าวว่า แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คาดว่าจะเติบโตดีขึ้นมาก จากครึ่งปีแรก 2567 ที่อยู่ที่ 5.19 แสนล้านบาท (เติบโต 9.7% ต่อปี) โดยคาดว่ากำไร บจ. ครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ 5.9 แสนล้านบาท เติบโต 27% ต่อปี และโต 11% เมื่อเทียบจากครึ่งปีแรก จากแรงขับเคลื่อนทั้งการบริโภคที่มีมาตรการแจกเงินดิจิทัล การลงทุนภาครัฐ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงนำเข้า-ส่งออกที่เติบโตดี เชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ จากความเชื่อมั่นที่กลับมา

“ครึ่งปีหลังมีความโชคดีตรงที่กำไรในไตรมาส 4 ปี 2566 ดรอปลงมาก จากผลพวงเศรษฐกิจและหลาย บจ. มีการขาดทุนรายการพิเศษ ทำให้กำไรเหลือแค่ 4.6 แสนล้านบาท ซึ่งจะหนุนให้กำไร บจ. ปีนี้โตได้ดี และโตแบบกระจายได้หลายเซ็กเตอร์”

ตั้ง ครม.เร็ว นโยบายไม่สะดุด

นายภราดรกล่าวว่า สำหรับความเชื่อมั่นของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็ไม่เปลี่ยนแปลงจนนำไปสู่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่า ครม.ชุดใหม่ ที่มาปิดสุญญากาศกับนโยบายเดิมให้ขับเคลื่อนไปได้อยู่ จากที่นักลงทุนเคยคิดว่าจะขับเคลื่อนไม่ได้ ยังมีโอกาสขับเคลื่อนไปได้ เห็นได้จากฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจากที่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเวลารวดเร็ว ส่วนหน้าตา ครม. ต้องดูกันอีกที ที่มาจากพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก และการขับเคลื่อนยังเดินหน้าได้ดี

“ความเสี่ยงยังอยู่ในเรื่องเดิมที่นักลงทุนต่างชาติไม่ชอบ คือ ความผันผวนทางการเมือง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องนิติสงครามต่าง ๆ ก็อาจจะทำให้ฟันด์โฟลว์ที่เคยไหลเข้าสะดุดได้”

ลุ้น กนง.ลดดอกเบี้ยหนุนดัชนี

นายภราดรกล่าวว่า บล.เอเซีย พลัส ยังคงให้มุมมองดัชนี SET ช่วงสิ้นปีนี้ที่บริเวณ 1,450 จุด แต่ถ้าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยทุก ๆ 0.25% จะทำให้ดัชนีเป้าหมายปรับเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 60 จุด ซึ่งปีนี้คาดการณ์ว่า กนง.น่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ช่วงเดือน ธ.ค. 2567

“จากสัญญาณค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว ธปท.น่าจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน และผู้ว่าการ ธปท.ให้สัมภาษณ์ล่าสุด มีโทนอ่อนลง ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 1 ปี ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย แสดงให้เห็นว่านักลงทุนคาดหวังว่า กนง.มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งปีนี้”

กสิกรฯคาด SET สิ้นปี 1,440 จุด

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวกับ ็ประชาชาติธุรกิจิ ว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้มีโอกาสปรับย่อเพื่อไปต่อ โดยประเมินกรอบสิ้นปีที่ 1,440 จุด โดยหลักเกิดจากเฟดส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยปีนี้ 3-4 ครั้ง ที่ค่อนข้างชัดเจน ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่ม Value Play ที่มีราคาถูกกว่า Growth Stock เกือบ 10 เท่า จะเป็นที่พักฐานในระยะสั้น นอกจากนี้ ตลาดจับตาการเลือกตั้งสหรัฐ

“ตลาดเอเชียใต้ส่วนใหญ่เป็น Value Play อาจจะเป็นที่พักเงินได้ในระยะสั้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นฟันด์โฟลว์กลับมาซื้อหุ้นไทย ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการซื้อพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ จึงประเมินในช่วงที่เหลือของปี โฟลว์ต่างประเทศน่าจะเอื้อ Value Stock มากกว่า Growth Stock”

นายสรพลกล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 คงไม่เลื่อนเหมือนปี 2567 จึงทำให้สามารถเบิกจ่ายตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 เป็นไปอย่างราบรื่น

ฟื้นความเชื่อมั่นต้องทำต่อเนื่อง

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะมีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาจากที่เฟดลดดอกเบี้ย และทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าเงินฝั่ง Emerging Market แข็งค่าขึ้น และมีเม็ดเงินบางส่วนที่ไหลเข้ามาลงทุนที่ตลาดหุ้นไทย

ขณะที่ 3 มาตรการตลาดทุน ที่จะบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.นี้ อาจจะไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายที่จะทำให้ตลาดเรียกความเชื่อมั่น แต่เป็นเรื่องของกระบวนการ ซึ่งหากตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการอย่างต่อเนื่อง และเป็นมาตรการที่รับฟังเสียงจากนักลงทุน ก็เชื่อว่าจะค่อย ๆ เรียกความเชื่อมั่นได้

กองทุนวายุภักษ์ กองหนุนหุ้นไทย

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ได้วางบทบาทของตลาดทุนไทยในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น 2.การเพิ่มขีดความสามารถของตลาดทุนไทย และ 3.การส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นตลาดทุนสำหรับทุกคน

ขณะที่การฟื้นคืนกองทุนวายุภักษ์ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ และยังสามารถสนับสนุนการพัฒนาตลาดหุ้นไทย

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯยังได้เสนอเครื่องมือที่ดีขึ้นสำหรับให้ผู้ลงทุนประเมินบริษัทจดทะเบียนได้ และยังร่วมมือกับ FTSE RUSSELL เข้าประเมิน ESG บริษัทจดทะเบียนไทย รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ESG ใหม่ และการสนับสนุนธุรกิจครอบครัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินทุนต่างชาติพลิกไหลเข้า จับสัญญาณหุ้นไทย “ขาขึ้น”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...