เงินทุนต่างชาติพลิกไหลเข้า จับสัญญาณหุ้นไทย “ขาขึ้น”
จับสัญญาณเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับ “บิ๊กตลาดทุน” มั่นใจถึงจุดเปลี่ยนสู่ “ขาขึ้น” โบรกฯประเมินสิ้นปีดัชนี 1,400-1,450 จุด “บล.เอเซีย พลัส” มองปัจจัยบวกครึ่งปีหลังเพียบ “จีดีพีฟื้น-ฟันด์โฟลว์พลิกกลับ-กำไร บจ.เติบโต-การเมืองคลี่คลายไม่สุญญากาศ” เผย 2 เดือนเงินทุนไหลเข้าตราสารหนี้-หุ้นไทยรวม 7.2 หมื่นล้าน ตลาดหลักทรัพย์ฯดีเดย์ 2 ก.ย.บังคับใช้ 3 มาตรการกำกับเชื่อมั่นฟื้นต่อเนื่อง “บล.กสิกรไทย” เผย 2 สัปดาห์ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยแล้ว 1 หมื่นล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากประเทศไทยได้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ชื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” เมื่อ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าหลังจากนั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมายืนเหนือ 1,300 จุดได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากทิศทางเฟด ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลและหน่วยงานตลาดทุนก็พยายามดำเนินมาตรการเรียกความเชื่อมั่นหลาย ๆ มาตรการ
โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้จัดงาน Thailand Focus 2024 ภายใต้หัวข้อ “Adapting to a Changing World” เพื่อให้เป็นเวทีสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพการลงทุนในไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก และเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 2 กันยายนนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะประกาศเพิ่มอีก 3 มาตรการ ได้แก่ การกำหนดกรอบราคาซื้อขายหลักทรัพย์ (Dynamic Price Band) การซื้อขายด้วยวิธีจับคู่ซื้อขายในคราวเดียว (Auction) และการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่คำสั่งซื้อขายต้องคงอยู่ในระบบซื้อขาย (Minimum Resting Time)
สัญญาณหุ้นไทย “ขาขึ้น”
ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยรอบนี้ จะเป็นครั้งที่ความไม่แน่นอนในประเทศน้อยที่สุด เห็นได้จากความชัดเจนทั้งเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น ทิศทางความมั่นคงทางการเมืองมีความแน่นอนขึ้น ภาคท่องเที่ยวโตต่อเนื่อง และที่สำคัญ กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโตขึ้นชัดเจน
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในจุดเปลี่ยน (Turning Point) ที่สำคัญของทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีมาตรการกำกับดูแลตลาดหุ้นที่จะทำให้มีความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนมีมากขึ้น ประกอบกับผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เติบโตดีขึ้นชัดเจน และครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งจะมีความต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมไปถึงปัจจุบันอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ไม่สูง จะหนุนให้ตลาดหุ้นยิ่งมีความคึกคัก ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับที่รัฐบาลให้นโยบายภาษีผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG)
“สถานการณ์ฟันด์โฟลว์เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาแล้วในตลาดตราสารหนี้ไทย และคาดว่าหลังจากงาน Thailand Focus 2024 น่าจะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น รวมทั้งทิศทางเฟดลดดอกเบี้ย จะมีผลต่อเม็ดเงินลงทุนโยกเข้ามาในตลาดประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงประเทศไทย”
9 วันต่างชาติซื้อสุทธิหมื่นล้าน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯพบว่า ภาพการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) นับจากต้นปี 2567 จนถึงราคาปิดวันที่ 29 ส.ค. 2567 ดัชนีปรับตัวลดลง 75.97 จุด จากระดับ 1,433.38 จุด มาอยู่ที่ 1,357.41 จุด อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 วันทำการ (ตั้งแต่วันที่ 16-29 ส.ค. 2567) ดัชนีบวกติดต่อกันถึง 7 วัน (ช่วง 16-26 ส.ค. 2567) รวม 76.38 จุด
ขณะที่ทิศทางเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) นับจากต้นปี 2567 จนถึงวันที่ 29 ส.ค. 2567 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 120,488.58 ล้านบาท แต่หากนับตั้งแต่วันที่ 16-29 ส.ค. 2567 พบว่า ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าถึง 9 วัน มีมูลค่าการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติรวม 10,698.96 ล้านบาท
ส่องปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย
ด้านนายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงครึ่งปีแรก 2567 ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากประเด็นทางการเมืองค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันสามารถปลดล็อกได้ ประกอบกับรอยต่อสุญญากาศทางการเมืองที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็หายไป ทำให้งบประมาณปี 2567 ยังเดินหน้าและงบประมาณปี 2568 อาจจะไม่ได้ถูกเลื่อน ทำให้นโยบายภาครัฐน่าจะเดินไปได้ตามปกติ
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ครึ่งปีแรกโตได้ต่ำแค่ 1.9% แต่ครึ่งปีหลังคาดว่า GDP จะโตได้ดีขึ้น โดยไตรมาส 3 คาดจะโตได้ 2.7% และไตรมาส 4 โต 4%
“มาตรการเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ที่จะปรับมาจ่ายให้กับกลุ่มเปราะบางก่อน ภายในเดือน ก.ย.นี้ และส่วนที่เหลือจะจ่ายในไตรมาส 4 จะท็อปอัพ ทำให้ GDP ครึ่งปีหลัง จะโตดีกว่าครึ่งปีแรก โดยทั้งปีน่าจะโตได้ 2.7%”
นอกจากนี้ 3 มาตรการกำกับตลาดหุ้น ที่จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.นี้ เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้นด้วย
เงินทุนต่างชาติพลิกไหลเข้า
นายภราดรกล่าวว่า ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลกลับเข้ามาหนาแน่นขึ้น นับจากเดือน ก.ค. จนถึง 28 ส.ค. 2567 นักลงทุนต่างชาติซื้อตราสารหนี้ไทย 4.7 หมื่นล้านบาท และซื้อหุ้นไทยกับ NVDR รวมกัน 2.5 หมื่นล้านบาท (แยกบิ๊กลอต SCCC ออก) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกมาก จากช่วงครึ่งปีแรกที่ต่างชาติเทขายหนัก โดยเป็นการเทขายตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นล้านบาท และขายหุ้นไทย 1.29 แสนล้านบาท
“ถือเป็นการพลิกจากหลังมือมาเป็นหน้ามือ แล้วยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยเร็ว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยช้า จะทำให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น”
โดยปัจจุบันมูลค่าหุ้นไทยถือว่าถูก P/E ตลาดระดับกว่า 14 เท่า ซึ่งปกติจะซื้อขายอยู่ที่ 17-18 เท่า และส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนตราสารหนี้กับตลาดหุ้น (Market Earning Yield Gap) ตอนนี้ก็อยู่ 4.3% ถือว่าค่อนข้างที่จะสูง จากปกติ 3.8%
“มีโอกาสที่จะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามากขึ้น และตอนนี้ MEYG สูงกว่าประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียด้วย ดังนั้น เม็ดเงินที่นักลงทุนต่างชาติจะซื้อกลุ่ม TIP (ไทย, อินโfนีเซีย และฟิลิปินส์) ก็น่าจะเอนเอียงเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้นด้วย มองหุ้นใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง และหุ้นที่กำไรครึ่งปีหลังเติบโตเด่น น่าจะเป็นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์”
ฟันธงครึ่งปีหลัง บจ.กำไรพุ่ง
นายภราดรกล่าวว่า แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คาดว่าจะเติบโตดีขึ้นมาก จากครึ่งปีแรก 2567 ที่อยู่ที่ 5.19 แสนล้านบาท (เติบโต 9.7% ต่อปี) โดยคาดว่ากำไร บจ. ครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ 5.9 แสนล้านบาท เติบโต 27% ต่อปี และโต 11% เมื่อเทียบจากครึ่งปีแรก จากแรงขับเคลื่อนทั้งการบริโภคที่มีมาตรการแจกเงินดิจิทัล การลงทุนภาครัฐ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงนำเข้า-ส่งออกที่เติบโตดี เชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ จากความเชื่อมั่นที่กลับมา
“ครึ่งปีหลังมีความโชคดีตรงที่กำไรในไตรมาส 4 ปี 2566 ดรอปลงมาก จากผลพวงเศรษฐกิจและหลาย บจ. มีการขาดทุนรายการพิเศษ ทำให้กำไรเหลือแค่ 4.6 แสนล้านบาท ซึ่งจะหนุนให้กำไร บจ. ปีนี้โตได้ดี และโตแบบกระจายได้หลายเซ็กเตอร์”
ตั้ง ครม.เร็ว นโยบายไม่สะดุด
นายภราดรกล่าวว่า สำหรับความเชื่อมั่นของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็ไม่เปลี่ยนแปลงจนนำไปสู่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่า ครม.ชุดใหม่ ที่มาปิดสุญญากาศกับนโยบายเดิมให้ขับเคลื่อนไปได้อยู่ จากที่นักลงทุนเคยคิดว่าจะขับเคลื่อนไม่ได้ ยังมีโอกาสขับเคลื่อนไปได้ เห็นได้จากฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจากที่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเวลารวดเร็ว ส่วนหน้าตา ครม. ต้องดูกันอีกที ที่มาจากพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก และการขับเคลื่อนยังเดินหน้าได้ดี
“ความเสี่ยงยังอยู่ในเรื่องเดิมที่นักลงทุนต่างชาติไม่ชอบ คือ ความผันผวนทางการเมือง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องนิติสงครามต่าง ๆ ก็อาจจะทำให้ฟันด์โฟลว์ที่เคยไหลเข้าสะดุดได้”
ลุ้น กนง.ลดดอกเบี้ยหนุนดัชนี
นายภราดรกล่าวว่า บล.เอเซีย พลัส ยังคงให้มุมมองดัชนี SET ช่วงสิ้นปีนี้ที่บริเวณ 1,450 จุด แต่ถ้าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยทุก ๆ 0.25% จะทำให้ดัชนีเป้าหมายปรับเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 60 จุด ซึ่งปีนี้คาดการณ์ว่า กนง.น่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ช่วงเดือน ธ.ค. 2567
“จากสัญญาณค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว ธปท.น่าจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน และผู้ว่าการ ธปท.ให้สัมภาษณ์ล่าสุด มีโทนอ่อนลง ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 1 ปี ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย แสดงให้เห็นว่านักลงทุนคาดหวังว่า กนง.มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งปีนี้”
กสิกรฯคาด SET สิ้นปี 1,440 จุด
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวกับ ็ประชาชาติธุรกิจิ ว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้มีโอกาสปรับย่อเพื่อไปต่อ โดยประเมินกรอบสิ้นปีที่ 1,440 จุด โดยหลักเกิดจากเฟดส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยปีนี้ 3-4 ครั้ง ที่ค่อนข้างชัดเจน ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่ม Value Play ที่มีราคาถูกกว่า Growth Stock เกือบ 10 เท่า จะเป็นที่พักฐานในระยะสั้น นอกจากนี้ ตลาดจับตาการเลือกตั้งสหรัฐ
“ตลาดเอเชียใต้ส่วนใหญ่เป็น Value Play อาจจะเป็นที่พักเงินได้ในระยะสั้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นฟันด์โฟลว์กลับมาซื้อหุ้นไทย ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการซื้อพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ จึงประเมินในช่วงที่เหลือของปี โฟลว์ต่างประเทศน่าจะเอื้อ Value Stock มากกว่า Growth Stock”
นายสรพลกล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 คงไม่เลื่อนเหมือนปี 2567 จึงทำให้สามารถเบิกจ่ายตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 เป็นไปอย่างราบรื่น
ฟื้นความเชื่อมั่นต้องทำต่อเนื่อง
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะมีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาจากที่เฟดลดดอกเบี้ย และทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าเงินฝั่ง Emerging Market แข็งค่าขึ้น และมีเม็ดเงินบางส่วนที่ไหลเข้ามาลงทุนที่ตลาดหุ้นไทย
ขณะที่ 3 มาตรการตลาดทุน ที่จะบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.นี้ อาจจะไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายที่จะทำให้ตลาดเรียกความเชื่อมั่น แต่เป็นเรื่องของกระบวนการ ซึ่งหากตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการอย่างต่อเนื่อง และเป็นมาตรการที่รับฟังเสียงจากนักลงทุน ก็เชื่อว่าจะค่อย ๆ เรียกความเชื่อมั่นได้
กองทุนวายุภักษ์ กองหนุนหุ้นไทย
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ได้วางบทบาทของตลาดทุนไทยในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น 2.การเพิ่มขีดความสามารถของตลาดทุนไทย และ 3.การส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นตลาดทุนสำหรับทุกคน
ขณะที่การฟื้นคืนกองทุนวายุภักษ์ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ และยังสามารถสนับสนุนการพัฒนาตลาดหุ้นไทย
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯยังได้เสนอเครื่องมือที่ดีขึ้นสำหรับให้ผู้ลงทุนประเมินบริษัทจดทะเบียนได้ และยังร่วมมือกับ FTSE RUSSELL เข้าประเมิน ESG บริษัทจดทะเบียนไทย รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ESG ใหม่ และการสนับสนุนธุรกิจครอบครัว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินทุนต่างชาติพลิกไหลเข้า จับสัญญาณหุ้นไทย “ขาขึ้น”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net