หุ้น PDD Holdings บริษัทแม่ Temu ร่วงหนัก 29% ฉุดมูลค่าตลาดลดลง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์
"หุ้น PDD Holdings" บริษัทแม่ Temu ร่วงหนัก 29% ฉุดมูลค่าตลาดลดลง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์
วันที่ 27 สิงหาคม 2567 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า พีดีดี โฮลดิงส์ (PDD Holdings) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซเทมู (Temu) ร่วงลงอย่างหนักเมื่อวานนี้ โดยหุ้นร่วงกว่า 29% ถือเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดลดลง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่คู่แข่งอย่าง Alibaba Group Holding Ltd. และ JD.com Inc. ร่วงลงเช่นเดียว โดยร่วงลงประมาณ 5%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัท PDD Holdings รายงานรายได้ที่ต่ำกว่าประมาณการ ท่ามกลางการบริโภคของจีนที่ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้า
Chen Lei ซีอีโอ PDD Holdings เปิดเผยกับนักวิเคราะห์ในการประชุมทางโทรศัพท์หลังจากการเปิดเผยผลประกอบการ โดยกล่าวมากกว่า 8 ครั้งถึงรายได้และกำไรจะต้องลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว
“เรากำลังเห็นความท้าทายใหม่ๆ มากมายที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมระดับโลก”
นอกจากนี้ซีอีโอกล่าวอีกว่า “ผู้บริโภคกำลังตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพและมูลค่า เพื่อตอบสนองต่อเรื่องนี้ บริษัทจึงได้ร่วมมือกับแบรนด์และผู้ผลิตที่มีคุณภาพสูงเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายเหล่านี้”
แต่อย่างไรก็ตามซีอีโอและทีมงานแสดงความมั่นใจในการบริโภคของจีนในระยะยาว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจีนในการสร้างสมดุลใหม่ให้กับเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก
ทั้งนี้ สัญญาณเตือนจาก PDD ทำให้บรรดานักลงทุนตกตะลึง เพราะบริษัทแห่งนี้เคยถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลักจากการปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของผู้บริโภคชาวจีนมานานแล้ว โดยกลยุทธ์การกำหนดราคาต่ำสำหรับ Pinduoduo ในประเทศและ Temu ในต่างประเทศนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดผู้ซื้อที่ใส่ใจเรื่องต้นทุนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจจีนยังคงไม่สดใส ในสัปดาห์นี้ Din Tai Fung เครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารยอดนิยมทั่วประเทศ เปิดเผยว่ากำลังจะปิดรสาขามากกว่า 12 แห่ง เมื่อเดือนที่แล้ว Starbucks Corp เปิดเผยว่ารายได้ในจีนลดลง 14% ในไตรมาสที่ 2
Joshua Crabb หัวหน้าฝ่ายหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Robeco Hong Kong Ltd. กล่าวว่า “ปัญหาใหญ่คือความอ่อนแอของผู้บริโภคชาวจีน การมองข้ามคู่แข่งและผู้บริโภคที่อ่อนแอจะส่งผลลบอย่างแน่นอน”
อนึ่งการบริโภค ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีน อ่อนตัวลงในปีนี้ หลังจากที่การใช้จ่ายหลังเปิดประเทศหลังโควิด-19 ฟื้นตัวขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางกระแสการลดตำแหน่งงานและเงินเดือนในวงกว้าง รวมถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ร่วงลง ผู้บริโภคชาวจีนจึงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสงครามราคาอย่างรุนแรงในภาคส่วนต่างๆ เช่น รถยนต์
ยอดขายปลีกขยายตัวเพียงเล็กน้อยกว่า 3% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ซึ่งแย่กว่าการเติบโต 8% ขึ้นไปในช่วงก่อนเกิดโรคระบาดมาก จากการสำรวจของธนาคารกลางที่ดำเนินการในไตรมาสที่ 2 พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรายได้ในอนาคตลดลงสู่ระดับที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ที่รุนแรงที่สุดช่วงหนึ่ง
ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าการจ้างงานนั้นย่ำแย่และยากลำบาก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบ 2 ใน 3 ระบุว่าพวกเขายินดีที่จะออมเงินมากขึ้น
อ้างอิง : bloomberg.com
📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่ 📌