“ทนายเชาว์”เตือน “ 5 กกต.” เสียงข้างมากเสี่ยงผิด มาตรา 157
“ทนายเชาว์”เตือน “ 5 กกต.” เสียงข้างมากเสี่ยงผิด มาตรา 157 หวังยืมมือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” สกัดอำนาจ“ศาลฎีกา” ลั่น “องค์กรอิสระ” ไม่ได้ อยู่เหนือการตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์และทนายความชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวเรื่อง “กกต. 5:2 ระวัง! ใช้ศาลรัฐธรรมนูญสกัดศาลฎีกา ดันทุรังใช้อำนาจเกินขอบเขต เสี่ยง ม.157!” มีสาระใจความว่า กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไว้พิจารณา เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังถึงขอบเขตการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงคดีที่ศาลฎีการับคำร้องไว้ กกต. ก็ได้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาแล้ว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่กลับมีมติให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ และล่าสุดยังนำมติดังกล่าวมาอ้างขอให้ศาลฎีกาเลื่อนการพิจารณาคดีอีกด้วย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี โดยเห็นว่ายังไม่ปรากฏเหตุเพียงพอให้เลื่อนการพิจารณา เนื่องจากมีเพียงมติที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่ปรากฏการยื่นเรื่องจริง ศาลจึงมีคำสั่งไต่สวนพยานต่อไปในวันที่ 21–22 ธันวาคม 2569
“เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสำคัญว่า กกต. กำลังใช้สิทธิต่อสู้คดีตามกฎหมาย หรือกำลังใช้ช่องทางของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพยายามหยุดยั้งกระบวนการตรวจสอบของศาลฎีกา? หากยอมให้การมีมติขององค์กรอิสระกลายเป็นเหตุเพียงพอที่จะชะลอการพิจารณาคดีของศาล ย่อมเปิดช่องให้องค์กรของรัฐใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือถ่วงเวลาการตรวจสอบได้ และจะเกิดอะไรขึ้น หากทุกครั้งที่องค์กรของรัฐถูกตรวจสอบโดยศาล กลับสามารถอ้างว่าตนกำลังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอำนาจหน้าที่ เพื่อขอให้ศาลหยุดพิจารณาคดีไว้ก่อนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 188 ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ขณะที่มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว มิได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบหรือทบทวนการใช้อำนาจพิจารณาคดีของศาลฎีกา“ นายเชาว์ ระบุ
นายเชาว์ ระบุต่อว่า แม้ กกต. จะอ้างว่ากำลังขอให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของตนเอง แต่เมื่อพิจารณาสาระของคำร้องที่ต้องการให้วินิจฉัยว่าศาลฎีกาสามารถตรวจสอบคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของ กกต. ได้หรือไม่ ก็ย่อมเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วกำลังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจำกัดอำนาจของศาลฎีกาโดยอ้อมหรือไม่ หากตีความมาตรา 210 (2) ให้ครอบคลุมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจพิจารณาคดีของศาลอื่น ย่อมเสี่ยงต่อการทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นศาลที่มีอำนาจเหนือศาลฎีกา ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดโครงสร้างอำนาจตุลาการไว้เช่นนั้น ในคดีนี้ กกต. ได้ใช้สิทธิตามกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว โดยยื่นคำคัดค้านว่าคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด และศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับคำร้องเพื่อตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยดังกล่าว นั่นหมายความว่า ข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลได้ถูกหยิบยกขึ้นต่อสู้ในกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว
นายเชาว์ ระบุอีกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลฎีกาย่อมมีหน้าที่พิจารณาข้อคัดค้านดังกล่าวตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ กกต. กลับใช้มาตรา 210 (2) เป็นอีกช่องทางหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นที่อาจส่งผลจำกัดอำนาจพิจารณาคดีของศาลฎีกา จึงเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เพราะหลักการแบ่งแยกอำนาจมิได้เปิดช่องให้องค์กรใดเลือกใช้อำนาจของศาลหนึ่ง เพื่อเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของอีกศาลหนึ่งได้ตามความประสงค์ของตน หากองค์กรอิสระไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลรับคดีไว้พิจารณา ก็สามารถต่อสู้ข้อกฎหมายในคดีนั้นได้ แต่ไม่อาจถือเอาความไม่เห็นด้วยดังกล่าวเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องเข้ามายุติกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา 211 แม้บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันศาลทุกศาล แต่ผลผูกพันดังกล่าวมิได้เป็นการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้ก้าวล่วงการพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นนอกเหนือขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด คำวินิจฉัยมีผลผูกพันศาลทุกศาล ไม่ได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือศาลฎีกา นี่คือหลักการสำคัญที่ต้องรักษาไว้ หากไม่ต้องการให้โครงสร้างอำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญเกิดความสับสนและเสียหาย