6 สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อ "ถึงจุดสุดยอด" ข้อ 3 อาจทำให้หลายคนแปลกใจ
ไม่ใช่แค่ความสุข! 6 สิ่งที่เกิดขึ้นกับสมองและร่างกายขณะถึงจุดสุดยอด
เมื่อถึงจุดสุดยอด ร่างกายเกิดอะไรขึ้นบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าการถึงจุดสุดยอดระหว่างมีเซ็กซ์เป็นเพียงช่วงเวลาที่เกิดความสุขและความพึงพอใจ แต่ในความเป็นจริง ร่างกายกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการทำงานของสมอง การหลั่งฮอร์โมน อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และการหดตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งบางปฏิกิริยาอาจแตกต่างจากที่หลายคนเคยเข้าใจ
เว็บไซต์ HuffPost รายงานข้อมูลจาก โซฟี รูส (Sofie Roos) นักเพศวิทยาและผู้ให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์จาก Passionerad ซึ่งอธิบายถึงปฏิกิริยาของร่างกายขณะถึงจุดสุดยอด (Orgasm) พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้เข้าใจการทำงานของระบบประสาทและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง
การถึงจุดสุดยอดไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาของอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสมองและระบบต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญ 6 ประการดังต่อไปนี้
1. สมองกระตุ้นระบบความสุข และมีการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท
โซฟี รูส อธิบายกับ HuffPost ว่า เมื่อร่างกายถึงจุดสุดยอด ระบบรางวัลของสมอง (Brain Reward System) จะถูกกระตุ้น และมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความสุขและความพึงพอใจ เช่น โดพามีน (Dopamine) และออกซิโทซิน (Oxytocin)
โดพามีนเป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ความคาดหวัง และการได้รับรางวัล ขณะที่ออกซิโทซินเป็นฮอร์โมนและสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันทางสังคมและการตอบสนองทางร่างกายบางอย่าง โดยระดับและการทำงานของสารเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงของการตอบสนองทางเพศ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่าความสุขจากการถึงจุดสุดยอดเกิดจากฮอร์โมนชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะประสบการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของระบบประสาท สารสื่อประสาท ฮอร์โมน และปัจจัยทางจิตใจ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
2. ความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดอาจเพิ่มขึ้นชั่วคราว
อีกหนึ่งปฏิกิริยาที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงของระบบรับรู้ความเจ็บปวด โดยมีงานวิจัยพบว่าการกระตุ้นทางเพศและการถึงจุดสุดยอดอาจทำให้ความไวต่อความเจ็บปวดลดลงชั่วคราวในบางคน ซึ่งเชื่อมโยงกับกลไกการควบคุมความเจ็บปวดของระบบประสาท
งานวิจัยชื่อ Elevation of Pain Threshold by Vaginal Stimulation in Women โดยเบเวอร์ลี วิปเปิล (Beverly Whipple) และแบร์รี อาร์. โคมิซารุก (Barry R. Komisaruk) จากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส (Rutgers University) สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสาร Pain เมื่อปี 1985 ศึกษาผลของการกระตุ้นทางเพศต่อการรับรู้ความเจ็บปวดในผู้หญิง โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 การทดลอง การทดลองละ 10 คน
ผลการทดลองหนึ่งพบว่า ขณะได้รับการกระตุ้นจนถึงจุดสุดยอด ระดับที่ผู้เข้าร่วมเริ่มรับรู้ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นประมาณ 106.7% ขณะที่ระดับความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นประมาณ 74.6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนกระตุ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวมาจากการทดลองขนาดเล็ก ไม่ได้หมายความว่าการถึงจุดสุดยอดจะเพิ่มความสามารถทนเจ็บได้เท่ากันในทุกคน
นักวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องกับการลดความเจ็บปวด โดยอาจมีทั้งการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและสารเคมีภายในร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรใช้การถึงจุดสุดยอดเป็นวิธีทดแทนการรักษาอาการปวดหรือโรคต่าง ๆ
3. สมองอาจทำงานมากขึ้น ไม่ได้หยุดทำงานอย่างที่หลายคนคิด
หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อถึงจุดสุดยอด สมองจะลดการทำงานลงเพราะร่างกายกำลังจดจ่ออยู่กับความรู้สึกสุขอย่างเต็มที่ แต่ผลการศึกษาด้วยเทคโนโลยีตรวจภาพสมองกลับพบว่า สมองหลายบริเวณมีการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงที่เกิดจุดสุดยอด
งานวิจัยชื่อ Brain Activity Unique to Orgasm in Women: An fMRI Analysis ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Sexual Medicine ปี 2017 โดยแนน เจ. ไวส์ (Nan J. Wise), เอเลนี ฟรังกอส (Eleni Frangos) และแบร์รี อาร์. โคมิซารุก (Barry R. Komisaruk) จากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ศึกษาการทำงานของสมองผู้หญิง 10 คนด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบตรวจการทำงานของสมอง (fMRI)
ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของสมองค่อย ๆ เพิ่มขึ้นระหว่างการกระตุ้นทางเพศ ก่อนจะถึงระดับสูงสุดในช่วงจุดสุดยอด แล้วจึงลดลงภายหลัง โดยไม่พบหลักฐานว่าสมองส่วนต่าง ๆ หยุดทำงานลงในช่วงดังกล่าวตามที่เคยมีการตั้งข้อสันนิษฐานไว้
บริเวณที่พบการทำงานเพิ่มขึ้นมีหลายส่วน เช่น ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) อะมิกดะลา (Amygdala) ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) รวมถึงบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึก การเคลื่อนไหว อารมณ์ และระบบรางวัลของสมอง
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 10 คน และศึกษาเฉพาะผู้หญิง จึงยังไม่สามารถนำผลไปสรุปแทนการทำงานของสมองในทุกเพศและทุกสถานการณ์ได้ แต่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการถึงจุดสุดยอดเป็นกระบวนการทางระบบประสาทที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนเข้าใจ
4. หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตและการหายใจเปลี่ยนแปลง
ระหว่างการมีเซ็กซ์และช่วงถึงจุดสุดยอด ร่างกายอาจมีการเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจเพิ่มขึ้น ขณะที่ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นชั่วคราวจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ
งานวิจัยชื่อ Changes of Blood Pressure and Heart Rate During Sexual Activity in Healthy Adults ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2008 ศึกษาอาสาสมัครสุขภาพดี 49 คน โดยติดตามความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างกิจกรรมทางเพศ
นักวิจัยพบว่า อัตราการเต้นของหัวใจมีแนวโน้มสูงสุดในช่วงเริ่มต้นของการถึงจุดสุดยอด ขณะที่ความดันโลหิตอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดก่อนถึงจุดสุดยอด และทั้งสองค่าจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ระดับพื้นฐานหลังสิ้นสุดกิจกรรมทางเพศ โดยในการศึกษานี้ความดันโลหิตกลับสู่ระดับพื้นฐานภายในประมาณ 10 นาที ส่วนอัตราการเต้นของหัวใจกลับสู่ระดับพื้นฐานภายในประมาณ 10-20 นาที
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำอธิบายของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ที่ระบุว่า กิจกรรมทางเพศโดยทั่วไปทำให้หัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานเพิ่มขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ หรือหายใจลำบากขณะมีเซ็กซ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความปลอดภัย
5. กล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานหดตัวเป็นจังหวะ
การถึงจุดสุดยอดไม่ได้เกี่ยวข้องกับสมองและหัวใจเท่านั้น แต่ยังทำให้กล้ามเนื้อบางกลุ่มเกิดการหดตัวโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานและรอบอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาที่พบได้ระหว่างการถึงจุดสุดยอด
ข้อมูลจาก Cleveland Clinic อธิบายว่า ขณะถึงจุดสุดยอด กล้ามเนื้อบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักอาจหดตัวเป็นจังหวะประมาณหนึ่งครั้งต่อวินาทีต่อเนื่องกันหลายวินาที โดยในผู้หญิงอาจมีการหดตัวของกล้ามเนื้อช่องคลอดและมดลูก ส่วนในผู้ชายอาจเกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณโคนอวัยวะเพศ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับกระบวนการหลั่งน้ำอสุจิ
ความแรงและระยะเวลาของการหดตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกันทุกครั้งที่ถึงจุดสุดยอด นอกจากนี้ การถึงจุดสุดยอดและการหลั่งน้ำอสุจิเป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่กระบวนการเดียวกันทั้งหมด
แม้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะมีบทบาทสำคัญต่อการตอบสนองทางเพศ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการถึงจุดสุดยอดบ่อย ๆ สามารถป้องกันภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้โดยตรง ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานควรรับคำแนะนำด้านการบริหารกล้ามเนื้อหรือการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์
6. หลังถึงจุดสุดยอด ร่างกายอาจรู้สึกผ่อนคลายและง่วงนอน
หลังจากถึงจุดสุดยอด หลายคนอาจรู้สึกสบายตัว ผ่อนคลาย หรือง่วงนอนมากขึ้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ตามธรรมชาติ โดยอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและฮอร์โมนในร่างกาย รวมถึงการลดลงของความตื่นตัวหลังสิ้นสุดกิจกรรมทางเพศ
โซฟี รูส อธิบายว่า ความรู้สึกผ่อนคลายหลังถึงจุดสุดยอดอาจเกี่ยวข้องกับสารหลายชนิด เช่น ออกซิโทซิน โปรแลกติน (Prolactin) และวาโซเพรสซิน (Vasopressin) ซึ่งมีบทบาททางสรีรวิทยาที่แตกต่างกัน และอาจเกี่ยวข้องกับการตอบสนองหลังมีกิจกรรมทางเพศ
งานวิจัยชื่อ The Post-Orgasmic Prolactin Increase Following Intercourse Is Greater Than Following Masturbation and Suggests Greater Satiety โดยสจวร์ต โบรดี (Stuart Brody) และทิลล์มันน์ เอช. ซี. ครูเกอร์ (Tillmann H. C. Krüger) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Biological Psychology ปี 2006 ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษา 3 ชุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโปรแลกตินหลังถึงจุดสุดยอด
ผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับโปรแลกตินที่เพิ่มขึ้นหลังถึงจุดสุดยอดจากการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ สูงกว่าการถึงจุดสุดยอดจากการช่วยตัวเองประมาณ 400% ในเงื่อนไขที่ศึกษา โดยนักวิจัยเสนอว่าอาจเกี่ยวข้องกับความรู้สึกอิ่มตัวหรือความพึงพอใจทางเพศหลังถึงจุดสุดยอด
อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการมีเซ็กซ์กับคู่รักดีกว่าการช่วยตัวเองในทุกด้าน หรือสามารถทำให้นอนหลับได้ดีกว่าอย่างแน่นอน เพราะระดับฮอร์โมนไม่ได้สะท้อนประสบการณ์ทางอารมณ์ทั้งหมด และความรู้สึกหลังถึงจุดสุดยอดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล
ทำไมบางคนถึงจุดสุดยอดแล้วง่วง แต่บางคนกลับรู้สึกตื่นตัว?
แม้การถึงจุดสุดยอดจะมีรูปแบบการตอบสนองทางร่างกายที่พบร่วมกันในหลายคน แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด บางคนรู้สึกผ่อนคลายและอยากนอนหลับ ขณะที่บางคนอาจรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลัง หรือไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ระดับความเหนื่อยล้า ความเครียด สภาพร่างกาย อารมณ์ ความสัมพันธ์กับคู่รัก และช่วงเวลาที่มีกิจกรรมทางเพศ ดังนั้น จึงไม่มีรูปแบบการตอบสนองหลังถึงจุดสุดยอดเพียงแบบเดียวที่ถือว่าปกติสำหรับทุกคน
หากไม่สามารถถึงจุดสุดยอดได้ทุกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายมีความผิดปกติเสมอไป แต่หากมีอาการเจ็บปวด รู้สึกไม่สบาย หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการตอบสนองทางเพศจนกระทบต่อคุณภาพชีวิต สามารถปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศเพื่อประเมินสาเหตุได้
สรุป 6 สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อถึงจุดสุดยอด
การถึงจุดสุดยอดเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบของร่างกายพร้อมกัน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท การรับรู้ความเจ็บปวด การทำงานของสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ การหดตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ไปจนถึงความรู้สึกผ่อนคลายหลังสิ้นสุดกิจกรรมทางเพศ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นยังมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนผู้เข้าร่วม และผลการตอบสนองอาจแตกต่างกันตามเพศ อายุ สุขภาพ และปัจจัยส่วนบุคคล จึงไม่ควรนำตัวเลขจากการทดลองขนาดเล็กมาใช้สรุปว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญคือการเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย เคารพความแตกต่างของแต่ละบุคคล และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความยินยอมในการมีเซ็กซ์
แหล่งอ้างอิง
- HuffPost – บทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อถึงจุดสุดยอด โดยอ้างคำอธิบายของนักเพศวิทยา Sofie Roos (รายงานที่ต้นฉบับภาษาเวียดนามนำมาอ้างอิง)
- Pain (1985) – Elevation of Pain Threshold by Vaginal Stimulation in Women โดย Beverly Whipple และ Barry R. Komisaruk
- The Journal of Sexual Medicine (2017) – Brain Activity Unique to Orgasm in Women: An fMRI Analysis โดย Nan J. Wise, Eleni Frangos และ Barry R. Komisaruk
- Blood Pressure Monitoring (2008) – Changes of Blood Pressure and Heart Rate During Sexual Activity in Healthy Adults
- Cleveland Clinic – What Is an Orgasm? Types & Health Benefits
- Biological Psychology (2006) – The Post-Orgasmic Prolactin Increase Following Intercourse Is Greater Than Following Masturbation and Suggests Greater Satiety โดย Stuart Brody และ Tillmann H. C. Krüger
- Psychoneuroendocrinology (2001) – Coitus-Induced Orgasm Stimulates Prolactin Secretion in Healthy Subjects
- รายงานจากเว็บไซต์ SOHA