"อลงกรณ์" ชู AI-โลจิสติกส์สีเขียว พลิกโฉมซัพพลายเชน ดันไทยเป็นสะพานเชื่อมการค้าโลก
“อลงกรณ์” เปิดวิสัยทัศน์เวทีโลจิสติกส์นานาชาติ GLA ครั้งที่ 15 ชี้ทิศทางใหม่AI–โลจิสติกส์สีเขียว พลิกโฉมซัพพลายเชน ดันไทยผงาด “สะพานเชื่อมการค้าโลก”
เมื่อวันที่ 23 ต.ค.69 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีต รองประธานสภาขับเคลื่อนการประเทศ และอดีตประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าของประเทศ ได้รับเกียรติกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานและแสดงวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ในงานเลี้ยงต้อนรับ (Welcome Gala Dinner) ของการประชุมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ระดับโลก ครั้งที่ 15 (15th GLA Global Logistics Enterprise Conference) ณ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้นำอุตสาหกรรมและตัวแทนองค์กรกว่า 2,000 แห่ง จากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า โลจิสติกส์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่เป็นกระดูกสันหลังสำคัญของระบบการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดโลจิสติกส์ทั่วโลกจะพุ่งทะลุ 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 พร้อมทั้งเน้นย้ำถึง 3 เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่
1. การปฏิวัติด้วยปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ (AI & Autonomous Logistics): โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI และ Cognitive Supply Chain ซึ่งข้อมูลจาก Gartner และ McKinsey ระบุว่า การประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารซัพพลายเชนและเทคโนโลยี Digital Twin ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้สูงสุดถึง 15%, ลดระดับสินค้าคงคลังได้ 35% และเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการได้มากกว่า 65% ทำให้เทคโนโลยีหุ่นยนต์คลังสินค้า (Robotics) ยานยนต์ไร้คนขับ (AGVs) และระบบวางแผนเส้นทางหลายรูปแบบ (Multimodal Routing) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความอยู่รอดทางธุรกิจ
2. โลจิสติกส์สีเขียวเพื่อความยั่งยืน (Green Logistics): ภาคการขนส่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 11–14% ของทั้งโลก การบรรลุเป้าหมาย Net Zero จึงต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังผ่านยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ (EV Fleets), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels), เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) และแนวทาง Green Maritime Corridor ทั้งนี้ องค์กรที่เป็นผู้นำด้านการลดคาร์บอนยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือความเสี่ยง (Operational Resilience) ได้ถึง 20% ควบคู่กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนระหว่างประเทศที่ผูกกับความยั่งยืน
3. ไทยในฐานะสะพานเชื่อมพหุภาคี อาเซียน–จีน–โลก (Strategic Multimodal Bridge): การค้าระหว่างจีนและอาเซียนเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยมูลค่ากว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยมีกรอบความร่วมมือ RCEP เป็นแรงขับเคลื่อนให้อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold-chain) เติบโตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปี
นายอลงกรณ์ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของการเชื่อมโยงนี้อย่างแท้จริง ผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าเป็น 18 ล้าน TEUs ต่อปี และการพัฒนารางรถไฟเชื่อมต่อเส้นทาง จีน–ลาว–ไทย สู่โครงข่ายอ่าวเป่ยปู้และยุโรป ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งข้ามภูมิภาคจากหลักสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน
“ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากปริมาณหรือน้ำหนักของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความราบรื่นในการเชื่อมโยงตลาด ความโปร่งใสในการแบ่งปันข้อมูล และความยั่งยืนในการปกป้องโลกใบนี้ร่วมกัน”
ในตอนท้าย นายอลงกรณ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาคม Global Logistics Enterprises Association (GLA) และสมาคมการค้าอาเซียน-จีน (ASEAN-China Commerce Association) ที่ร่วมกันจัดงานครั้งประวัติศาสตร์นี้ในประเทศไทย พร้อมผลักดันให้เวทีสัมมนาแปรเปลี่ยนแนวคิดและวิสัยทัศน์ไปสู่การร่วมทุนทางธุรกิจจริง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป