‘ทวี’ ห่วงลูกหลาน 3 จังหวัดชายแดนใต้ย่านหลังม.รามฯ 3 แสนคน ‘ติดเกาะ’ น้ำท่วมกรุง
เมื่อวันที่ 27 ก.ย.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปร่วมงานการกุศล (วากัฟ) "ธารน้ำใจสู่สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้" ณ บ้านหัวนา ต.ทุ่งคล้า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อหารายได้ 7,000,000 บาท ชำระค่าที่ดินและสร้างอาคารสำนักงานสมาคมฯ
ในช่วงหนึ่งของการกล่าวพบปะประชาชน พ.ต.อ.ทวีได้หยิบยกสถานการณ์วิกฤติน้ำท่วมในกรุงเทพฯ มาสะท้อนให้เห็นภาพ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกลุ่ม "คนใต้พลัดถิ่น" โดยระบุว่า ปัจจุบันมีพี่น้องจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางไปอาศัยและทำงานในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง คาดว่ามีมากกว่า 300,000 คน ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส
เมื่อเช้าคุณนิมะที่ไปอยู่แถวสถานทูตซาอุดีอาระเบีย โทรฯมาบอกว่าออกไปไหนไม่ได้เลย ไม่มีข้าวกิน เงินก็ใช้ไม่ได้ ตนจึงต้องประสานผู้อำนวยการเขตบางกะปิ ให้นำเรือส่งข้าว ส่งเสบียงเข้าไปช่วยเหลือโดยด่วน เพราะที่นั่นมีลูกหลาน มีโรงเรียนตาดีกาตั้งอยู่จำนวนมาก แทนที่คนกรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบ กลับกลายเป็นแรงงานชาวใต้ที่ไปสร้างเศรษฐกิจให้เมืองหลวงต้องมารับเคราะห์
พ.ต.อ.ทวี กล่าวพร้อมขอให้ชาวปัตตานีร่วมกันขอดุอาอ์ส่งกำลังใจไปให้ผู้ประสบภัยนอกเหนือจากปัญหาน้ำท่วม พ.ต.อ.ทวีได้กล่าวถึงประเด็นหลักของงาน โดยเน้นย้ำว่า "สถาบันปอเนาะ" คือมรดกอันล้ำค่าที่จะสร้างความยั่งยืนในพื้นที่ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงยุทธศาสตร์ชาติที่ระบุว่ารัฐบาลจะทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านบาทเพื่อยุติปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้ภายในปี 70 ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน
พ.ต.อ.ทวีได้สะท้อนเสียงจากเยาวชนในสถาบันปอเนาะ ที่ตั้งคำถามถึงระเบียบข้อบังคับของรัฐ โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ผู้เปิดสถาบันปอเนาะต้องเรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต)
พี่น้องในปอเนาะตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เอาผู้นำศาสนามารับรองแล้วเปิดสถาบันได้เลย เพราะบางครั้งคนที่จบ ป.บัณฑิต อาจไม่ได้มีความรู้เรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง ถ้าให้ผู้นำศาสนาที่ได้รับการรับรองสามารถเปิดปอเนาะได้ เราจะสามารถรักษามรดกนี้ไว้ได้ หากเราจะออกจากปัญหาเดิมๆ ต้องเลิกแก้ปัญหาการศึกษาโดยเอานายอำเภอมานั่งหัวโต๊ะแล้วเอาข้าราชการมาเต็มไปหมด เพราะวันนี้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในภาคใต้มีมาตรฐานสูงมาก จากพลังของภาคประชาชนและนักวิชาการ
ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ยังได้เล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เบื้องหลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในอดีตเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยมี ดร.ลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ร่วมอยู่ในคณะเจรจา สำหรับพื้นที่บ้านหัวนาแห่งนี้ ถือเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีชาวพุทธและมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างละครึ่ง การมาร่วมงานในวันนี้จึงเป็นสิริมงคล เป็นทางออก และเป็นการส่งสัญญาณแห่งสันติสุขไปถึงทุกคนอย่างแท้จริง