โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทนายยื่นอุทธรณ์ ขอคว่ำโทษประหาร หนุ่มศรีลังกา โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นศาสนาอิสลาม

Thaiger

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวประเทศไทย

สถานทูตริยาดประสานทีมกฎหมายมือดีช่วยชีวิตอโนจัน หนุ่มศรีลังกา หลังศาลชั้นต้นสั่งคุก 5 ปีแต่โดนแก้โทษขั้นเด็ดขาดปมโพสต์ดูหมิ่นศาสนาอิสลาม

ทีมกฎหมายร่วมระหว่างศรีลังกากับซาอุดีอาระเบีย ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดแห่งซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เพื่อขอให้กลับคำพิพากษาโทษประหารชีวิต นายอโนจัน ศิวะราสา วัย 24 ปี หลังถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์

คดีนี้ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี จากกรณีโพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาลบหลู่ศาสดามุฮัมมัด ทว่าศาลอุทธรณ์ซาอุดีอาระเบียกลับคำตัดสิน สั่งลงโทษประหารชีวิตในเวลาต่อมา

การยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดเกิดขึ้นหลังการประชุมร่วมหลายรอบระหว่างคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของศรีลังกากับทีมทนายความซาอุดีอาระเบีย มีสถานเอกอัครราชทูตศรีลังกา ณ กรุงริยาด ทำหน้าที่ประสานงาน ภายใต้การดูแลของนายโอ.แอล. อะมีร์ อัจวัด เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำซาอุดีอาระเบีย

คณะผู้แทนทางกฎหมายของศรีลังกา ประกอบด้วย นายอูปุล กุมารัปเปรุมา ที่ปรึกษากฎหมายประธานาธิบดี, นายไฟเซอร์ มุสตาฟา ที่ปรึกษากฎหมายประธานาธิบดี และนายอาซาด นาวาวี รองอัยการสูงสุด ทุกฝ่ายร่วมมือกันผลักดันกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มกำลัง เพื่อหาทางคว่ำโทษประหารชีวิตในชั้นศาลสูงสุด

ปูมหลังคดีของ อโนจัน ศิวะราสา (Anojan Sivarasa) วัย 24 ปี มีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งทางศาสนาในประเทศศรีลังกา ก่อนลุกลามข้ามพรมแดนจนกลายเป็นคดีความระหว่างประเทศในซาอุดีอาระเบีย

ปลายเดือนมิถุนายน 2569 มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอชายชาวมุสลิมเตะสุนัขที่เดินตามกลุ่มผู้แสวงบุญชาวฮินดูในศรีลังกา เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนโต้เถียงกันอย่างรุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างชาวเน็ตสองศาสนา ระหว่างการปะทะคารม มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ดูหมิ่นเทพเจ้าฮินดู นายอโนจัน แรงงานชาวศรีลังกาที่ทำงานอยู่ในซาอุดีอาระเบีย จึงพิมพ์ข้อความภาษาทมิฬตอบโต้ มีเนื้อหาลบหลู่ศาสดามุฮัมมัดของศาสนาอิสลาม

แม้เจ้าตัวจะรู้ตัวว่าทำผิด รีบกดลบโพสต์ พร้อมอัดคลิปวิดีโอกล่าวคำขอโทษทันที ทว่ามีผู้บันทึกภาพหน้าจอข้อความนั้นไว้ ส่งอีเมลร้องเรียนไปยังบริษัทนายจ้างในซาอุดีอาระเบีย ทางบริษัทส่งเรื่องต่อให้ทางการซาอุดีอาระเบีย ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัวในเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์สื่อสาร ลบบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมด

ในชั้นต้น ศาลอาญาอัลอะห์ซาของซาอุดีอาระเบียพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ตัดสินลงโทษจำคุก 5 ปี ปรับเงิน 3 ล้านริยาล หรือประมาณ 27 ล้านบาท ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษ

ทว่าจุดพลิกผันเกิดขึ้นในวันที่ 17 กันยายน 2569 เมื่ออัยการซาอุดีอาระเบียยื่นอุทธรณ์ขอเปลี่ยนฐานความผิด จากกฎหมายไซเบอร์ไปใช้กฎหมายชารีอะห์ (กฎหมายอิสลาม) ซึ่งกำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดสำหรับการดูหมิ่นศาสนาและศาสดามุฮัมมัด ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามคำร้องของอัยการ จึงกลับคำตัดสิน แก้บทลงโทษเป็นประหารชีวิต

ระบบกฎหมายซาอุดีอาระเบียยึดหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด การกระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาสนาจัดอยู่ในกลุ่มความผิดร้ายแรงขั้นสูงสุด แถมทางการซาอุดีอาระเบียมักบังคับใช้โทษประหารชีวิตโดยไม่แจ้งกำหนดการล่วงหน้าให้ครอบครัวหรือสถานเอกอัครราชทูตทราบ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายฝ่ายมองว่า แรงงานข้ามชาติรายได้น้อยตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบอย่างมาก ทั้งข้อจำกัดด้านภาษา การขาดทนายความที่มีความเชี่ยวชาญช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการสอบสวน

คำพิพากษาประหารชีวิตก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องความเป็นธรรมไปทั่วประเทศศรีลังกา ผู้นำสงฆ์นิกายรามัญ นิกายอมรปุระ ร่วมมือกับผู้นำศาสนาฮินดู ยื่นหนังสือต่อประธานาธิบดีศรีลังกาเพื่อขอให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงทางการทูต

รัฐบาลศรีลังกาจัดตั้งคณะผู้แทนทางกฎหมายระดับผู้เชี่ยวชาญ บินตรงไปยังซาอุดีอาระเบียเพื่อประสานงานร่วมกับสำนักงานกฎหมายท้องถิ่น กระทั่งนำไปสู่การยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เพื่อขอให้พิจารณากลับคำพิพากษา ละเว้นโทษประหารชีวิต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...