“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง เบรนท์แตะ 115 ดอลลาร์ หลังฮูตีโจมตีโรงกลั่นใหญ่สุดซาอุฯ
"ราคาน้ำมันโลก" พุ่ง เบรนท์แตะ 115 ดอลลาร์ หลังกลุ่มฮูตีอ้างโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดของซาอุดีอาระเบีย เพิ่มความกังวลอุปทานน้ำมันสะดุด
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 12.53 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในวันพุธ หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อ้างว่าได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้างและยืดเยื้อต่อไป ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค
*ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.50 ดอลลาร์ หรือ 1.32% มาอยู่ที่ 115.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.47 ดอลลาร์ หรือ 1.47% มาอยู่ที่ 101.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล*
การปรับตัวขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มฮูตีประกาศเมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคมว่า ได้ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญของประเทศ
การโจมตีดังกล่าวเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหากความขัดแย้งขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม รายงานยังไม่ได้ระบุขอบเขตความเสียหายของโรงกลั่น หรือยืนยันว่าการโจมตีส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมันมากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการปราศรัยหาเสียงในรัฐเท็กซัสเมื่อวันอังคารว่า สงครามกับอิหร่านสามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว แต่การยุติความขัดแย้งจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนด โดยเฉพาะการรับประกันว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์เคยระบุว่า กำลังพิจารณาระหว่างการบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลเตหะราน หรือการดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม ทำให้ตลาดยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งจะยุติลงเมื่อใด
ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการผลิตและการขนส่งน้ำมันส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงมีส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) โดยผู้ค้าพลังงานติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
หากความขัดแย้งขยายตัวไปยังแหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่น หรือเส้นทางขนส่งสำคัญ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกและสร้างแรงกดดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นเพิ่มเติม
นอกจากสถานการณ์การสู้รบแล้ว ความไม่แน่นอนทางการเมืองในอิสราเอลยังเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนจับตา หลังผลสำรวจความคิดเห็นผู้ลงคะแนนหลังออกจากคูหา (Exit Poll) เบื้องต้นบ่งชี้ว่า การเลือกตั้งอาจไม่สามารถสร้างเสียงข้างมากที่ชัดเจนให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ทั้งกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และกลุ่มของคู่แข่งสำคัญอย่างกาดี ไอเซนคอต ยังไม่มีแนวโน้มได้ที่นั่งถึง 61 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอิสราเอลที่มีทั้งหมด 120 ที่นั่ง
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะต้องใช้เวลานานในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม และอาจทำให้ทิศทางนโยบายของอิสราเอลต่ออิหร่านยังไม่ชัดเจนในระยะต่อไป
ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดพลังงานยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความต่อเนื่องของอุปทานน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลกในระยะสั้น
อ้างอิง : www.cnbc.com