โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง เบรนท์แตะ 115 ดอลลาร์ หลังฮูตีโจมตีโรงกลั่นใหญ่สุดซาอุฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ตุลาคม 2569 เวลา 20.34 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ราคาน้ำมันโลก" พุ่ง เบรนท์แตะ 115 ดอลลาร์ หลังกลุ่มฮูตีอ้างโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดของซาอุดีอาระเบีย เพิ่มความกังวลอุปทานน้ำมันสะดุด

วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 12.53 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในวันพุธ หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อ้างว่าได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้างและยืดเยื้อต่อไป ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค

*ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.50 ดอลลาร์ หรือ 1.32% มาอยู่ที่ 115.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.47 ดอลลาร์ หรือ 1.47% มาอยู่ที่ 101.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล*

การปรับตัวขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มฮูตีประกาศเมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคมว่า ได้ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญของประเทศ

การโจมตีดังกล่าวเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหากความขัดแย้งขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม รายงานยังไม่ได้ระบุขอบเขตความเสียหายของโรงกลั่น หรือยืนยันว่าการโจมตีส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมันมากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการปราศรัยหาเสียงในรัฐเท็กซัสเมื่อวันอังคารว่า สงครามกับอิหร่านสามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว แต่การยุติความขัดแย้งจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนด โดยเฉพาะการรับประกันว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์เคยระบุว่า กำลังพิจารณาระหว่างการบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลเตหะราน หรือการดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม ทำให้ตลาดยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งจะยุติลงเมื่อใด

ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการผลิตและการขนส่งน้ำมันส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงมีส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) โดยผู้ค้าพลังงานติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

หากความขัดแย้งขยายตัวไปยังแหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่น หรือเส้นทางขนส่งสำคัญ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกและสร้างแรงกดดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นเพิ่มเติม

นอกจากสถานการณ์การสู้รบแล้ว ความไม่แน่นอนทางการเมืองในอิสราเอลยังเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนจับตา หลังผลสำรวจความคิดเห็นผู้ลงคะแนนหลังออกจากคูหา (Exit Poll) เบื้องต้นบ่งชี้ว่า การเลือกตั้งอาจไม่สามารถสร้างเสียงข้างมากที่ชัดเจนให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ทั้งกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และกลุ่มของคู่แข่งสำคัญอย่างกาดี ไอเซนคอต ยังไม่มีแนวโน้มได้ที่นั่งถึง 61 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอิสราเอลที่มีทั้งหมด 120 ที่นั่ง

สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะต้องใช้เวลานานในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม และอาจทำให้ทิศทางนโยบายของอิสราเอลต่ออิหร่านยังไม่ชัดเจนในระยะต่อไป

ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดพลังงานยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความต่อเนื่องของอุปทานน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลกในระยะสั้น

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...