“ไทย” นำเข้ารถ EV จากจีนพุ่ง 138% ก่อนปรับภาษีสรรพสามิตใหม่
"ไทย" นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเดือน ก.ย. 421 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 138% เกือบ 99% มาจากจีน ท่ามกลางการพิจารณาปรับภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าสูงสุดราว 30%
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การนำเข้ารถยนต์นั่งไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในเดือนกันยายน 2569 โดยมีจีนเป็นแหล่งนำเข้าหลักเกือบทั้งหมด จากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับแนวโน้มการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปนำเข้า ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งนำเข้ารถยนต์ก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้
ข้อมูลภาครัฐระบุว่า มูลค่าการนำเข้ารถยนต์นั่งไฟฟ้าของไทยในเดือนกันยายนอยู่ที่ 421 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 86% จากเดือนสิงหาคม โดยเกือบ 99% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดมาจากจีน
ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ไทยนำเข้ารถยนต์นั่งไฟฟ้ารวมมูลค่า 2,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสัดส่วนการนำเข้าจากจีนสูงถึง 96% สะท้อนบทบาทของผู้ผลิตรถยนต์จีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย
การนำเข้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วสะท้อนความท้าทายของรัฐบาลไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หลังจากประเทศไทยใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรัฐบาลต้องการให้การเติบโตของตลาด EV นำไปสู่การลงทุนด้านการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ มากกว่าการพึ่งพาการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันรัฐบาลไทยอยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยอาจกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปนำเข้าทั้งคันไว้ที่ประมาณ 30% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มการลงทุนและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างหารือร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์เพื่อกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมและสรุปรายละเอียดของมาตรการดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้เห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนกันยายน 2569 ให้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าออกเป็น 3 ระดับ โดยพิจารณาตามลักษณะการผลิตและสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ได้แก่
- รถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปนำเข้าทั้งคัน (CBU) จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงสุด
- รถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบภายในประเทศโดยใช้ชิ้นส่วนจากต่างประเทศ จะได้รับอัตราภาษีต่ำกว่ารถนำเข้าสำเร็จรูป
- รถยนต์ไฟฟ้าที่มีการผลิตและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนสูง จะได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และสนับสนุนการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่กำลังปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า
นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนกันยายนเป็นผลจากความต้องการของตลาดที่ยังแข็งแกร่ง และการขยายตัวของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนในประเทศไทย
นอกจากนี้ ความคาดหวังว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการเร่งนำเข้ารถยนต์ล่วงหน้า เพื่อบริหารต้นทุนก่อนมาตรการภาษีใหม่มีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด จึงต้องติดตามอัตราภาษีสุดท้ายและกำหนดเวลาบังคับใช้ที่รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการ
การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาด EV ภายในประเทศ โดยข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 16,404 คัน เพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ยอดขายสะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 161,532 คัน เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดไทย
*นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ คาดการณ์ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 200,000–220,000 คัน จากประมาณ 120,000 คันในปี 2568*
ทั้งนี้ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่สะสม ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 165,040 คัน สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของตลาดที่ยังแข็งแกร่งในช่วงที่เหลือของปี
การเติบโตของตลาด EV ไทยจึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค กับการส่งเสริมการผลิต การใช้ชิ้นส่วน และการจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป
อ้างอิง : bloomberg.com