โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

GDP เวียดนามไตรมาส 3 โต 9.95% สูงสุดนับจากโควิด แต่ต้องเร่งโตอีก 12.5% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า 10%

THE STANDARD

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
GDP เวียดนามไตรมาส 3 โต 9.95% สูงสุดนับจากโควิด แต่ต้องเร่งโตอีก 12.5% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า 10%

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามในไตรมาส 3 เติบโต 9.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิดและเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ถูกปรับตัวเลขใหม่เป็น 8.81% ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (3 ต.ค.)

ประเด็นสำคัญ

  • ต้องโตเกิน 12% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า
  • ขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์จากราคาพลังงาน
  • นักวิเคราะห์เตือนเศรษฐกิจอาจร้อนแรงเกินไป

แรงขับเคลื่อนหลักในไตรมาสกรกฎาคมถึงกันยายนมาจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่คึกคัก โดยภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างเติบโต 11.21% จากโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่เริ่มดำเนินงาน ส่วนภาคบริการโต 8.69% จากความต้องการสินค้า บริการ และการท่องเที่ยวในประเทศ

ทว่าแม้จะเติบโตสูง ตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีของรัฐบาลที่ตั้งไว้มากกว่า 10%

ต้องโตเกิน 12% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า

เมื่อรวม 9 เดือนแรกของปี เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 9.01% หลังสำนักงานสถิติปรับตัวเลขไตรมาสแรกขึ้นเป็น 8.15%

เหงียน ถิ ไม หั่ญ ผู้อำนวยการฝ่ายระบบบัญชีประชาชาติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าเศรษฐกิจต้องเติบโตอย่างน้อย 12.5% ในไตรมาส 4 จึงจะถึงเป้าทั้งปี ซึ่งเป็น “เป้าหมายที่ท้าทายและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก”

เธอชี้ว่าอุปสรรคหลักมีทั้งความไม่แน่นอนทางการค้า, การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก, ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น และแรงกดดันในการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ

ด้าน ฝ่าม ลู หุ่ง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ SSI Securities มองว่า “การเติบโต 10% ทั้งปีเป็นไปได้ แต่ยังท้าทาย เพราะไตรมาส 4 ต้องโตราว 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน” ทั้งนี้ SSI เคยคาดการณ์ GDP ไตรมาส 3 ไว้ที่ 8.7-9.3% ซึ่งตัวเลขจริงออกมาสูงกว่านั้น

ขณะที่สถาบันระหว่างประเทศอย่าง Asian Development Bank (ADB), UOB, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ Standard Chartered คาดการณ์การเติบโตของเวียดนามปี 2026 ไว้ที่ 7.5-9.5% โดย ADB เพิ่งปรับคาดการณ์ขึ้นจาก 7.2% เป็น 7.8% เมื่อสัปดาห์ก่อน

การลงทุนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเงินลงทุนรวมที่เกิดขึ้นจริงใน 3 ไตรมาสอยู่ที่ราว 3,110 ล้านล้านดอง (ประมาณ 4.04 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 15.1% ซึ่งภาคเอกชนคิดเป็น 53% ของทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลก็เร่งลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการเติบโต

ส่วนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เบิกจ่ายจริงใน 9 เดือนเพิ่มขึ้น 12.1% เป็น 2.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.06 แสนล้านบาท) สูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ FDI ที่จดทะเบียนพุ่ง 76.4% เป็น 5.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท)

ขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์จากราคาพลังงาน

แม้การส่งออกจะแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกอย่างเวียดนามก็เจอต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นในปีนี้จากสงครามอิหร่าน จนขาดดุลการค้าใน 9 เดือนแรกพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ช่วง 9 เดือนแรก การส่งออกเพิ่มขึ้น 24.5% เป็น 4.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14.55 ล้านล้านบาท) แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ 36.7% เป็น 4.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15.20 ล้านล้านบาท)

การนำเข้าที่โตเร็วกว่าการส่งออกทำให้เวียดนามขาดดุลการค้า 1.94 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.51 แสนล้านบาท) เทียบกับที่เคยเกินดุล 1.69 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.65 แสนล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้นเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่ง โดยน้ำมันดิบที่นำเข้ามีปริมาณลดลง 13.5% แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้น 14.4% ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปนำเข้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้น 11.5% แต่มูลค่าพุ่งถึง 79.3%

ข่าวดีคือเดือนกันยายนเวียดนามเกินดุลการค้าเป็นเดือนแรกของปีที่ 1,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.25 หมื่นล้านบาท) โดยส่งออกเพิ่มขึ้น 39.1% เป็น 5.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.99 ล้านล้านบาท) ส่วนนำเข้าเพิ่มขึ้น 45.8% เป็น 5.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.95 ล้านล้านบาท)

สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเวียดนามในช่วงมกราคมถึงกันยายนที่ 1.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.69 ล้านล้านบาท) ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าใหญ่ที่สุดที่ 1.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.28 ล้านล้านบาท)

นักวิเคราะห์เตือนเศรษฐกิจอาจร้อนแรงเกินไป

อีกตัวเลขที่ต้องจับตาคือเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 5.08% จากปีก่อน สูงสุดในรอบ 4 เดือน หลังเคยพุ่งขึ้นถึง 5.6% เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่มกราคม 2020 จากราคาน้ำมันที่สูงท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความต้องการไฟฟ้าที่สูงจากอากาศร้อน

เงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือนอยู่ที่ราว 4.5% ซึ่งแตะเพดานทั้งปีที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 4.5% พอดี

ลอรา ชวาร์ตซ์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านเอเชียของบริษัทข้อมูลความเสี่ยง Verisk Maplecroft ระบุว่าความกังวลเรื่องเศรษฐกิจเวียดนามที่อาจร้อนแรงเกินไปกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่า “ปัญหาไฟฟ้าที่อาจไม่พอใช้ในระยะสั้นและระยะกลางก็จะเป็นความท้าทายสำคัญเช่นกัน”

ด้าน ADB มองว่าแนวโน้มการเติบโตระยะสั้นของเวียดนามยังแข็งแกร่ง จากภาคการผลิตที่ขยายตัวต่อเนื่อง, การบริโภคในประเทศที่คึกคัก และเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าต่อเนื่อง

แต่ในระยะยาว ADB เตือนว่าความต้องการทั่วโลกที่อ่อนแอลงและความไม่แน่นอนจากภายนอกที่สูงขึ้นอาจถ่วงการเติบโต ขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและสภาพการเงินโลกที่ตึงตัวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าเงิน

อีกสัญญาณที่น่าสังเกตคือในช่วง 9 เดือน มีธุรกิจที่จดทะเบียนใหม่หรือกลับมาดำเนินการราว 223,900 ราย ลดลง 3.2% ขณะที่ธุรกิจที่ปิดกิจการเสร็จสิ้นมีมากกว่า 48,700 ราย เพิ่มขึ้นถึง 118.8%

สำหรับช่วงที่เหลือของปี สำนักงานสถิติแนะนำให้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ, แก้ปัญหาคอขวดในการผลิต, ช่วยธุรกิจในประเทศเพิ่มศักยภาพการส่งออก และกระตุ้นการบริโภค พร้อมติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, ราคาน้ำมัน, ต้นทุนขนส่ง และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ภาพ :Passengerslover / Shutterstock

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.50 บาท ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...