ศาลไม่ให้ประกัน ‘อัจฉริยะ’ คดีฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง
ศาลอาญายกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว “อัจฉริยะ” หลังตำรวจไซเบอร์หิ้วฝากขัง ค้านประกัน ชี้เส้นทางการเงินเชื่อมโยงเครือข่ายใหญ่ ศาลระบุพฤติการณ์ไม่เกรงกลัวกฎหมาย เชื่อหากปล่อยอาจหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือก่อความเสียหายต่อการสอบสวน
5 ตุลาคม 2569 - ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน บก.สอท.1 นำตัวนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ อายุ 59 ปี ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 5926/2569 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 5-16 ตุลาคม 2569
นายอัจฉริยะถูกกล่าวหาในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต
คดีนี้สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาว่า นายอัจฉริยะมีพฤติการณ์ใช้บัญชีเงินฝากของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมที่เปิดรับบริจาค ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวไปเล่นพนันมวย มีเงินทุนหมุนเวียนรวมประมาณ 360 ล้านบาท
พนักงานสอบสวนระบุเหตุผลในการขอฝากขังว่า ยังต้องสอบปากคำพยาน รอผลตรวจสอบประวัติอาชญากร รอผลตรวจพิสูจน์หลักฐานต่างๆ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและรายละเอียดอื่นที่เกี่ยวข้อง
ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากคดีมีข้อหาฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ มีมูลค่าความเสียหายและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายใหญ่ เกรงว่าหากได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือส่งผลกระทบต่อรูปคดีซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผล
ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขัง
ต่อมาทนายความของนายอัจฉริยะยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน
ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้องฝากขังแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวย โดยกลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์แบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด
ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชีส่วนตัวและบัญชีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นบัญชีรับบริจาค ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีเงินหมุนเวียนในระบบ และมีเงินโอนเข้าหรือโอนออกจำนวนมาก พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเป็นเรื่องร้ายแรง
ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว โดยอ้างว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ข่มขู่ผู้เสียหายหรือพยาน และอาจยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ทำให้ยากต่อการสืบสวนติดตาม
ศาลเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จึงมีคำสั่งยกคำร้อง.