รู้จักภาวะ ‘เครียดลงพุง’ ความเครียดทำไขมันสะสมในช่องท้อง
เอ๊ะทำไม ?? พยายามคุมอาหารอย่างเข้มงวด ออกกำลังกายอย่างหนัก ยังมีพุง เรื่องนี้อาจเป็นเพราะ"เครียดลงพุง" (Stress Belly) ปัญหาจากระบบเผาผลาญ เกิดภาวะร่างกายสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องมากกว่าปกติ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกินปริมาณมากเกินไป แต่เป็นผลมาจากความเครียดเรื้อรังและการพักผ่อนน้อยที่กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามากเกินไป ส่งผลให้ระบบเผาผลาญรวนและเกิดการสะสมไขมันช่องท้อง
ฮอร์โมน "คอร์ติซอล" ทำให้ลงพุง เพราะเมื่อเข้าภาวะเครียดเพราะฮอร์โมน กลไกการกักเก็บไขมันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเกิดความเครียด ไม่ว่าจะเครียดจากการทำงานหนัก คิดงานไม่ออก หรือแม้แต่การอดนอน สมองจะรับรู้ว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตราย และสั่งให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมน ‘คอร์ติซอล (Cortisol)’ ออกมาสูงปรี๊ดเพื่อเตรียมพร้อมสู้หรือหนี ทำให้เกิดอาการโหยหาของหวานและแป้ง ระดับคอร์ติซอลที่สูงจะไปสั่งการสมองให้ต้องการพลังงานด่วนๆ ทำให้เราเกิดอาการโหยของหวาน น้ำชง แป้ง หรือน้ำตาล มากกว่าปกติแบบควบคุมตัวเองไม่ได้
เมื่อเรากินของหวานตามที่สมองสั่ง ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่ง กระตุ้นให้ตับอ่อนต้องหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อเก็บกวาดน้ำตาล เมื่ออินซูลินและคอร์ติซอลจับมือกันทำงานในระดับที่สูง ร่างกายจะถูกสั่งให้ล็อกพลังงานเหล่านั้นไปสะสมไว้ที่หน้าท้อง เพราะเป็นจุดที่ดึงมาใช้งานได้เร็วที่สุดในยามฉุกเฉิน ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ คอร์ติซอลจะสั่งสลายมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเตาเผาพลังงานหลักทิ้งไป ทำให้อัตราการเผาผลาญพังลงอย่างถาวร
เครียดลงพุง คือสัญญาณเตือนว่าระบบภายในร่างกายกำลังรวน หากปล่อยไขมันช่องท้องสะสมไว้เป็นเวลานาน อาจพ่วงโรคแฝงอันตรายมาด้วย เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน เมื่ออินซูลินสูงตลอดเวลา เซลล์จะเริ่มดื้อและนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ทำให้เสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เครียดลงกระเพาะและลำไส้แปรปรวน กรดในกระเพาะหลั่งผิดปกติ ทำให้เกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องผูกสลับท้องเสีย มีปัญหาความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ไขมันในช่องท้องจะหลั่งสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและหัวใจ ตับต้องรับภาระหนักในการจัดการน้ำตาลส่วนเกินจนกลายเป็นไขมันพอกตับ คอร์ติซอลที่หลั่งผิดเวลาทำให้ร่างกายตื่นตัวตอนกลางคืน นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
หากรู้ตัวว่ากำลังเผชิญภาวะพุงเครียด หรือเครียดลงพุง การแก้ปัญหาด้วยวิธีลดน้ำหนักแบบเดิมๆ อย่างการอดอาหาร หรือโหมออกกำลังกายหนักๆ จะยิ่งทำให้คอร์ติซอลพุ่งสูงขึ้นและแย่ลงกว่าเดิม วิธีแก้ที่ถูกต้องคือการ ‘ฟื้นฟูสมดุลฮอร์โมน’ โดยเลิกอดอาหาร และเน้นโปรตีน เพราะยิ่งอดยิ่งเครียด ควรเปลี่ยนมากินอาหารให้ครบมื้อ เน้นโปรตีนไขมันต่ำ (ปลา อกไก่ ถั่ว) ไขมันดี (อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง) และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
ออกกำลังกายแบบพอดี งดการวิ่งมาราธอน หรือการทำ HIIT หนักๆ ทุกวัน เพราะจะยิ่งกระตุ้นความเครียดให้ร่างกาย ลองสลับมาทำโยคะ พิลาทิส ว่ายน้ำ หรือเวทเทรนนิ่งเบาๆ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อและผ่อนคลายจิตใจ
จัดการความเครียดเชิงรุก หาเวลาพักผ่อนสมองระหว่างวัน เช่น การทำสมาธิ เดินเล่นรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้า หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ เพื่อกดปุ่มปิดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด
นอนหลับให้สนิท หัวใจสำคัญของการลดความอ้วนคือการนอน ควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และเข้านอนก่อนเที่ยงคืน เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาซ่อมแซมและเบิร์นไขมัน
หากปรับพฤติกรรมแล้วพุงยังไม่ยุบ แนะนำให้เข้ามาเจาะเลือดตรวจวัดระดับฮอร์โมนและระบบเผาผลาญกับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อหาแนวทางการรักษา ปรับสมดุล หรือจัดการกับโรคแฝงได้อย่างตรงจุด
(ขอบพระคุณข้อมูลจากเว็บไซด์ โรงพยาบาลวิมุต)