โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชนชั้นปกครองของสหรัฐอเมริกา ฆ่าคนไปเท่าไหร่แล้ว? (12)

สยามรัฐ

อัพเดต 58 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถาพร ศรีสัจจัง

“ยุทธการลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น” (Battle of Little Bighorn) หรืออาจเรียกตาม “เจตนา” ของยุทธการได้ว่า “สงครามที่ลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น” ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน ค.ศ.1876 (150 ปีก่อน) ถือเป็นสงครามสำคัญครั้งสุดท้ายระหว่างกองกำลังพันธมิตร “อินเดียนแดง” กับกองกำลังของรัฐบาลอเมริกา ผู้ “ตั้งใจ” เข้าไปรุกรานชนเผ่าพื้นเมืองเจ้าของดินแดนบนที่ราบกว้างใหญ่ริมแม่น้ำมิสซิสซิปปีฝั่งตะวันออก—คือชนเผ่า “อินเดียนแดง” ทั้งหลาย

เป้าหมายหลักของรัฐบาลอเมริกายุกบุกเบิกตั้งประเทศ ก็คือการยึดครองดินแดนเป็นของตนเพื่อขยายอาณาจักรไปให้จรดฝั่งมหาสมุทรด้านตะวันตก โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา ถึงขนาดอ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า (God) ที่ต้องการให้รัฐบาลอเมริกาทำเช่นนี้ เพื่อ “ทำให้คนป่าเถื่อน (หมายถึงชนพื้นเมืองเดิม) ได้มีอารยะ”—หรืออะไรทำนองนั้นก็มี!

“ยุทธการลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น” จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับอัปลักษณ์ของกองกำลังรัฐบาลอเมริกา หนักหนากว่าเมื่อครั้ง “สงครามเมฆแดง” ที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1866-1868 ก่อนหน้านั้นเสียอีก

ใน “สงครามเมฆแดง” (เรียกว่า “สงครามเมฆแดง” เพราะผู้บัญชาการรบสูงสุดของอินเดียนแดงครั้งนั้นมีฉายาว่า “เมฆแดง”) ช่วงต้น คือในปี ค.ศ.1866 “เจ้าม้าคลั่ง” หรือ “Crazy Horse” ผู้นำนักรบหนุ่มที่ชาญฉลาดที่สุด ได้นำกองกำลังอินเดียนแดงล่อหลอกและล้อมบดขยี้กองกำลังทหารอเมริกันภายใต้การนำของร้อยเอกวิลเลียม เจ. เฟทเทอร์แมน รวม 81 นายตายเกลี้ยง ภายในเวลาเพียงประมาณ 45 นาที

“ยุทธการเฟทเทอร์แมน” นี้เองที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายรัฐบาลอเมริกาต่อนักรบอินเดียนแดง จนต้องยอมแพ้และยอมลงนามใน “สนธิสัญญาฟอร์ต ลารามี” (Treaty of Fort Laramie) อันเป็นเหตุให้รัฐบาลอเมริกันตระบัดสัตย์ไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวในภายหลัง

เพราะความต้องการขยายดินแดนมาแต่เดิม และความโลภที่เกิดจากความต้องการปล้นสดมภ์สินแร่ทองคำจาก “เทือกเขาแบล็กฮิลส์”—ซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของอินเดียนแดงเผ่าซู จนก่อให้เกิด “ยุทธการลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น” สงครามเพื่อ “ศักดิ์ศรี” ครั้งสำคัญของเจ้าของดินแดนเดิมคืออินเดียนแดงในเวลาต่อมา (ค.ศ.1876)

ข้อมูลจากหลักฐานประวัติศาสตร์อเมริกันบอกเราว่า “ยุทธการลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น” (เพราะทำการรบกันที่บริเวณหุบเขาริมแม่น้ำชื่อ ’ลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น‘) มีชื่อที่สำคัญ (Big names) เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์หลายชื่อด้วยกัน

ฝ่ายกองกำลังรัฐบาลอเมริกันมีผู้บัญชาการคนสำคัญที่ระบือลือนาม (เพราะเป็นมือปราบอินเดียนแดงที่ลือชื่อมาก่อน) คือนายพันโทจอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ (Lieutenant Colonel George Armstrong Custer) ผู้บัญชาการกรมทหารม้าที่ 7

ฝ่ายอินเดียนแดง—ผู้บัญชาการอาวุโสคือ “ซิทติ้ง บูลล์” (Sitting Bull) และมีหัวหน้านักรบปฏิบัติการคนสำคัญคือ “เครซี่ ฮอส” เจ้าม้าคลั่งหนุ่มผู้ชาญฉลาดเชิงยุทธการคนเก่าแห่ง “ยุทธการเฟทเทอร์แมน” และ “กอลล์” (Gall) นักรบหนุ่มอีกคน เป็นต้น

พูดถึง “คัสเตอร์ผมยาว” (Long Hair Custer) หรือ “คัสเตอร์หัวเหลือง” (Yellow Hair Custer) ที่ชาวอินเดียนแดงใช้เรียกพันโทจอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ ผู้บัญชาการกรมทหารม้าที่ ๗ ของรัฐบาลอเมริกัน—กันก่อน

พันโทจอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ เป็นนายทหารที่ผ่านสงครามกลางเมืองอเมริกัน (American Civil War, ค.ศ.1861-1865) มาอย่างโชกโชน ในสงครามกลางเมืองอเมริกันครั้งนั้น เขาสังกัดอยู่ฝ่าย “สหภาพ” (Union) หรือฝ่ายเหนือ

เขาเป็นนักรบที่โดดเด่นและก้าวหน้าเร็วมาก ได้รับการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทอย่างสำคัญในหลายสมรภูมิ เช่น ยุทธการที่เกตตีสเบิร์ก (Battle of Gettysburg) ในปี ค.ศ.1863

แต่ปฏิบัติการที่ส่งให้เขามีชื่อเสียงครั้งแรกคือ “ยุทธการมานาสซาสครั้งแรก” (First Battle of Manassas) ในปี ค.ศ.1861

ทหารม้าภายใต้การบังคับบัญชาของเขามีส่วนสำคัญในการตัดเส้นทางการถอยทัพของพลเอกโรเบิร์ต อี. ลี (Robert E. Lee) แม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้ และเขาเป็นผู้บัญชาการทหารคนหนึ่งที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ตอนที่ฝ่ายใต้ประกาศยอมจำนนที่ ‘แอปโปแมตทอกซ์’ (Appomattox) ในเดือนเมษายน ค.ศ.1865

ในช่วงสงครามกลางเมือง คัสเตอร์เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงยศเป็น “พลตรี” (Brevet Major General) แต่หลังสงครามเมื่อยังยืนยันการเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของรัฐ เขากลับได้รับยศถาวรเป็นเพียง “นายพันโท” (Lieutenant Colonel) เท่านั้น!!!

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...