โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกรัฐมนตรี คอนเฟอร์เรนซ์บัญชาการน้ำท่วม จากสิงคโปร์ กำชับ 8 ข้อสั่งการ รับมือฝนตกหนักระลอกใหม่

สวพ.FM91

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรี คอนเฟอร์เรนซ์บัญชาการน้ำท่วม จากสิงคโปร์ กำชับ 8 ข้อสั่งการ รับมือฝนตกหนักระลอกใหม่ ย้ำให้ทุกหน่วยบูรณาการ เร่งเคลียร์ทางน้ำ คุมเข้มโรคระบาด กำจัดซากสัตว์ พร้อมจ่ายเงินเยียวยาทันทีไม่ต้องรอน้ำลด
วันนี้ (8 ต.ค. 69) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านระบบ Video Conference จากสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ถ.ออร์ชาร์ด ประเทศสิงคโปร์
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เป็นวันที่ 9 แล้ว สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันฝนในพื้นที่ตอนบนของประเทศนั้นมีแนวโน้มลดลง แต่ทางกรมอุตุนิยมวิทยายังคงแจ้งเตือนว่าในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค. 69 ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคใต้ อาจมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันเร่งวางแผนการระบายน้ำเพื่อเตรียมพื้นที่รับน้ำ รวมทั้งแจ้งซักซ้อมความเข้าใจกับประชาชนก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะมาถึง
"ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้จัดทำแผนที่จุดที่จะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก เพื่อให้ประชาชนสามารถดูและเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงขอให้ ปภ. นำข้อมูลดังกล่าวไปเน้นย้ำให้กับประชาชนในพื้นที่สำคัญอย่างทั่วถึง ตลอดจนให้นำข้อมูลระบบ "Nowcast" ซึ่งได้ขอให้มีการปรับรูปแบบเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในวงกว้าง มาพิจารณาร่วมด้วย เปรียบเสมือนส่วนขยายการพยากรณ์อากาศ ที่จะช่วยกระชับช่วงเวลาการแจ้งเตือนภัยได้" นายอนุทิน กล่าว
.
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกันอย่างรอบด้าน ซึ่งจะช่วยให้การประเมินสถานการณ์มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น หากพื้นที่ได้ประเมินแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มที่น้ำจะท่วมสูง ขอให้เตรียมการอพยพประชาชนล่วงหน้า โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และต้องพยายามสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความเสี่ยง เพื่อให้สามารถคาดการณ์และบริหารจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงเพื่อเร่งระบายน้ำโดยด่วน ตลอดจนในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ โดยขอให้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและทำความเข้าใจกับแผนการต่าง ๆ รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและบุคลากรให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ หากต้องการรับการสนับสนุนให้แจ้งต่อที่ประชุม บกปภ.ช. ซึ่งมีการจัดประชุมเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานได้อย่างทันท่วงที
.
"เรื่องการดูแลประชาชนในพื้นที่ศูนย์พักพิง ขอเน้นย้ำให้กระทรวงสาธารณสุขแยกผู้กลุ่มผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ พร้อมส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลตามลำดับขั้น ทั้งระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิอย่างเป็นระบบ การนำกลุ่มเปราะบางมารวมไว้ในศูนย์พักพิงร่วมกับประชาชนทั่วไปนั้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ สร้างความยากลำบากต่อการปฏิบัติงาน และด้านสุขอนามัย ขอให้ดำเนินการบริหารจัดการเพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานเพื่อรับมือกับมวลน้ำที่คาดว่าจะหลากเข้ามาอีกในระลอกต่อไป" นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำ

ในช่วงท้ายการประชุม นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานและทุกจังหวัด ดำเนินการ 8 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1) ด้านสาธารณสุข กำชับกระทรวงสาธารณสุขให้เตรียมการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพและการติดเชื้อที่มักเกิดขึ้นในช่วงน้ำลด

2) การจัดการซากสัตว์ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกำจัดซากสัตว์ให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลและหลักวิชาการ

3) การควบคุมโรคระบาดและสิ่งแวดล้อม กำหนดแนวทางเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเพิ่มเติม

4) การรับมือฝนตกหนักเฉียบพลัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามประเมินสถานการณ์ฝนตกหนักใน 3-6 ชั่วโมงข้างหน้าอย่างใกล้ชิด และกำชับชุดปฏิบัติการให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที
5) การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ เร่งรัดสำรวจและแก้ไขปัญหาหรือสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้ระบบสามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6) การเตรียมรับมือในพื้นที่ภาคใต้ ให้แต่ละจังหวัดประเมินพื้นที่เสี่ยง ปรับปรุงระบบระบายน้ำ เตรียมทรัพยากร และบูรณาการความร่วมมือระหว่างพื้นที่เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน

7) การอพยพและจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม เตรียมแผนอพยพ แจ้งเตือนประชาชน ประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉิน รายงานผลต่อส่วนกลาง และจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ

และ 8.) การเร่งรัดจ่ายเงินเยียวยา ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและ กทม. ต้องจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเร่งสำรวจครัวเรือน และทยอยส่งรายชื่อผู้ประสบภัยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อโอนเงินเยียวยาทันทีโดยไม่ต้องรอให้น้ำลดทั้งหมด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...