กทม. หนีไม่พ้น 'วิกฤตน้ำท่วม' สัญญาณเตือน ‘โลกร้อน-เมืองทรุด’
เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) และปัจจัยทางกายภาพของเมืองหลวงอย่างชัดเจน โดยฝนที่ตกหนักสะสมเกือบ 300 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง คิดเป็นปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ระบบระบายน้ำของเมืองเกินขีดความสามารถที่จะรองรับได้ เกิดน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง ทางการต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ และมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย ขณะที่ประชาชนอีกหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่
อะไรเป็นสาเหตุให้ฝนตกหนักขนาดนี้
ต้นเหตุของฝนตกหนักผิดปกติครั้งนี้ เกิดจากระบบความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนตัวช้าและหยุดนิ่งปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ยาวนานถึง 3 วัน ผสานกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในอ่าวไทยที่สูงขึ้นแตะระดับ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติหลายองศา มวลความร้อนและไอน้ำมหาศาลจากทะเลจึงช่วยเติมพลังงานให้กลุ่มเมฆฝนฟูฟ่องและปลดปล่อยน้ำฝนลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยนักวิทยาศาสตร์พบร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเด่นชัด เนื่องจากบรรยากาศที่ร้อนขึ้นสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ส่งผลให้วันที่มีฝนตกหนักในกรุงเทพฯ มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น 6-12 มิลลิเมตรในทุกๆ สิบปี
ทำไมกรุงเทพจึงเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม
นอกเหนือจากปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะภูมิประเทศและโครงสร้างเมืองของกรุงเทพฯ ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เมืองเสี่ยงต่ออุทกภัยร้ายแรง โดยกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยา และเผชิญปัญหาการทรุดตัวของชั้นดินจากการสูบน้ำบาดาลมาหลายทศวรรษ แม้ปัจจุบันอัตราการทรุดตัวจะลดลงเหลือ 2-3 เซนติเมตรต่อปี แต่เมื่อรวมกับสภาวะระดับน้ำทะเลปานกลางที่สูงขึ้น ทำให้การระบายน้ำท่วมลงสู่ระบบอ่าวไทยทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการแทนที่พื้นที่ดินร่วนซุยด้วยผืนคอนกรีตในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ยังส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลบ่าบนพื้นผิวเพิ่มขึ้นถึง 25% ในช่วงฝนตกหนัก
กรุงเทพหนีไม่พ้นปัญหาน้ำท่วม
เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ แบบเดิมซึ่งออกแบบไว้สำหรับรับมือฝนตกหนักระยะสั้น ไม่เพียงพอสำหรับการรับมือกับพายุฝนสุดขั้วในอนาคตอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอแนะให้เร่งปรับปรุงผังเมืองโดยเน้นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เพิ่มพื้นที่ซึมน้ำ และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีความแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อป้องกันความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากปัจจัยทั้งด้านภูมิอากาศ ภูมิศาสตร์ และการเติบโตของเมืองได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า กรุงเทพฯ จะต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงเช่นนี้อีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้