โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ตร.ไซเบอร์ทลายเพจขายบัตรขูดแอบอ้างชื่อ "หลวงปู่ศิลา" หลอกลูกค้าผ่านการปลุกเสก ฟันรายได้กว่า 30 ล้าน

สวพ.FM91

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตร.ไซเบอร์ทลายเพจขายบัตรขูดแอบอ้างชื่อ "หลวงปู่ศิลา" หลอกลูกค้าผ่านการปลุกเสก ฟันรายได้กว่า 30 ล้าน

วันที่ 17 ต.ค. 69 เวลา 09.00 น. ณ บก.สอท.3 อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.สอท.3 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวกรณี ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย หลังเปิดเพจ “บัตรขูด หลวงปู่ศิลา 99 V.3” จำหน่ายบัตรมงคลแบบขูดตัวเลข แอบอ้างชื่อและหลอกลูกค้าว่าผ่านการปลุกเสกจากหลวงปู่ศิลาด้วยตนเอง พบทำมานานแล้วกว่า 3 ปี มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนหลายรายว่ามีเพจเฟซบุ๊กบัญชีหนึ่ง ได้แอบอ้างชื่อ “หลวงปู่ศิลา” จำหน่ายบัตรมงคลสำหรับขูดตัวเลขเอาไปลุ้นรางวัล จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.สอท.3 มอบหมาย พ.ต.อ.อรุณณพันธ์ วานิช์ชานันท์ ผกก.1 บก.สอท.3 นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนกรณีดังกล่าว

จากการตรวจสอบ พบบัญชีเฟซบุ๊กเพจชื่อ “บัตรขูด หลวงปู่ศิลา 99 V.3” มีจำนวนยอดผู้ติดตามเกือบ 1 หมื่นคน ได้โพสต์จำหน่ายบัตรมงคลที่มีภาพ “พระเทพวัชรธรรมโสภณ หรือ หลวงปู่ศิลา สิริจันโท” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพระเกจิชื่อดังที่มีประชาชนให้ความเคารพศรัทธาจำนวนมาก โดยบัตรมงคลดังกล่าวจะถูกเคลือบแถบฟอยล์ทึบแสงไว้ด้านบน เพื่อใช้ปิดบังตัวเลข ต้องใช้เหรียญหรือวัสดุขูดออกเพื่อเปิดดูตัวเลขก่อนนำไปลุ้นรางวัลภายหลัง เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน หวยต่างประเทศ และอื่นๆ และยังมีการแอบอ้างว่าหลวงปู่ศิลาได้ทำพิธีปลุกเสกบัตรขูดดังกล่าวด้วยตนเองด้วย ซึ่งทางวัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์ ไม่ได้อนุญาตให้เพจดังกล่าวนำภาพหลวงปู่ศิลาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และไม่ได้มีการทำพิธีปลุกเสกบัตรขูดดังกล่าวจริงแต่อย่างใด

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเพจดังกล่าวได้ใช้บัญชีธนาคารนิติบุคคลเป็นชื่อบริษัทแห่งหนึ่งในการรับโอนเงิน ซึ่งมีรายได้จากการจำหน่ายบัตรขูดดังกล่าวมาแล้วกว่า 3 ปี รวมเป็นเงินจำนวนกว่า 30 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบจนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้รับผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง นำมาสู่การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับและหมายค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้สำเร็จ

โดยล่าสุด พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ นราศรี รอง ผกก.1 บก.สอท.3 และ พ.ต.ท.ศุภณัฎฐ์ เกตุแก้ว สว.กก.1 บก.สอท.3 ได้ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดพร้อมหมายค้น เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ จำนวน 2 จุด ดังนี้

จุดที่ 1 ห้องพักภายในอาคารแห่งหนึ่งใน ซ.ลาดพร้าววังหิน 77 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. สามารถจับกุม ผู้ต้องหาหญิงไทย 2 ราย ซึ่งเป็นแอดมินเพจ “บัตรขูดหลวงปู่ศิลา 99 V.3” พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 17 รายการ อาทิ โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จำนวน 5 เครื่อง กระดาษกล่องพัสดุ จำนวน 150 กล่อง, บัตรขูดหลวงปู่ศิลา กว่า 1,000 ชิ้น รวมทั้งกระดาษแข็งพิมพ์ภาพหลวงปู่ศิลา, กระดาษพิมพ์ลายคล้ายธนบัตรภาพหลวงปู่ศิลา, และสินค้าวัตถุมลคลพิมพ์ภาพหลวงปู่ศิลาอื่นๆ อีกจำนวนมาก

จุดที่ 2 บ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.14 ซ.ลาดพร้าววังหิน 77 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. พบว่าเป็นบ้านพักอาศัยของชายไทยอายุ 36 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของเพจ, กรรมการบริษัท และผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ จ.500/2569 ลงวันที่ 12 ต.ค.69 โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่ บ้านพักในพื้นที่ ม.8 ต.ดงสุวรรณ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา

เบื้องต้นเจ้าตัวให้การภาคเสธ โดยอ้างว่า ตนเองเคยประกอบอาชีพขายเสื้อผ้าออนไลน์ ก่อนเปิดบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจ ต่อมาช่วง พ.ค.69 ได้ซื้อบัตรขูดหลวงปู่ศิลาจากแอปพลิเคชันร้านค้าออนไลน์ ราคาใบละ 30–40 บาท มาขายผ่านเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวในราคาใบละ 99 บาท พร้อมจัดโปรโมชัน และยังจำหน่ายบัตรขูดสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพื่อให้ลูกค้านำตัวเลขไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยไม่ทราบว่าบัตรขูดดังกล่าวได้รับอนุญาตหรือได้รับการปลุกเสกมาจริงหรือไม่

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหา “ร่วมกันหรือสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นปกติธุระ”, “นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น”, “ร่วมกันหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” และ “หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา” ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล เพื่อตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม หากพบการกระทำผิดก็จะนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...