ตามฟอร์ม! หนีไปนอกแล้ว 6 ทลายเครือข่ายฟอกเงิน ‘เบน สมิธ’ ยึด 2.6 หมื่นล้านโยงช้อนหุ้นไทย
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ชั้น 10 อาคารพิทักษ์สันติ ถนนพหลโยธิน ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แถลงผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น ก่อนนำเงินกลับมาแปรสภาพเป็นการถือครองหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยมี พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เป็นประธานในการแถลงข่าว
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ มี พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. และผู้อำนวยการศูนย์ฯ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. และ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. เข้าร่วม โดยเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกับเครือข่ายที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการกระทำความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการขยายผลการสืบสวนคดีฉ้อโกงนักธุรกิจชาวลาวและเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งพบความเชื่อมโยงไปถึงนายเบนจามิน หรือเบน สมิธ โดยมีประวัติถูกทางการนิวซีแลนด์ห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี และเคยถูกศาลอาญาออกหมายจับ พร้อมหมายแดงของตำรวจสากล (Interpol) ตั้งแต่ปี 2559
จากการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีการจัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา เพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งผ่านเงิน โดยมีรูปแบบการดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 ระหว่างปี 2562-2564 ใช้บัญชีธนาคารส่วนตัว บัญชีของญาติ และบัญชีนิติบุคคลในการรับเงิน ช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2565-2566 มีการโอนเงินโดยตรงจากประเทศกัมพูชาเข้าบัญชีของเครือข่ายในประเทศไทย ก่อนส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ และช่วงที่ 3 ระหว่างปี 2567-2568 ธนาคาร B.I.C. มีการโอนเงินเข้าสู่กองทุน CAI ในประเทศสิงคโปร์เป็นมูลค่ากว่าหลายหมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้ซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย ได้แก่ นายเบนจามิน นายยิม หรือยิม เลียก นางสาวแคทรียา นางสาวสุภารัตน์ นายยูจีน นายไคปิง และนายณัฐกร ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน เป็นอั้งยี่ และกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้ต้องหาลำดับที่ 1-6 หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการออกหมายแดงแล้ว ส่วนผู้ต้องหานายณัฐกรได้เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีและเข้าให้การต่อเจ้าหน้าที่แล้วเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด เพื่อตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว โดยตรวจยึดของกลางสำคัญหลายรายการ อาทิ สัญญากู้ยืมเงิน เอกสารเกี่ยวกับกองทุนและสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซี อุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล Ledger รวมถึงคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อประกอบสำนวนคดีและขยายผลการดำเนินคดีต่อไป
ด้านนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า สำนักงาน ปปง. ได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวรวมมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นบริษัทบางจาก VGI และ MFC รวมถึงทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ ได้แก่ เรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝากในบัญชีธนาคาร และที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการโอน ยักย้าย หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
สำหรับแนวทางการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย นายกมลสิษฐ์อธิบายเพิ่มเติมว่า สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการตามมาตรการทางแพ่ง โดยออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะเสนอเรื่องต่อศาลแพ่งเพื่อพิจารณาอนุมัติคำสั่งคุ้มครองสิทธิ์และดำเนินการเฉลี่ยทรัพย์สินคืนให้แก่ผู้เสียหายตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องรอให้คดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน จึงจะสามารถเข้าสู่กระบวนการขอรับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินได้
ขณะที่ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบความผิดปกติเกี่ยวกับหุ้น VGI กรณีการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) แก่กองทุนต่างประเทศจำนวน 3 กลุ่ม รวมมูลค่ากว่า 8,850 ล้านบาท โดยตรวจสอบพบว่าผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงเป็นกลุ่มของนายยิม นางสาวแคทรียา และนางสาวสุภารัตน์ ซึ่งอยู่ภายใต้การวางแผนของนายเบน และมีการถือหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละ 25 โดยไม่ได้รายงานข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด และไม่ได้ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำในลักษณะร่วมกันหรือ Acting in Concert และอาจเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 246 และมาตรา 247 ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน้าที่ในการรายงานการถือหลักทรัพย์และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ทั้งนี้ การตรวจสอบและดำเนินการเป็นไปตามพยานหลักฐานและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เมื่อมีการสอบถามว่า การยึดและอายัดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคดีจะส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนและการซื้อขายหุ้นของประชาชนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ ศ.ดร.พรอนงค์ ยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียนทั้งบางจาก VGI และ MFC ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด โดยการยึดและอายัดทรัพย์สินดำเนินการเฉพาะทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้เป็นการดำเนินการกับบริษัทจดทะเบียนในฐานะผู้กระทำความผิด
ดังนั้น การดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน สภาพคล่อง ผลประกอบการ ตลอดจนการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนทั่วไป ยังคงดำเนินไปได้ตามปกติทุกประการ โดยมาตรการที่ดำเนินการมุ่งเน้นไปที่การจัดการทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมาย ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนทั่วไปหรือการดำเนินงานของบริษัทที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี
ในช่วงท้าย ศ.ดร.พรอนงค์ ได้เน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยว่า การบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. และสำนักงาน ก.ล.ต. ในปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โปร่งใส และเป็นอิสระ โดยไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะมีเครือข่ายที่ซับซ้อนหรือมีอิทธิพลมากเพียงใด ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างจริงจัง
ทั้งนี้ การยกระดับมาตรการปราบปรามและการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการปกป้องตลาดทุนไทย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันซ้ำรอยขึ้นอีกในระยะยาว