‘เอกนิติ’ เตือนลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เสี่ยงเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต
‘เอกนิติ’ เตือนลดภาษีสรรพสามิต เสี่ยงเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่เปิดทางลดภาษีเพื่ออุดหนุน ‘ไบโอฟูเอล’ ประเภท E20 และ B20 จากพืชที่ผลิตโดยเกษตรกรในประเทศ
ประเด็นสำคัญ
- ลดภาษีสรรพสามิน้ำมัน ต้องเหมาะสมกับฐานะการคลัง
- เปิดทางลดภาษีเพื่อหนุน ‘ไบโอฟูเอล’ จากเกษตรกรไทย
- ย้ำพื้นที่การคลังเหลือน้อย ลดภาษีต้องระวัง
วันนี้ (21 กันยายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตือนว่าการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง อาจเสี่ยงเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ หลังราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
ท่ามกลางความเสี่ยงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่อมีสถานะติดลบ 100,000 ล้านบาท แต่ดร.เอกนิติเตือนว่า หากรัฐตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอย่างไม่ระวัง ท้ายสุดแล้วเมื่อรายได้รัฐลดลง แต่หากราคาน้ำมันยังสูงขึ้น ฐานะการคลังก็จะย่ำแย่ลง จนเกิดเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต
“ต่อให้เราลดภาษีสรรพสามิต รายได้ลดลง แต่รายจ่ายเราก็ยังสูงอยู่ สุดท้ายเราต้องไปกู้อยู่ดี” ดร.เอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานกองทุนเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ฐานะกองทุนสุทธิ สิ้นสุด ณ วันที่ 13 กันยายน 2569 อยู่ที่ -87,072 ล้านบาท
ทั้งนี้ East-West Pipeline ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำมันสายสำคัญของซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตีด้วยโดรนจนต้องปิดซ่อมแซมไปเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา และประมาณการว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 3 ถึง 5 สัปดาห์ ในการซ่อมแซม
ด้วยความยาว 745 ไมล์ และมีความจุในการขนส่งน้ำมันมากถึง 5-7 ล้านบาร์เรลต่อวัน คาดว่า การปิดท่อส่งน้ำมันดังกล่าวทำให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกหายไปทันทีราว 4% จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงกลางเดือนกันยายน
ลดภาษีสรรพสามิน้ำมัน ต้องเหมาะสมกับฐานะการคลัง
พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติชี้ว่า วิกฤตพลังงานส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤตพลังงาน เพราะมีเครื่องมือหลายประเทศ
เครื่องมือประเภทที่ 1 ในการรับมือวิกฤตพลังงานคือ ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ซึ่งดร.เอกนิติ ระบุว่า ได้ประสานกับกระทรวงพลังงานแล้ว ว่าหากเครื่องมือที่ 1 ไม่เพียงพอในการรับมือ ก็จะใช้เครื่องมือที่ 2 นั่นคือ ‘การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น’ ซึ่งได้มีการใช้เสริมแล้ว
สำหรับเครื่องมือประเภทที่ 3 คือ ‘การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ โดย ดร.เอกนิติระบุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาใช้เครื่องมือที่ 3 อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติย้ำว่า หากจะใช้เครื่องมือลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ก็ต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับฐานะการคลังด้วย
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ ยืนยันว่าการรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา มีประสิทธิภาพเพียงพอโดยที่ไม่จำเป็นต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งพิสูจน์ได้จากการปรับเพิ่มอันดับเครดิตล่าสุดของ Fitch Ratings จาก ‘เชิงลบ’ (Negative) เป็น ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลที่ดีขึ้น
เปิดทางลดภาษีเพื่อหนุน ‘ไบโอฟูเอล’ จากเกษตรกรไทย
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติไม่ได้ปิดช่องทางไม่ให้มีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเสียทีเดียว แต่ชี้ว่า จะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันในส่วนที่เป็นการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) จากพืชที่ปลูกโดยเกษตรกรไทย เช่น น้ำมันดีเซล B20 จากปาล์มน้ำมัน หรือน้ำมัน E20 ซึ่งใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อย หรือมันสำปะหลัง
“ถ้าเราจะลดภาษีเพื่อไปช่วย เราต้องเอาไปช่วยผลประโยชน์นั้นให้ตกกับเกษตรกรไทย เพราะ E20 คือใช้เอทานอล เอทานอลผลิตมาจากอ้อย ผลิตมาจากมันสำปะหลัง ผลประโยชน์จากการลดภาษีจะต้องตกอยู่กับคนไทย เช่นเดียวกับไบโอดีเซลมาจากน้ำมันปาล์ม ถ้าจะลดภาษี ก็ต้องให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีนั้น ไปช่วยเกษตรกรที่ทำปลูกน้ำมันปาล์ม ที่เอามาผสมเป็นไบโอดีเซล อันนี้ก็เป็นหลักการที่กำลังคุยกันอยู่ครับ” ดร.เอกนิติกล่าว
ย้ำพื้นที่การคลังเหลือน้อย ลดภาษีต้องระวัง
เมื่อถามถึงพื้นที่ทางการคลัง ดร.เอกนิติระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่ในการกู้เงินของภาครัฐมีจำกัด โดยในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ เหลือช่องว่างในการกู้เงินราวกว่า 10,000 ล้านบาท ดังนั้น หากรัฐบาลตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อฐานะการคลัง เพราะการลดภาษีจะทำให้รายได้รัฐลดลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลัง
“ปีงบประมาณ 2569 ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ เรามีรูมในการกู้เงินเหลืออยู่แค่ 10,000 กว่าล้านบาท การไปลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะทำให้เกิดวิกฤตการคลังได้เลย”
ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP อยู่ที่ 67.45% ไม่ไกลจากเพดานซึ่งอยู่ที่ 70% ต่อ GDP
สำหรับปีงบประมาณ 2570 ดร.เอกนิติกล่าวว่า ต้องประเมินพื้นที่ทางการคลังอีกครั้งว่ารัฐบาลมีช่องว่างเพียงใด แต่ในระยะนี้จำเป็นต้องบริหารจัดการเครื่องมือที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับฐานะการคลัง