สกู๊ปหน้า 1 : ถอดปมช็อกโลก สังหารอาเบะ
สกู๊ปหน้า 1 : ถอดปมช็อกโลก สังหารอาเบะ
เหตุการณ์ลอบสังหาร นายชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น วัย 67 ปี ระหว่างการปราศรัยใจกลางเมืองเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นข่าวที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยเหตุผลหลายประการ
หนึ่่งคือ แม้อาเบะจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แต่ อาเบะ นับเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลกมากที่สุดคนหนึ่ง
อาเบะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานมากกว่า 7 ปี สร้างสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
โดยดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2555-2563 ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพ
ชินโสะ อาเบะ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการบริหารงานหลายเรื่อง แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมในฐานะผู้นำที่พาประเทศญี่ปุ่นฟื้นฟูจากเหตุคลื่นยักษ์สึนามิถล่มญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 รวมถึงนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอย่าง อาเบะโนมิกส์ ก็เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ อาเบะยังนำญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงสงครามการค้ากับสหรัฐ และสามารถทำข้อตกลงทางการค้าสำคัญๆ กับสหภาพยุโรป รวมถึงกับจีนได้ด้วย
ภาพจำของคนทั่วโลกที่มีกับอาเบะ ยังรวมไปถึงวงการกีฬาในฐานะบุคคลสำคัญที่ทำให้ กรุงโตเกียว ได้สิทธิเป็นเจ้าภาพมหกรรม กีฬาโอลิมปิก ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา
ภาพอาเบะแต่งตัวเป็น ซุปเปอร์มาริโอ้ คาแร็กเตอร์ในเกมชื่อดังรับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกที่ริโอเกมส์ ในเมืองริโอเดอจาเนโร เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ก็เป็นภาพที่คนทั่วโลกจดจำได้เป็นอย่างดี
อีกเหตุผลที่สร้างความตกตะลึงไปทั้งโลก ก็คือ เหตุลอบสังหารอันโหดร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่อาชญากรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนับเฉพาะอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับปืนด้วยแล้วยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะกฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวด
ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นพลเรือนไม่มีสิทธิครอบครองอาวุธปืน โดยจะอนุญาตให้เฉพาะนักล่าสัตว์ที่มีใบอนุญาตเท่านั้นที่สามารถครอบครองปืนไรเฟิลได้ นอกจากนี้ ผู้ครอบครองปืนต้องผ่านกระบวนการละเอียดยิบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับการฝึกอบรม ผ่านการสอบข้อเขียน ผ่านการประเมินสุขภาพจิตและตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างละเอียดด้วย
ส่วนใหญ่ความรุนแรงจากอาวุธปืนในญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นกับกลุ่มอาชญากรรมอันโด่งดังอย่างแก๊งยากูซ่า อย่างไรก็ตาม แก๊งยากูซ่าเองก็มักจะไม่เข้ามายุ่งกับคนทั่วไป และจะหลีกเลี่ยงที่จะใช้ปืนจริง เนื่องจากตามกฎหมายที่เข้มงวด
การครอบครองปืนโดยผิดกฎหมายในญี่ปุ่นมีโทษจำคุกหนักถึง 10 ปี หรือหากครอบครองปืนมากกว่า 1 กระบอก โทษจะสูงขึ้นเป็นจำคุก15 ปี โดยโทษจะทวีคูณไปเมื่อพบเครื่องกระสุนที่ใช้ด้วยกันได้
โทษจะรุนแรงถึงขั้น จำคุกตลอดชีวิต ได้หากใครก็ตามชักปืนออกมาในรถไฟ รถบัสหรือสถานที่สาธารณะ นั่นส่งผลให้ยากูซ่า เลือกที่จะใช้ ปืนของเล่น ในการก่อเหตุมากกว่า ซึ่งคดีลักษณะนี้อาจมีโทษจำคุกเพียง 2-3 ปีเท่านั้น
นั่นส่งผลให้ญี่ปุ่นมีเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนน้อยมากๆ โดยเฉลี่ยมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับปืนในแต่ละปีเพียง 10 คดีเท่านั้น ขณะที่ในปี 2560 มีคนเสียชีวิตจากปืนเพียงแค่ 3 ราย
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดเหตุฆาตกรรมที่สร้างความสลดใจเป็นครั้งแรก ในปี 2559 เคยเกิดเหตุสังหารหมู่ที่สถานพักฟื้นผู้ป่วยทางจิตส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 19 ราย
แต่ผู้ก่อเหตุก็ไม่ได้ใช้ปืน แต่ใช้เพียงแค่ มีด เท่านั้น!
หากมองย้อนไปถึงการลอบทำร้ายนักการเมืองนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมากนักเช่นกัน ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นชนิดนับครั้งได้
โดยเหตุที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 เมื่อนายกเทศมนตรีเมืองนางาซากิถูกยิงเสียชีวิตโดยแก๊งอาชญากรรมกลุ่มหนึ่ง และเหตุการณ์ดังกล่าวก็นำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวดตามมานับตั้งแต่นั้น
นอกจากนี้ เหตุการณ์ลอบสังหารบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองของญี่ปุ่นก็เคยเกิดขึ้นเช่นกันย้อนไปในปี 2503 เมื่อนายอิเนจิโระ อาซานุมะ ผู้นำพรรคสังคมนิยม ถูกคนร้ายผู้มีแนวคิดทางการเมืองขวาจัดใช้ ดาบซามูไร บุกแทงที่หน้าท้องจนเสียชีวิตสยดสยอง
ขณะที่เหตุการณ์ที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยถูกสังหารนั้นต้องย้อนกลับไปถึง 86 ปีที่ลัทธิทหารนิยมเฟื่องฟูในญี่ปุ่นก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น
เหตุลอบสังหารนายอาเบะในครั้งนี้ ยังคงมีคำถามตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจที่แท้จริงของผู้ก่อเหตุ ซึ่งข้อมูลล่าสุดระบุว่า เป็นอดีตเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น หรือหมายถึงเป็นทหารญี่ปุ่นที่เคยประจำการในกองทัพเรือเป็นเวลา 3 ปี
แรงจูงใจในการก่อเหตุของมือปืนระบุว่าเป็นความไม่พอใจที่มีต่อนายอาเบะ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการก่อเหตุของคนที่โกรธแค้นจากเรื่องอะไรบางอย่าง
รวมไปถึงคำถามเกี่ยวกับอาวุธ ปืนประดิษฐ์ ปืนที่ประกอบขึ้นเองอย่างหยาบๆ ด้วยท่อเหล็กที่พันเข้าไว้ด้วยกันกับเทปกาวสีดำแต่สะท้อนความเข้าใจการทำงานของอาวุธ มีที่มาที่ไปอย่างไรก็ยังคงต้องรอคำตอบต่อไป
สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ การรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญอย่างนักการเมือง จะเป็นประเด็นใหญ่มากขึ้น ขณะที่นักการเมืองจะต้องสนใจประเมินอารมณ์ความนึกคิดของผู้รับผลกระทบจากนโยบายและการตัดสินใจมากขึ้น
เพื่อป้องกันและควบคุมการใช้ความรุนแรงกับบุคคลทางการเมือง