โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์’ ความหวังไขความลับ ‘จักรวาล’

The Bangkok Insight

อัพเดต 15 ก.ค. 2565 เวลา 02.34 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2565 เวลา 02.33 น. • The Bangkok Insight

ทำความรู้จัก กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ความหวังเปิดความลึกลับระบบสุริยะ หลังส่งภาพชุดแรกจากส่วนลึกของจักรวาลมาให้ชาวโลกได้ตื่นตาตื่นใจ

สร้างความตื่นเต้นได้อย่างมากมาย สำหรับภาพชุดแรกจาก กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่ถ่ายภาพของ SMACS 0723 เป็นกระจุกกาแล็กซีมวลขนาดมหึมา และนับเป็นภาพอินฟราเรดที่ลึกและคมชัดที่สุดของจักรวาลไกลโพ้นเท่าที่มนุษย์เคยถ่ายได้

ทำความรู้จัก กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope; JWST) เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือขององค์การนาซา องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) มีเป้าหมายเพื่อสืบทอดภารกิจของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ในการปฎิบัติการด้านฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ ของนาซา

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2564 เพื่อสังเกตภาพ และจับภาพในช่วงคลื่นอินฟราเรด ด้วยความคมชัดและความไวแสงมากกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

นอกจากนี้ มันยังสามารถสังเกตวัตถุและเหตุการณ์ที่ห่างไกลในเอกภพได้ด้วย เช่น การกำเนิดและวิวัฒนาการของดาราจักร และลักษณะชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบ เป็นต้น

องค์ประกอบของกล้องโทรทรรศน์รับแสง เป็นกระจกสะท้อนหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย กระจกเบริลเลียมเคลือบทองทรงหกเหลี่ยม 18 ส่วน ประกอบกัน เพื่อสร้างกระจกเส้นผ่านศูนย์กลาง 6.5 m (21 ft) ซึ่งใหญ่กว่ากระจกสะท้อนหลักของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขนาด 2.4 m (7 ft 10 in) อย่างมาก และมีพื้นที่รับแสง 25.4 m2 (273 sq ft) มากกว่าพื้นที่ของกล้องฮับเบิลถึงหกเท่า

การทำงานของ เจมส์ เวบบ์ จะสังเกตการณ์ในช่วงคลื่นแสงที่มองเห็นได้ไป จนถึงคลื่นอินฟราเรดกลาง (0.6 to 28.3 μm) ซึ่งต่างจากฮับเบิล ซึ่งสังเกตการณ์ตั้งแต่คลื่นใกล้อัลตราไวโอเลต คลื่นแสงที่มองเห็นได้ และคลื่นใกล้อินฟราเรด (0.1 to 1 μm) ทำให้เจมส์ เวบบ์ สามารถเห็นวัตถุได้ไกลเกินกว่าที่ฮับเบิลจะมองเห็นได้

สำหรับตัวกล้องโทรทรรศน์จะต้องถูกรักษาไว้ในสภาพเย็นจัด เพื่อที่จะสามารถสังเกตการณ์เคลื่อนอินฟราเรดได้ด้วยไม่มีการรบกวน มันจึงจะถูกปล่อยไปยังบริเวณจุดลากร็องฌ์ที่ 2 ระหว่างดาวโลก-ดวงอาทิตย์ ประมาณ 1.5 ล้าน กิโลเมตร (930,000 ไมล์) จากโลก (0.01 au – 3.9 เท่าระยะทางจากโลกสู่ดวงจันทร์)

นอกจากนี้ ยังมีฉากกันแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ผลิตด้วยซิลิคอน และแคปตอนเคลือบอะลูมิเนียม เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิของกระจกรับแสง และเครื่องมือวัดให้ต่ำกว่า 50 K (−223 °C; −370 °F)

ส่วนชื่อของ กล้องโทรทรรศน์ ถูกตั้งชื่อตาม เจมส์ อี. เวบบ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารองค์การนาซาตั้งแต่ปี 2504 ถึง 2511 และเป็นบุคคลสำคัญในโครงการอะพอลโล

ย้อนรอยการพัฒนา เจมส์ เวบบ์

การพัฒนา เจมส์ เวบบ์ เริ่มต้นขึ้นในปี 2539 สำหรับการปล่อยที่แรกเริ่มวางแผนไว้ในปี 2550 และใช้งบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้เกิดการล้าช้าและค่าใช้จ่ายสูงกว่างบประมาณอยู่หลายครั้ง เช่น การออกแบบใหม่ในปี 2548 ฉากกันแสงอาทิตย์ขาดระหว่างการทดสอบการกาง การระบาดทั่วของโควิด-19 ปัญหากับจรวดอารีอาน 5 ปัญหาของตัวกล้องโทรทรรศน์ และปัญหาการสื่อสารระหว่างกล้องโทรทัศน์และจรวด ฯลฯ

การก่อสร้างเสร็จสิ้นช่วงปลายปี 2559 หลังจากนั้นจึงเริ่มช่วงการทดสอบอย่างครอบคลุม กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ถูกปล่อย ณ เวลา 12:20 UTC ในวันที่ 25 ธันวาคม 2564 ด้วยจรวดอารีอาน 5 จาก กูรู, เฟรนช์เกียนา บริเวณหาดทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ศึกษาดาราศาสตร์อินฟราเรด แต่ก็ยังสามารถมองเห็นแสงสีส้มและแดง รวมถึงคลื่นอินฟราเรดช่วงกลาง ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้ศึกษา

การที่การออกแบบเน้นสำหรับการใช้ในคลื่นใกล้อินฟราเรดถึงอินฟราเรดช่วงกลางด้วย 3 เหตุผล คือ

  • แสงที่มองเห็นได้ที่เปล่งออกมาจากวัตถุที่เลื่อนไปทางแดงมาก จะเลื่อนไปอยู่ในช่วงคลื่นอินฟราเรด
  • วัตถุที่เย็น เช่น จานเศษฝุ่นและดาวเคราะห์เปล่งแสงมากที่สุดในคลื่นอินฟราเรด
  • การศึกษาคลื่นนี้จากบนพื้นโลก หรือโดยการใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีอยู่ปัจจุบัน เช่น ฮับเบิล เป็นไปได้ยาก

ข้อมูลจาก Wikipedia

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...