สตรีมเมอร์ดอกไม้คือคนสวยขาจากดินแดนทางเหนือ
ข้อมูลเบื้องต้น
สตรีมเมอร์ดอกไม้ กำลังไลฟ์ 01.30 น.
ยอดเข้าชม 5 คน
"สวัสดีครับทุกคน พวกเราคือสตรีมเมอร์ดอกไม้เป็นสตรีมเมอร์หน้าใหม่ ฝากตัวด้วยนะครับ~"
: ทำไมถึงชื่อดอกไม้?
: สวยมาก! สตรีมเมอร์สวยมาก!!
"ชื่อช่องสตรีมเมอร์ดอกไม้ได้มาจากชื่อของพวกเราเองครับ ผมชื่อบลูเบลล์ ส่วนนี่เดซี่เพื่อนรักของผม"
: ซามอยด์ล่ะ น้องน่ารักก~
: บลูเบลล์กับเดซี่ ชื่อดอกไม้ทั้งคู่เลย
< ดอกไม้คนโต มอบโคลเวอร์สีรุ้ง ×10 >
< คับฟ้า มอบโคเวอร์สีรุ้ง ×10 >
: คุณพระ!! สตรีมเมอร์เปิดไลฟ์ครั้งแรกสามนาทีได้โดเนทไปแล้วยี่สิบล้าน!!
: รวยเกิ๊น!!
ดอกไม้คนโต: ค่าอาหาร ตัวเล็กเกินไป
คับฟ้า: ไว้ซื้อเฮคซ์เทคใหม่นะครับ ภาพไม่ชัดเลย
૮꒰ ˶• ༝ •˶꒱ა __ ♡
สกุลเงินโคล
ค่าเงินโดเนท
โคลเวอร์สีรุ้ง หนึ่งล้านโคล
โคลเวอร์เพชร หนึ่งแสนโคล
โคลเวอร์ทอง หนึ่งหมื่นโคล
โคลเวอร์เงิน หนึ่งพันโคล
โคลเวอร์ทองแดง หนึ่งร้อยโคล
โคลเวอร์ สิบโคล
☆
Prologue
จักรวรรดิโคลเวอร์ จักรวรรดิเพียงแห่งเดียวที่ไม่ได้มีระบบปกครองโดยกษัตริย์หรือราชวงศ์ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของและได้รับการยอมรับอย่างชอบธรรมจากประชาชนจะถูกเรียกว่าผู้ปกครองจักรวรรดิ ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งนั้นได้แก่ตระกูลฮอก์กินส์ ตระกูลเก่าแก่อันซึ่งปกครองจักรวรรดิโคลเวอร์มานานหลายร้อยปี ไม่เพียงแต่คนภายในดินแดนเท่านั้นที่ให้การยอมรับ คนจากภายนอกเองก็เช่นกันเนื่องจากตระกูลฮอก์กินส์เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีสมัยใหม่มากมาย นำมาพัฒนาจักรวรรดิของตนจนก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าใครจะคาดถึง เหล่าราชวงศ์จากแดนไกลจึงยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาศึกษาแลแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ตระกูลฮอก์กินส์เลือกที่จะผูกขาดเทคโนโลยีทุกอย่างเอาไว้ ไม่ยอมขายความรู้หรือส่วนแบ่งใดๆ หากพวกเขาต้องการความเจริญแบบที่จักรวรรดิโคลเวอร์กำลังเป็นอยู่ มีแต่ต้องทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์หรือเครื่องมือเท่านั้น แม้ราคาจะสูงมากแต่เพื่อความก้าวหน้าของจักรวรรดิตน ราชวงศ์ทั้งหลายจึงยอมรับ มีเพียงบางส่วนที่ไม่ยินยอมและกลับไปตั้งตนเป็นศัตรู แต่นอกจากจะทำอะไรจักรวรรดิโคลเวอร์แห่งนี้ไม่ได้แล้ว จักรวรรดิของพวกเขากลับถูกทอดทิ้งโดยจักรวรรดิแห่งอื่นที่ให้การยอมรับต่อเทคโนโลยีและความสามารถของจักรวรรดิโคลเวอร์ สุดท้ายจึงได้พ่ายแพ้และล่มจมจนตระกูลฮอก์กินส์เข้ายึดและขยับขยายอาณาเขตมาเป็นของตนแทน ดังนั้นประชาชนภายในจักรวรรดิจึงมีหลากหลายเชื้อชาติปะปนกันไป
ปัจจุบันจักรวรรดิโคลเวอร์มีอาณาเขตดินแดนกว้างใหญ่ไพรศาล ขยับขยายจนกลายเป็นจักรวรรดิเพียงหนึ่งเดียวที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่มากที่สุด แบ่งออกเป็นสี่ทวีปด้วยกัน เริ่มจากทวีปตอนบนสุดอย่างดินแดนทางเหนือนอร์ทเบิร์ก (Northberg) เป็นทวีปอันห่างไกลเพียงแห่งเดียวที่เทคโนโลยีเข้าไม่ถึง เนื่องจากภูมิทัศน์ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ สภาพอากาศมีเพียงฤดูหนาวฤดูเดียวตลอดทั้งปี แม้เทคโนโลยีของอาณาจักรโคลเวอร์จะรุ่งเรืองและพัฒนาไปได้ไกลเพียงใด แต่กับทวีปที่นอกจากเทือกเขาและพายุหิมะแล้วไม่มีสิ่งอื่นใดอีก จึงยากต่อการพัฒนา จำนวนประชากรจึงน้อยลงทุกปี บางส่วนพากันย้ายถิ่นฐานไปอาศัยยังทวีปอื่น แต่บางส่วนยังคงตั้งมั่นดำรงชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความช่วยเหลือจากเมืองหลวงคอยส่งน้ำและอาหารให้ อาจฟังดูเหมือนสบายแต่ด้วยระยะทางแสนไกล กว่าเสบียงจะเดินทางไปถึง ชีวิตของผู้เฝ้ารอต่างร่วงหล่นกันไปเสียก่อนแล้ว
ถัดลงมาทางฝั่งตะวันออกคือทวีปอีสซี (Eastsee) จุดเด่นของทวีปนี้ได้แก่ทะเลสาปอันกว้างใหญ่และสภาพอากาศที่ค่อนไปทางร้อนชื้น ประชากรส่วนใหญ่เลือกลงหลักปักฐานยังทวีปแห่งนี้มากเป็นอันดับสองรองจากทวีปตะวันตกเวสฟอร์ส (Westforst) อันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโคลเวอร์ และเป็นที่มั่นที่ตระกูลฮอก์กินส์ปักหลักอาศัยอยู่ ดินแดนแห่งนี้จึงเจริญไปด้วยเทคโนโลยีรายล้อมทุกหนทุกแห่ง ความเข้ากันของธรรมชาติอันสมบูรณ์กับเทคโนโลยีแปลกใหม่ เข้ากันได้อย่างลงตัวแบบที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ประชาชนในดินแดนแห่งนี้ดำรงชีวิตกันอย่างราบรื่นปกติสุข
สุดท้ายทวีปแห่งดินแดนทางใต้เซาท์เมียร์ (Southmeer) เป็นทวีปขนาดเล็กรายล้อมไปด้วยทะเล แม้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารแลพืชพรรณไม้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการมายังดินแดนแห่งนี้ เหตุเพราะดินแดนเซาท์เมียร์ถูกปกครองโดยเหล่ากบฏ สมัยก่อนจะมาเป็นทวีปทางใต้ของอาณาจักรโคลเวอร์ ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นของจักรวรรดิขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ตั้งตนเป็นศัตรูมาก่อน จนตระกูลฮอก์กินส์ได้เข้ายึด ราชวงศ์ที่เหลือรอดแลอาศัยอยู่จึงได้ตั้งตนเป็นกลุ่มกบฏปกครองยังทวีปแห่งนี้…นั่นเป็นเรื่องของอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันแม้ความรุนแรงจะยังคงมีอยู่ แต่ทวีปเซาท์เมียร์กลับเจริญเป็นอันดับสองรองจากเมืองหลวง เนื่องจากการค้าหลักของดินแดนแห่งนี้ที่ผู้คนต่างเรียกกันว่าตลาดมืด ที่ซึ่งมีขายทุกอย่างแล้วแต่ใจคนต้องการ สินค้าภายในตลาดมืดมีค่ามากพอกับเทคโนโลยีที่ตระกูลฮอก์กินส์คิดค้นขึ้นมาเลย สิ่งที่ไม่เคยเห็นและสิ่งที่ไม่คิดว่ามีอยู่จริง ที่แห่งนี้มีทุกอย่าง รวมถึงสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์
.
"เอาล่ะ พร้อมออกเดินทางกันหรือยังเดซี่"
"โฮ่ง"
"ตื่นเต้นจังน้า เป็นครั้งแรกเลยที่พวกเราจะได้ออกไปจากนอร์ทเบิร์ก เดซี่คงคิดถึงหิมะแน่เลยใช่ไหม" เสียงหวานเอ่ยเจื้อยแจ้วกับสัตว์เลี้ยงคู่หูอันมีขนสีขาวนุ่มฟู "แต่ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าพวกเราเดินทางไปถึงเมืองหลวงแล้ว เราจะพาเดซี่ไปบ้านหิมะล่ะ ได้ยินคุณลุงไอซ์เบิร์กบอกว่าที่เมืองหลวงมีทุกอย่างที่ตามหาเลย"
"หงิง"
"ป่ะ! ขืนไปสายเดี๋ยวจะไม่ทันขึ้นรถเสียก่อน"
ร่างเล็กของเด็กหนุ่มผู้มีผมสีเงินราวกับหิมะ ดวงตาสีม่วงอมน้ำเงินเป็นประกายระยิบระยับประกอบกับใบหน้าสวยหวาน งดงามอย่างจับต้องมิได้ เดินแบกกระเป๋าสะพายใบใหญ่ขึ้นหลังพร้อมเดินออกจากบ้านไม้หลังเล็กที่ซึ่งเคยอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยังเป็นทารก พร้อมกับคู่หูต่างพันธุ์อย่างสุนัขพันธุ์ซามอยด์นามว่าเดซี่ หลังก้าวเดินออกมาเพียงไม่กี่ก้าวเดิน พวกเขาต่างหันกลับไปมองยังสถานที่แห่งความทรงจำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมุนตัวกลับเดินออกไปยังบ้านของคุณลุงไอซ์เบิร์ก หัวหน้าหมู่บ้านนอร์ทฮิลล์แห่งนี้
หลังจากผ่านพ้นวันเกิดปีที่ยี่สิบมาได้เพียงห้าวัน เด็กหนุ่มตัดสินใจออกเดินทางตามหาบางสิ่งบางอย่างที่ตนสงสัยหากแต่ถามใครไม่ได้ ผู้ที่พอจะไขข้อข้องใจให้กับตนได้ต่างด่วนจากกันไปนานเสียแล้ว ทั้งคุณแม่ผู้ให้กำเนิดและคุณยายที่เลี้ยงดูมา สุดท้ายกลับเหลือทิ้งไว้เพียงเด็กน้อยวัยสิบสี่ปีให้ใช้ชีวิตต่อไปเพียงคนเดียวกับสุนัขแสนรู้ เขาไม่รู้ว่าอายุขัยของเดซี่อยู่ที่เท่าไหร่หรือตอนนี้เดซี่อายุเท่าไหร่แล้ว ทันทีที่ลืมตาดูโลกมาและเริ่มจำความได้ เขากลับเห็นสุนัขพันธุ์ซามอยด์ขนาดตัวเท่าสุนัขโตเต็มวัยมาโดยตลอด บางทีเผลอคิดไปว่าเดซี่อาจไม่ใช่สุนัขธรรมดาเสียด้วยซ้ำ เพราะเขากับมันสามารถสื่อสารกันได้ทางความคิด อีกความคิดกลับคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง เนื่องจากอยู่อาศัยคนเดียวมานานทำให้เด็กน้อยเกิดจินตนาการว่าสามารถพูดคุยกับสัตว์เลี้ยงได้หรือเปล่า ก็ไม่มีใครให้คำตอบเขาได้อยู่ดี บางทีการอยู่อาศัยยังหมู่บ้านเล็กๆบนเทือกเขาแห่งนี้ต่อไปอาจหาคำตอบไม่ได้ เขาจึงเลือกที่จะออกเดินทาง ทั้งตามหาชาติกำเนิดของตัวเองและเดซี่ รวมถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วย
"คุณลุงไอซ์เบิร์กครับ ผมมาแล้ว"
"มาตรงเวลาพอดีเลย อีกสิบนาทีพวกเราจะเริ่มออกเดินทางกันแล้วล่ะ ไม่ลืมอะไรใช่ไหม"
"เอามาครบเรียบร้อยแล้วครับ"
"งั้นไปรับซุปอุ่นๆมาดื่มแก้หนาวก่อนเถอะ เสร็จแล้วขึ้นไปรอบนรถม้าได้เลยนะ"
"ขอบคุณครับคุณลุง"
ทุกๆสิ้นเดือนหัวหน้าหมู่บ้านนอร์ทฮิลล์จะเดินทางลงไปยังเมืองหลวงเพื่อระดมเสบียงอาหารและของใช้จำเป็นกลับขึ้นมายังหมู่บ้าน แม้จะมีเสบียงของทางเมืองหลวงคอยส่งขึ้นมาให้ทุกเดือนแต่บางเดือนกลับใช้เวลานาน พวกเขาต้องฝ่าทางเดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอันสูงชัน ไหนจะพายุหิมะที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ชาวบ้านบางส่วนจึงทนรอไม่ไหว ไอซ์เบิร์กเคยเป็นนักเดินทางมาก่อน เขาเดินทางจากเมืองหลวงขึ้นมายังนอร์ทเบิร์กเพื่อทำการสำรวจภูมิทัศน์ว่าเหตุใดเทคโนโลยีถึงมาไม่ถึงยังดินแดนแห่งนี้ กว่าเขาจะได้มาลงหลักปักฐานเพราะตกหลุมรักสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เขาเคยหลงอยู่ในพายุหิมะนานนับเดือนเชียวล่ะ สุดท้ายด้วยความเป็นคนเคยมีประสบการณ์ชาวบ้านจึงยอมให้เขาดำรงตำแหน่งในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันที่ไอซ์เบิร์กต้องเดินทางลงไปยังเมืองหลวงในรอบเดือน เด็กหนุ่มที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจึงขออาศัยรถม้าคันนี้ไปด้วย
"สวัสดีครับคุณป้าแอนนี่"
"สวัสดีเด็กน้อย มารับซุปไปทานเสียสิ" หญิงวัยกลางคนหน้าตาเรียบเฉยแต่กลับมีน้ำเสียงแสนอ่อนโยนเอ่ยบอกกับเด็กหนุ่มพร้อมตักซุปให้สองชามเผื่อสุนัขแสนรู้ด้วย "พวกเธอจะย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงกันสินะ"
"ยังไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ผมอยากลองเดินทางให้ครบทุกทวีปก่อน"
"ฉันดีใจที่เธอมีความกล้าหาญนะ แต่ไม่แนะนำให้เธอไปทวีปเซาท์เมียร์เสียเท่าไหร่"
"ทำไมหรือครับ"
"ผู้คนที่นั่นค่อนข้างหัวรุนแรง หากหลีกเลี่ยงได้ฉันก็ไม่อยากให้เธอไป"
เด็กหนุ่มมองคุณป้าที่แสดงความเป็นห่วงออกมาพลันรู้สึกอบอุ่นในใจ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รับความเป็นห่วงจากคนอื่นขนาดนี้ คิดถึงคุณแม่กับคุณยายขึ้นมาเลย "ขอบคุณนะครับคุณป้า ไว้มีโอกาสผมจะกลับขึ้นมาเยี่ยมคุณป้ากับคุณลุงอีก"
"ฉันขอให้เธอโชคดี"
เมื่อรถม้าเดินทางออกนอกตัวหมู่บ้านบรรยากาศพลันหนาวเหน็บขึ้นทันใด สองข้างทางล้วนมีแต่สีขาว ใบไม้แลต้นไม้ถูกหิมะเข้าเกาะกุมจนไม่เห็นถึงสีสันอื่น ไหนจะลมกระโชกแรงเสียจนม้ายังแทบจะเดินทางต่อไม่ไหว ภายในตัวรถเลื่อนนอกจากหัวหน้าหมู่บ้าน เด็กหนุ่มและสุนัขของเขาแล้ว ยังมีชาวบ้านผู้ใหญ่อีกสองคนซึ่งเป็นผู้ช่วยของหัวหน้าหมู่บ้านมาด้วย พวกเขาต่างคอยผลัดกันออกไปบังคับม้าให้เดินตามเส้นทางเป็นระยะ ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของคนที่เกิดและโตยังนอร์ทเบิร์กแห่งนี้ พวกเขาสามารถทนต่อความหนาวเหน็บของสภาพอากาศที่นี่ได้ดีกว่าคนภายนอกหลายเท่าตัว การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ลำบากเท่าไหร่หากแต่ต้องมีการหยุดพักเพื่อสร้างแคมป์ก่อไฟให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายบ้าง
"บลูเบลล์กับอีวานไปช่วยกันหาฟืนนะ เก็บมาเยอะๆหน่อยเผื่อก่อไฟต่อในรอบหน้าด้วย ส่วนแจ็คไปล่าสัตว์กับฉันตกลงไหม"
จุดตั้งแคมป์แรกห่างจากตัวหมู่บ้านลงมาจนเกือบถึงครึ่งเขา ไอซ์เบิร์กตัดสินใจหยุดพักเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ม้าและให้คนโดยสารได้กินและดื่มหลังจากฝ่าพายุหิมะมานานหลายชั่วโมง เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อบลูเบลล์ออกเดินหาฟืนตามที่ได้รับมอบหมาย ข้างกันมีเดซี่และลุงอีวานผู้เคยมีประสบการณ์คอยแนะนำ พวกเขาทั้งสองคนเก็บไม้สำหรับทำเป็นฟืนได้ค่อนข้างเยอะด้วยความช่วยเหลือจากสุนัขพันธุ์ซามอยด์ เดซี่จะคอยบอกบลูเบลล์ว่าอันไหนเก็บได้อันไหนเก็บไม่ได้ มากมายเสียจนใช้เวลาไม่นานก็กลับมารวมกลุ่มกับคนอื่นๆ
"ว้าวเก่งนี่ ลุงยังกางเต็นท์ไม่เสร็จเลยได้มาเสียเยอะแยะเชียว" ไอซ์เบิร์กเอ่ยชม
"เดซี่เก่งมากเลยครับ เขาคอยบอกผมตลอดเลย"
"ฮ่ะๆ แสนรู้จริงนะเจ้าเดซี่"
"โฮ่ง!"
ผู้ใหญ่ทั้งสามไม่ได้คิดเอะใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดเท่าไหร่นัก ค่ำคืนแรกจึงผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น ในเช้าวันต่อมาพวกเขาออกเดินทางกันต่อ โดยไอซ์เบิร์กบอกว่าอาจจะต้องตั้งแคมป์กันเร็วกว่าเมื่อวานที่ตั้งกันตอนฟ้ามืดแล้ว วันนี้พวกเขาต้องหยุดพักกันตั้งแต่หัวค่ำเนื่องจากจู่ๆก็เกิดพายุหิมะหนักขึ้น รถม้าของพวกเขาไม่สามารถเดินทางต่อได้ หากดื้อรั้นอาจเกิดอุบัติเหตุอันตรายเกินกว่าใครจะคาดคิด ฟืนที่เหลือจากการก่อกองไฟรอบแรกยังคงมีเหลืออยู่ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงได้รับมอบหมายให้นั่งเฝ้ากองไฟกับรถม้าไว้ ส่วนคนอื่นๆเข้าป่าไปหาอาหารกัน ฝ่ายผู้ใหญ่ไม่อยากจะพาเด็กหนุ่มเดินเข้าป่าในอากาศหนาวเย็นเสียเท่าไหร่จึงให้นั่งรอทำความอบอุ่นแก่ร่างกายไว้เสียดีกว่า แถมยังมีเจ้าเดซี่สัตว์เลี้ยงแสนฉลาดด้วยอีกตัว คงพอช่วยไล่สัตว์เล็กที่เข้าใกล้ได้ โชคดีที่บริเวณนี้ไม่มีร่องรอยของสัตว์ใหญ่อย่างหมี พวกเขาจึงวางใจปล่อยเด็กหนุ่มอยู่คนเดียว
"อีกกี่วันเราถึงจะถึงเมืองหลวงกันนะ" เจ้าเดซี่หันมองเจ้าของเสียงตาแป๋ว ใบหน้าหวานหยดขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะต้องลมหนาวเป็นเวลานาน เสื้อโค้ตตัวใหญ่ที่ได้รับตกทอดมาจากมารดามันให้ความอบอุ่นแก่คนสวมใส่ได้อย่างมาก มีเพียงผิวกายที่นอกร่มผ้าเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกหนาวเหน็บ แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เติบโตมากับหิมะถือว่าเล็กน้อยมาก "เดซี่คิดถึงบ้านไหม"
'อยากนอนบนเตียงอุ่นๆกับบลูเบลล์'
"เราก็คิดถึงเตียงอุ่นๆเหมือนกัน ไว้ไปถึงเมืองหลวงแล้วเราจะหางานทำ เช่าห้องแล้วค่อยซื้อเตียงอุ่นๆกันเนอะ"
'บลูเบลล์เหนื่อยไหม'
"ไม่เลย! รู้สึกสนุกมากกว่า เคยได้ยินคุณลุงไอซ์เบิร์กบอกว่าที่เมืองหลวงต้นไม้มีสีเขียวล่ะ แถมยังมีสิ่งประดิษฐ์เท่ๆอีกเพียบเลยนะ"
'ฟังดูน่าสนุกจัง'
"เนอะ อยากเห็นเร็วๆจัง"
สุนัขสีขาวขนฟูแสนนุ่มนิ่มเดินเข้ามาคลอเคลียเด็กน้อยของตนด้วยความรัก พวกเขาสองคนอดใจรอที่จะพบเจอสิ่งใหม่ๆแทบไม่ไหวเสียแล้ว กับเธอยังพอเคยเห็นมาบ้างเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่กับบลูเบลล์เด็กน้อยของเธอ นอกจากหิมะอันขาวโพลนซึ่งปกคลุมรอบบ้านแล้ว ยังไม่เคยพบเจอสิ่งอื่นใดมาก่อน เธอได้เพียงแต่หวังว่าหากเด็กน้อยได้ไขข้อสงสัยของตัวเองจนหมดสิ้นแล้ว เด็กน้อยจะสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้ เมื่อเวลานั้นมาถึงเธอสาบานว่าไม่ว่าอีกกี่สิบปีหรือร้อยปี เธอจะยังคงอยู่เคียงข้างกันไม่ไปไหน เธอจะไม่ปล่อยให้บลูเบลล์ที่น่ารักรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างอีกเป็นอันขาด นัยด์ตากลมโตสีดำวาวของสุนัขพันธุ์ซามอยด์จ้องมองเจ้าของดวงตาสีม่วงอมน้ำเงินดั่งดอกบลูเบลล์เหมือนกับชื่อเจ้าตัวด้วยความมุ่งมั่นภายในใจ
สตรีมเมอร์ดอกไม้ 01
คณะเดินทางด้วยรถม้าจากทวีปนอร์ธเบิร์กเดินทางมาถึงทวีปเวสฟอร์ส (Westfort) โดยใช้เวลากว่าสิบห้าวันหรือครึ่งเดือน เนื่องจากสภาพอากาศอันหนาวเหน็บและพายุหิมะที่สุ่มเวลาเกิดตลอดทั้งวัน ทำให้เหล่านักเดินทางกลุ่มนี้ต้องคอยหยุดพักบ่อยครั้ง พวกเขาโชคดีหน่อยที่บ้านเกิดเมืองนอนมีอากาศติดลบทำให้ร่างกายทนทานสามารถรับกับอุณหภูมิของเทือกเขาหิมะแห่งนี้ไหว แต่ร่างกายของมนุษย์ยังคงต้องการไออุ่นเสมอหากครั้งไหนที่คณะเดินทางหยุดพัก พวกเขาจึงต้องก่อกองไฟไล่ความหนาว เพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายบ้าง ไอซ์เบิร์กนำวิชาความรู้ที่สั่งสมจากประสบการณ์เดินทางเมื่อครั้งอดีตออกมาใช้ตลอดการเดินทาง ทำให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นเทือกเขาหิมะแสนอันตรายแห่งนี้สู่เมืองหลวงอันศิวิไลได้อย่างปลอดภัย
ก่อนจากกันหัวหน้าหมู่บ้านอย่างไอซ์เบิร์กได้แนะนำสิ่งที่ควรรู้หรือเรื่องพื้นฐานคร่าวๆของคนในเมืองหลวงให้กับเด็กหนุ่มฟัง เนื่องจากตลอดชีวิตของบลูเบลล์ไม่ได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่แบบที่คนอื่นพบเจอมาก่อน เขาจึงต้องแนะนำถึงสิ่งที่ผู้คนทั้งในและนอกจักรวรรดิมีติดตัวกันทุกคน มันเป็นตัวช่วยให้เด็กหนุ่มสามารถติดต่อกลับหาเขาได้ตลอดเวลาด้วยเจ้าสิ่งนี้มันคือปัญญาประดิษฐ์
เป็นเทคโนโลยีที่มีความสามารถหลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง
ลักษณะของเจ้าปัญญาประดิษฐ์นี้มีลักษณะคล้ายนาฬิกาข้อมือเพียงแต่ตรงหน้าปัดมีรูปลักษณ์เหมือนใบโคลเวอร์สี่แฉก หากเจ้าของเครื่องทำการเปิดจะมีหน้าจอแสดงผลลอยออกมาปรากฏเหนือหน้าปัดเล็กน้อย ผู้คนต่างเรียกสิ่งนี้ว่าเฮคซ์เทค (Hextech) มันเปรียบเสมือนตัวกลางการสื่อสารระหว่างคนจากทั่วทุกมุมโลกมาแชร์ข่าวสารหรือพูดคุยรับรู้ความเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน ที่สำคัญเฮคซ์เทคสามารถลงทะเบียนได้เพียงครั้งเดียว หากทำการเปลี่ยนเครื่องมันจะเข้าสู่บัญชีเดิมของเจ้าของโดยอัติโนมัติ เนื่องจากการลงทะเบียนครั้งแรกจำเป็นต้องใช้ทั้งลายนิ้วมือและการสแกนหน้า
ดังนั้นหากมีการฉ้อโกงกันผ่านเทคโนโลยีหรือโซเชี่ยลมีเดีย ตำรวจไซเบอร์สามารถตามรอยหลักฐานและเข้าจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าเจ้าปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะอันนี้เป็นผลงานอันน่าชื่นชมของตระกูลฮอก์กินส์ ผู้ปกครองจักรวรรดิโคลเวอร์แห่งนี้
"บลูเบลล์จดเลขแอคเคาน์ของลุงไว้นะ หลังซื้อและลงทะเบียนเฮคซ์เทคแล้วติดต่อบอกลุงด้วย ลุงจะได้วางใจว่าเราสบายดี"
"ได้เลยครับลุงไอซ์ ผมจะซื้อเครื่องถูกๆไว้พอติดต่อกับลุงได้ก่อน เอาไว้ทำงานมีเงินเก็บมากพอแล้วค่อยซื้อเครื่องที่ดีกว่าเดิม"
"จริงสิ" ไอซ์เบิร์กยื่นถุงผ้าใบเล็กให้กับเด็กหนุ่ม "สิ่งนี้ถือเป็นของขวัญเริ่มการเดินทางจากลุงและแอนนี่นะ แม้มันจะไม่มากเท่าไหร่แต่น่าจะพอให้เราซื้อเฮคซ์เทคไหวสักเครื่อง"
บลูเบลล์มองเหรียญในถุงผ้าตาโต เรือนผมสีหิมะปลิวไสวตามการส่ายหน้าปฏิเสธ "ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ"
"รับไว้เถอะ ลุงรู้ว่าเรามีเงินเก็บไม่มาก หากซื้อเฮคซ์เทคไปแล้วจะพอเหลือจ่ายค่าเช่าห้องไหมยังไม่รู้เลย"
ใช่ ทั้งเนื้อทั้งตัวเขามีเพียงห้าพันโคลเท่านั้น ลุงไอซ์เบิร์กบอกว่าราคาเฮคซ์เทคอย่างถูกสุดก็เกือบสามสี่พันโคลแล้ว แถมเขาต้องจ่ายค่าเช่าห้องในระยะยาวอีก ไม่รู้ว่าราคาห้องเช่าของเมืองหลวงจะตกคืนละเท่าไหร่
"งั้นผมขอรับไว้ก่อน หากได้งานทำมีเงินเก็บแล้วผมจะใช้คืนนะครับ"
"เพ่ย! ใช้คืนอะไร ให้เป็นของขวัญคือให้เลยลุงไม่รับคืนหรอกนะ" หนุ่มใหญ่กอดอกมองคนเด็กกว่าเสียงดุ "หากเกรงใจลุงจริงๆก็ช่วยดูแลรักษาตัวเองให้ดีแล้วกัน กินข้าวให้ครบทุกมื้อ อย่ามัวแต่ทำงานหาเงินจนมองข้ามสุขภาพร่างกายของตัวเองล่ะ แถมเรายังมีเจ้าเดซี่อีกตัวนะ ค่ากินค่าใช้จ่ายคงเยอะอีกเท่าตัว"
"หงิง" เดซี่กินไม่เยอะหรอกนะ
บลูเบลล์ยิ้มขำ เด็กหนุ่มรู้สึกขอบคุณผู้ใหญ่ตรงหน้าจริงๆ ตลอดระยะเวลาหลังจากคุณยายเสีย บลูเบลล์ก็ได้ลุงไอซ์เบิร์กและป้าแอนนี่สองสามีภรรยาคอยช่วยเหลือแบ่งปันอาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตลอด เพราะครอบครัวนี้ไม่มีลูกหลาน พวกเขาจึงเอ็นดูเด็กน้อยที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังกับสุนัขมาโดยตลอด เห็นมาตั้งแต่ตัวเท่าเข่า เสียงพูดยังอ้อแอ้ ยังจะมาเกรงอกเกรงใจอะไรกันอีก
โดยไม่ทันนึกเอะใจ ว่านอกจากจะเห็นเด็กน้อยคนนี้มาตั้งแต่เล็ก กลับกันสุนัขขนปุยสีขาวตัวนี้ยังคงรูปลักษณ์และขนาดตัวเท่าเดิมมาตลอด
"ขอบคุณมากครับลุง"
"งั้นโชคดีนะ ลุงต้องขอแยกตัวเลยเดี๋ยวจะไม่ทันกำหนดเดินทางกลับ"
"ผมขอให้ลุงและทุกคนเดินทางปลอดภัยนะครับ"
บลูเบลล์ยืนส่งคนจนกระทั่งรถม้าหายลับสายตาไป ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มบ่งบอกว่าดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าเต็มทน ผู้คนโดยรอบต่างเริ่มกลับเข้าที่พักของตนเองจนเหลือเพียงเด็กหนุ่มหน้าสวยและสุนัขสีขาวยืนอ้างว้างอยู่ใจกลางลานน้ำพุซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของหมู่บ้านแพนซี่หมู่บ้านขนาดกลางซึ่งอยู่รอบนอกของเมืองหลวง
พลันนึกถึงคำพูดของคุณลุงไอซ์เบิร์กท่านบอกว่าหมู่บ้านแพนซี่เป็นหมู่บ้านของเกษตกร ประชากรที่นี่จะทำงานไร่งานสวนส่งผลผลิตให้กับทางเมืองหลวงเป็นหลักแม้ผลผลิตที่ได้จะไม่ได้เลิศล้ำเท่ากับผลผลิตของทางทวีปเซาท์เมียร์ (Southmeer) แต่ยังเบ่งบานออกดอกออกผลงอกงามตลอดทั้งปี ถือเป็นหนึ่งกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับหมู่บ้านแพนซี่ได้
"แล้วเราจะเริ่มหาที่พักได้จากตรงไหนกันก่อนนะเดซี่"
เดซี่แหงนหน้าขึ้นมองเจ้าของมันแว็บหนึ่งก่อนจะวิ่งไปยังหน้าบอร์ดประกาศขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากลานน้ำพุเท่าใดนัก คงเป็นบอร์ดข่าวสารประจำหมู่บ้าน แน่นอนว่าต้องไม่ใช่บอร์ดธรรมดาอันเต็มไปด้วยใบปลิวกระดาษอย่างของหมู่บ้านนอร์ธฮิลล์ที่จากมา แต่เป็นหน้าจอขนาดใหญ่ที่จะแสดงภาพข่าวสารมากมายไปเรื่อยๆจนครบแล้วถึงจะวนกลับมาที่ข่าวแรกเดิม
บลูเบลล์ยืนมองด้วยดวงตาเป็นประกายเขาเพิ่งเคยพบเห็นสิ่งประดิษฐ์อันนี้เป็นครั้งแรก จนกระทั่งสายตาได้พบกับประกาศของห้องพักว่างให้เช่า เด็กหนุ่มจดจำสถานที่ตั้งอย่างถี่ถ้วนเพื่อความแน่ใจก่อนจะรีบออกเดินทางต่อทันที หากชักช้าไปมากกว่านี้เกรงว่าห้องพักที่ว่าจะปิดเสียก่อน ท้องฟ้าก็ยิ่งมืดลงเรื่อยๆ
"โฮ่ง"
"ที่นี่สินะเดซี่ ขอบใจนะ เรารีบเข้าไปกันเถอะ"
อาคารแห่งนี้เป็นอาคารขนาดเล็กมีเพียงสามชั้น ชั้นละสองห้องเท่านั้น แน่นอนว่าราคาถูกมากเหมาะสมกับสภาพอาคารที่ไม่ได้ดูใหม่แต่ก็ไม่ได้เก่าจนดูเหมือนพร้อมถล่มทุกเวลา สำหรับบลูเบลล์เขารับได้อยู่แล้วขอเพียงแค่ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ก็พอ
ครืดด
ประตูของอาคารแห่งนี้เป็นประตูบานเลื่อนอัติโนมัติแถมป้ายไฟด้านหน้ายังบอกอีกว่าเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ขาเรียวภายใต้กางเกงวอร์มหนาก้าวเข้าไปยังตัวอาคารตามหลังด้วยสัตว์สี่ขาขนปุย สิ่งแรกเมื่อพบเจอคือเคาน์เตอร์ไม้ขนาดใหญ่ตรงกลางห้องโถงชั้นหนึ่ง ทางด้านขวาเป็นบันไดคาดว่าน่าจะเป็นทางขึ้นสำหรับผู้เช่าพัก ส่วนด้านซ้ายเป็นร้านกาแฟขนาดเล็กมีโต๊ะกับเก้าอี้เพียงอย่างละสองตัวเท่านั้น เมื่อสังเกตบริเวณรอบอย่างคร่าวๆแล้วเด็กหนุ่มถึงได้เดินเข้าไปหาหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งนั่งประจำอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์
"สวัสดีครับ"
หญิงสาวดังกล่าวเงยหน้าขึ้นมอง "สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาติดต่ออะไรคะ"
"พอดีผมเห็นประกาศที่บอร์ดว่ามีห้องพักว่างให้เช่า ใช่ที่นี่หรือเปล่าครับ"
"อ๋อ ใช่ค่ะ" เธอรอบสังเกตบุคคลตรงหน้า แม้จะมีฮู้ดขนาดใหญ่ปกปิดส่วนบนไว้จนแทบมองไม่เห็นใบหน้า แต่ดวงตาสีม่วงอมน้ำเงินสวยคู่นั้นเธอมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน เป็นสีดวงตาที่สวยมาก
"ห้องพักว่างจะอยู่ชั้นสามนะคะ ที่นี่ไม่มีลิฟต์ให้บริการคนเลยไม่ค่อยชอบเดินขึ้นกันเสียเท่าไหร่"
เพราะมีเทคโนโลยีคอยช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ผู้คนจึงเริ่มเคยตัวและไม่ชอบการเสียพลังงานหรือแรงงานโดยเปล่าประโยชน์
"สบายมากครับ แต่ว่าผมมีสัตว์เลี้ยงมาด้วยหนึ่งตัว ไม่ทราบว่าสามารถเข้าพักได้ไหมครับ"
"ถ้ามีสัตว์เลี้ยงทางเราจะคิดเพิ่มค่าเช่าค่ะ จากปกติคืนละร้อยโคลบวกเพิ่มสัตว์เลี้ยงอีกยี่สิบโคลเป็นคืนละหนึ่งร้อยยี่สิบโคลค่ะ"
บลูเบลล์คิดเลขในใจอย่างด่วนจี๋ เนื่องจากเขามีเงินอยู่ห้าพันโคลและลุงไอซ์เบิร์กให้มาอีกสี่พันโคลสำหรับซื้อเฮคซ์เทค เขาไม่รู้ว่าเฮคซ์เทคที่มีขายตอนนี้อย่างถูกสุดราคาเท่าไหร่ บางทีอันราคาสามสี่พันที่ว่าอาจจะหมดหรือไม่มีขายก็ได้ดังนั้นบลูเบลล์ต้องเผื่อเงินไว้สำรองก่อน
สรุปเขาตัดสินใจจ่ายค่าเช่าห้องพักสำหรับหนึ่งอาทิตย์ล่วงหน้า พรุ่งนี้หากยังไงหลังจากซื้อเฮคซ์เทคเรียบร้อยแล้วเขาจะเดินหางานต่อทันที ตอนนี้ต่อให้เป็นงานไร่งานสวนบลูเบลล์ก็พร้อมทำแบบไม่เกี่ยงแล้ว
หลังจากตกลงทำสัญญาเช่าชั่วคราวเสร็จเรียบร้อย หนึ่งเด็กหนุ่มพร้อมสุนัขเดินขึ้นชั้นสามตรงไปยังห้องพักที่เป็นของตัวเองแล้วทันที
ภายในห้องไม่กว้างมากนักแต่สามารถอยู่สองคนได้อย่างสบาย เตียงเดี่ยวขนาดสามฟุตหนึ่งหลัง ตู้เย็นประตูบานเดียวขนาดเท่าเอวตั้งอยู่ข้างโต๊ะกินข้าวทรงเตี้ยสำหรับนั่งทานกับพื้น และห้องน้ำขนาดเล็กที่มีเพียงชักโครกกับฝักบัว บลูเบลล์คิดว่านี่คงเป็นห้องพักมาตรฐานขนาดเล็กสุดแล้วล่ะ แต่ก็เหมาะสมกับราคาดี เขาขอแค่มีเตียงนุ่มๆให้นอนก็เพียงพอแล้ว
"วันนี้เรามานอนเอาแรงกันก่อนเนอะเดซี่ ไว้พรุ่งนี้ค่อยสู้กันใหม่"
"หงิง" เตียงนุ่มดีไหมบลูเบลล์
"อืมม ถึงจะไม่นุ่มเท่าที่บ้านของเราแต่ก็ดีกว่านอนบนพื้นแข็งนะ เดซี่ขึ้นมานอนด้วยกันสิ"
"เตียงเล็กเกินไป"
"ไม่หรอกน่า เราตัวนิดเดียวแบ่งกันครึ่งหนึ่งได้สบาย"
"บลูเบลล์จะอึดอัด"
"แต่เราอยากนอนกอดเดซี่นี่นา"
โอเคยอมแพ้
แม้เธอจะอยากให้เด็กน้อยนอนสบายๆบนเตียงคนเดียว ส่วนสุนัขอย่างเธอนอนกับพื้นปกติได้อยู่แล้ว แต่ในเมื่อเด็กน้อยพ่วงด้วยสถานะเจ้านายต้องการเธอก็ขัดไม่ได้ เรียกให้มาดูเลยหากโดนสายตาของเด็กคนนี้อ้อนมีหรือที่ใครจะกล้าปฏิเสธกันลงหากใจไม่แข็งพอ แน่นอนว่าไม่ใช่กับสุนัขอย่างเธอแล้วหนึ่ง
สุดท้ายในค่ำคืนนั้นจบด้วยกันที่เด็กหนุ่มเจ้าของผมสีเงินสวยได้นอนกอดก่ายกับเพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็กของตนหลับฝันเข้าสู่ห้วงนิทราอันสงบสุขอย่างเช่นทุกคืนที่ผ่านมา แค่มีเดซี่อยู่ในอ้อมกอดและนอนหลับไปด้วยกัน ทุกคืนทุกฝันของบลูเบลล์ช่างมีแต่เรื่องราวดีๆเขาไม่เคยฝันร้ายเลยสักครั้ง เดซี่เปรียบเสมือนเครื่องรางไล่ฝันร้ายของเขาเสมอแถมยังช่วยฮีลใจและขับไล่ความเหนื่อยล้าที่พบเจอมาตลอดทั้งวันให้หายเป็นปลิดทิ้ง
สตรีมเมอร์ดอกไม้ 02
"เครื่องนี้ราคาถูกที่สุดที่ในร้านมีตอนนี้แล้วครับ"
แพงมาก
เฮคซ์เทค (Hextech) ที่วางเรียงรายตรงหน้าของบลูเบลล์ตอนนี้มีมากถึงแปดเรือนด้วยกัน แต่ละเรือนมีสีสันที่แตกต่างกันออกไปแต่ยังคงรูปลักษณ์คล้ายนาฬิกาข้อมือหน้าปัดทรงใบโคลเวอร์สี่แฉก ต่อให้มีราคาแตกต่างกันเพียงใดเฮกซ์เทคยังคงมีรูปลักษณ์และลักษณะแบบเดียวกันหมดจะแตกต่างเพียงขนาดสายรัดหรือสีสันของตัวเครื่อง แต่เรือนที่ราคาแพงหลักล้านจะมีลักษณะแตกต่างจากอันอื่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่วนมากจะเป็นการสั่นทำขึ้นมาแน่นอนว่าคนที่ได้ครอบครองต้องเป็นคนมีฐานะร่ำรวยใหญ่โตอยู่แล้ว
กลับมาฝั่งของบลูเบลล์ก่อน เรือนที่ถูกที่สุดในร้านขายเฮคซ์เทคของหมู่บ้านแพนซี่มีราคาอยู่ที่หกพันแปดร้อยโคล มันเกินกว่าที่เขาคาดไว้มากๆหากรวมเหรียญที่เขามีกับของลุงไอซ์เบิร์กซื้อเจ้าเครื่องนี้เท่ากับว่าเขาจะเหลืออยู่ไม่ถึงสองพันโคลด้วยซ้ำ ไหนจะค่ากินค่าของใช้ที่ต้องซื้อเข้าห้องอีกเพราะตอนออกจากหมู่บ้านนอร์ธฮิลล์ บลูเบลล์เอามาแต่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับของสำคัญไว้ดูต่างหน้าของคุณแม่กับคุณยายเท่านั้น
"ถ้าสาขาอื่นจะมีถูกกว่านี้อีกไหมครับคุณเจ้าของร้าน"
"ราคาต่ำกว่าห้าพันโคลคงไม่มีแล้วล่ะครับคุณลูกค้า เนื่องจากตอนนี้บริษัทฮอก์กินส์กำลังพัฒนารุ่นใหม่อยู่จึงหยุดการผลิตรุ่นเก่าราคาถูกไว้เพราะบางฟังก์ชันรุ่นที่ราคาถูกมันไม่รองรับครับ"
"ถูกสุดคือหกพันแปดร้อยโคลแล้วใช่ไหมครับ"
"ครับ"
ใบหน้าสวยหวานภายใต้ฮู้ดอันใหญ่ตัวเดิมก้มมองเพื่อนรักสี่ขา "เราจะเอายังไงกันดีเดซี่" พรางเอ่ยถามผ่านสื่อทางจิต
"ซื้อไปก่อนดีไหมบลูเบลล์ จำได้ว่าลุงผู้ใหญ่บ้านเคยบอกว่าถ้าจะผ่านเข้าเมืองหลวงต้องตรวจสอบข้อมูลและลงทะเบียนผ่านทางเฮคซ์เทค ไม่อย่างงั้นเราจะเข้าไปอาศัยที่นั่นไม่ได้"
"ฮื่อ แต่แพงจัง"
"หงิง ไว้หลังจากนี้จะกินให้น้อยลงนะ"
"เดซี่ไม่ต้องอดข้าวหรอกนะ เราจะตั้งใจทำงานหาเงินเอง"
"ขอบคุณนะบลูเบลล์"
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเด็กหนุ่มจึงเอ่ยบอกกับพนักงาน "งั้นผมขอรับเครื่องหนึ่งครับ"
"ได้เลยครับ คุณลูกค้าสนใจรับสีไหนดีครับ"
"สีม่วง" เสียงเดซี่ลอยเข้ามา "สีเหมือนดวงตาของบลูเบลล์"
"ผมรับสีม่วงครับ"
"คุณลูกค้าเชิญนั่งรอสักครู่นะครับผมจะทำการลงฟังก์ชันต่างๆให้ คุณลูกค้าต้องการลงทะเบียนเองหรือให้ทางเราลงให้ครับ"
"คุณเจ้าของร้านช่วยแล้วกันครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยีเท่าไหร่ แฮะๆ" บลูเบลล์หัวเราะเขินอายเล็กน้อย แต่สำหรับคนขายแล้วถือเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่มาเป็นเจ้าของร้านขายเฮคซ์เทคสาขานี้ เขาพบเจอคนที่เพิ่งเคยมาซื้อและมีเจ้าเครื่องนี้เป็นครั้งแรกบ่อยมาก ด้วยความที่หมู่บ้านแพนซี่อยู่นอกเขตของเมืองหลวงทางฝั่งเหนือ ดังนั้นการที่จะมีคนจากทวีปเหนือเดินทางผ่านหมู่บ้านแพนซี่ไปยังเมืองหลวงมีมากมายแถมยังจำเป็นต้องมีเฮคซ์เทคเพื่อที่จะได้ลงหลักปักฐานยังเมืองหลวงได้อีก
"ได้แน่นอน รอสักครู่นะครับ"
บลูเบลล์เดินมานั่งรอยังโซฟาขนาดใหญ่ไว้บริการลูกค้ายังมุมหนึ่งของร้าน ข้างกันมีเดซี่ที่นอนมอบอยู่ข้างๆเท้าตัวเอง ดวงตากลมกรอกมองไปรอบบริเวณร้านอย่างสำรวจ แม้ร้านจะมีขนาดเล็กแต่กลับดูทันสมัยกว่าสถานที่ใดที่เคยพบเจอมาก่อน อาจจะเพราะร้านขายเฮคซ์เทคเป็นหนึ่งในธุรกิจของตระกูลผู้ปกครองจักรวรรดิอย่างฮอก์กินส์ ถึงจะเป็นร้านเล็กๆนอกตัวเมืองมันยังคงความทันสมัยและสวยงามเสมอ
สิ่งที่มีลักษณ์คล้ายบอร์ดประกาศที่บลูเบลล์พบเจอเมื่อวานก็ตั้งอยู่ในร้านนี้ มันถูกเรียกว่าเฮคซ์สกรีน(HexScreen) แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือบอร์ดเมื่อวาน(เฮคซ์บอร์ด - HexBoard) มันสามารถฉายได้แค่สิ่งที่ผู้ควบคุมป้อนข้อมูลไว้เท่านั้น แต่เฮคซ์สกรีนสามารถถ่ายทอดสดข่าวสาร เพลง ภาพยนตร์หรือสื่อทางๆได้หลากหลายแนวแบบไม่ซ้ำกัน ทีแรกบลูเบลล์ก็ไม่ค่อยเข้าใจแต่คุณคนขายใจดีพูดอธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น
แน่นอนว่าบางเรื่องบลูเบลล์ก็ไม่สามารถรับข้อมูลได้หมดครบถ้วนเพราะมันมีเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีอะไรต่างต่าง หากแต่เขามีเจ้าเดซี่สุนัขแสนรู้คอยช่วยรับฟังและเก็บข้อมูล บลูเบลล์ไม่อยากอวดแต่เดซี่ฉลาดมากจริงๆนะ เหมือนเป็นมันสมองอีกอันให้กับเขาเลยล่ะ
หลังจากบลูเบลล์ลงทะเบียนข้อมูลส่วนตัวกับเครื่องเฮคซ์เทคเรียบร้อยแล้วนั้น เขาก็ได้มาครอบครองไว้บนข้อมือสวยหนึ่งเครื่อง คุณคนขายบอกว่าเฮคซ์เทครุ่นนี้ที่เขาซื้อมันค่อนข้างล้าสมัย บางฟังก์ชั่นไม่สามารถติดตั้งลงได้ ดังนั้นหากมีงบมากขึ้นแนะนำให้ซื้อเครื่องใหม่ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งบลูเบลล์ก็รับฟังไว้และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานหาเงินเก็บเยอะๆ แต่ตอนนี้เขาได้มายืนแก่วอยู่ที่หน้าเฮคซ์บอร์ดอีกแล้ว จ้องมองหน้าแล้วหน้าเล่าก็ยังไม่พบข่าวสารเกี่ยวกับการรับสมัครงานจนรู้สึกท้อใจ
จังหวะที่กำลังหันหลังเดินออก ดันมีข่าวหน้าหนึ่งปรากฏขึ้นมาและเรียกความสนใจของบลูเบลล์ได้ชะงัดนัด
อันดับสตรีมเมอร์ยอดนิยมประจำสัปดาห์ - อันดับหนึ่ง มัตสึดะ โคเฮย์
ยอดผู้ติดตาม 30ล้าน ยอดโดเนททั้งสัปดาห์(ล่าสุด) หนึ่งร้อยห้าสิบล้านโคล.-
ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีแดงเพลิงโดดเด่น ใบหน้าแสนหล่อเหลาละลายหัวใจเหล่าหญิงสาวและชายหนุ่มทั่วทั้งจักวรรดิ เขามีน้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนเคลิบเคลิ้ม ยอดฟังเพลงในทุกแพลตฟอร์มของมัตสึดะ โคเฮย์แตะหลักร้อยล้านทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
รวมถึงยอดคนดูสตรีมสดแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าหลักล้าน เขาสร้างปรากฏการณ์มากมายทั้งในสตาร์วิช (StarWitch) และสตาร์นิวส์ (StarNews) ปัจจุบันเขากลายเป็นทั้งนักร้องและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอันดับหนึ่งของจักรวรรด์โคลเวอร์เป็นที่เรียบร้อย
หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งร้อยห้าสิบล้านโคล!!
สิ่งที่เรียกความสนใจจากบลูเบลล์ได้คือจำนวนเลขเหล่านี้ ดวงตาสีม่วงอมน้ำเงินเป็นประกายดังมีดาวระยิบระยับอยู่ภายใน แม้จะไม่รู้ว่าสตรีมคืออะไรแต่เข้าใจได้ว่ามันคืองานในรูปแบบหนึ่งแน่นอน ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงหมุนตัวเดินกลับไปยังร้านเฮคซ์เทคที่เพิ่งจากมาอีกครั้งด้วยความหวังและไฟอันแรงกล้า
"คุณเจ้าของร้านครับ!"
"มีอะไรหรือเปล่าครับคุณลูกค้า" แม้จะมีสีหน้าสงสัยแต่ด้วยใจรักบริการจึงยิ้มรับเด็กหนุ่มที่มีท่าทีตื่นเต้นกว่าก่อนหน้า
"ช่วยอธิบายเจ้าสิ่งที่เรียกว่าการสตรีมให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ!"
สตรีมเมอร์คือสายอาชีพที่หลายคนนิยมทำกันมากในปัจจุบัน เป็นการสตรีมถ่ายทอดสดให้ผู้ชมที่สนใจในโลกออนไลน์ โดยช่องทางที่จะสตรีมถ่ายทอดสดหรือไลฟ์สด (Live) จะอยู่บนช่องทางสตาร์วิช (StarWitch) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับสตรีมมิ่ง โดยเหล่าสตรีมเมอร์จะได้รับรายได้หลักจากผู้ชมที่ให้การสนับสนุนผ่านการโดเนทในช่องตนหรือการโฆษณาต่างๆจากสปอนเซอร์ ส่วนแบ่งที่ได้รับจากแอปฯจะอยู่ที่70/30 (ผู้สตรีม70 ตัวแอปฯ30) แม้หลายคนจะบ่นว่าหักเยอะแต่หากเทียบรายได้จากการทำงานอื่นแล้วถือว่าการเป็นสตรีมเมอร์ทำรายได้ได้ดีที่สุดถ้าการสตรีมของคุณน่าสนใจจนดึงดูดผู้ชมได้มากพอ
ทันทีที่รับฟังจบบลูเบลล์รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก เขาได้ไหว้วานให้คุณเจ้าของร้านช่วยทำการลงทะเบียนเป็นสตรีมเมอร์ให้ทันที โดยได้รับการเตือนมาอีกว่าเฮคซ์เทครุ่นของเขาค่อนข้างล้าสมัย ภาพสตรีมที่ผู้ชมได้รับอาจไม่คมชัดเท่าเฮคซ์เทคคุณภาพดีแต่ราคาสูง ซึ่งบลูเบลล์ค่อนข้างกังวลนิดหน่อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วในเมื่องบเขามีเท่านี้ จึงตัดสินใจว่าจะสตรีมเท่าที่มีไปก่อน หากมีเงินมากพอเขาจะทำการซื้อเครื่องใหม่คุณภาพดีกว่าเดิมแน่นอน
"ผมสมัครและลงทะเบียนไว้ให้แล้วนะครับ คุณลูกค้าสามารถเข้าไปตั้งชื่อและทำการสตรีมมิ่งได้ทันทีที่ต้องการ"
"ขอบคุณมากนะครับ!"
"ยินดีครับ หากเฮคซ์เทคมีปัญหาหรือฟังก์ชันไหนไม่เข้าใจสามารถมาปรึกษาผมได้ตลอดเลยนะครับร้านเรายินดีต้อนรับ ขอบพระคุณคุณลูกค้าที่มาอุดหนุนกัน"
"ขอบคุณเช่นกันครับที่ให้การช่วยเหลือ ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"
"โชคดีครับ"
บลูเบลล์และเดซี่ออกมาเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะของหมู่บ้าน ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านเกษตกรสภาพอากาศและความเป็นอยู่จึงเงียบสงบ มีลมพัดให้ความสดชื่น แดดช่วงกลางวันไม่แรงจนเกินไปสามารถออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างปกติ ชาวบ้านบางส่วนจึงใช้ช่วงเวลาพักกลางวันออกมานั่งปิกนิกทานอาหารร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงกันยังสวนสาธารณะแห่งนี้ บลูเบลล์เองก็เช่นกัน วันนี้เด็กหนุ่มทำอาหารใส่ตะกร้าพร้อมพกผ้าปูขนาดเล็กออกมาจับจองพื้นที่เช่นกัน
เมื่อได้ที่ว่างค่อนข้างห่างจากผู้คนแล้วเขาจึงทำการปูผ้ารองสีม่วงอ่อนตามด้วยวางตะกร้าสานลง เดซี่เดินเข้าไปนอนหมอบโดยครึ่งตัวอยู่บนผ้าอีกครึ่งตัวอยู่บนพื้นสนามหญ้าเพื่อเหลืออีกฝั่งให้บลูเบลล์ได้นั่งเต็มที่ ใบหน้าสวยหวานยิ้มให้กับความใส่ใจที่ได้รับ ตอบแทนโดยการจัดอาหารใส่จานให้เดซี่พร้อมเสิร์ฟ
"บลูเบลล์คิดเรื่องสตรีมว่ายังไงบ้าง" เดซี่เอ่ยถามทางความคิด ภายนอกยังคงรับประทานอาหารอย่างสุนัขทั่วไปเป็นปกติ
"อืมม ยังคิดชื่อไม่ออกเลย เดซี่ว่าเราควรตั้งชื่อช่องว่าอะไรดี" เสียงหวานตอบแผ่วเบา
"ชื่อเกี่ยวกับบลูเบลล์ก็ดีนะ เดซี่ชอบชื่อของบลูเบลล์"
"เราก็ชอบเหมือนกัน แต่เราอยากให้มีชื่อของเดซี่ด้วยนะ" มือเรียวลูบขนสีขาวสะอาดด้วยความเอ็นดู "เราอยากให้เดซี่ออกสตรีมกับเราด้วย โชว์ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเดซี่น่ารักและเก่งขนาดไหน"
"หึหึ ถ้าคนดูชอบเดซี่มากกว่าบลูเบลล์ล่ะ"
"เราจะดีใจมากๆเลย แสดงว่าเขาเห็นถึงความน่ารักของเดซี่เหมือนที่เราเห็นไง"
"ไม่น้อยใจหรอ"
"ไม่เลยสักนิด"
"แต่เดซี่ว่าคนต้องชอบบลูเบลล์มากกว่าอยู่แล้ว" สุนัขพันธ์ซามอยด์เงยหน้าขึ้นมองสบตากับเจ้าของ "เพราะบลูเบลล์สวยมาก"
เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ ตั้งแต่เกิดจนโตมาบลูเบลล์อาศัยอยู่กับมารดาและยาย แม้พวกท่านจะบอกเสมอว่าเด็กคนนี้มีหน้าตาที่สวยหมดจดจนยากจะหาอะไรเปรียบเทียบได้ แต่บลูเบลล์กลับคิดว่าเพราะพวกท่านรักและเอ็นดูเขามากจึงได้เอ่ยชมเช่นนั้น
คนอื่นในหมู่บ้านน้อยคนนักที่จะได้มองหน้าของบลูเบลล์ชัดเจนเนื่องจากสภาพอากาศหนาวเหน็บทำให้ชาวบ้านต้องสวมใส่เสื้อโค้ตตัวหนารวมถึงหมวกใบใหญ่กันลมหนาว ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะพบเจอกันแบบไร้สิ่งปกปิดใดๆบนใบหน้า ครั้นพอมาถึงหมู่บ้านแพนซี่เด็กหนุ่มได้ชินกับการสวมหมวกใบโตเข้าเสียแล้ว ถึงเสื้อผ้าจะบางลงแต่กลับยังสวมหมวกเสมอ คนที่นี่จึงยังไม่มีใครได้พบเห็นเด็กหนุ่มแสนสง่างามผู้มีเรือนผมสีเงินและดวงตาสีม่วงอมน้ำเงินดั่งดอกบลูเบลล์
"เรานึกออกอยู่ชื่อหนึ่งล่ะ"
"ชื่ออะไรหรอ"
"สตรีมเมอร์ดอกไม้"