เปิดข้อเสนอ “ประเทศในเอเชีย” เจรจาสหรัฐฯ ยื่นดีล “LNG-อาวุธ-รถยนต์-เกษตร” แลกเลื่อนภาษี
"ประเทศในเอเชีย" เร่งใช้ไพ่ต่อรองหลากหลายรูปแบบเพื่อเจรจากับรัฐบาลทรัมป์ ส่วนไทยเสนอนำเข้าเนื้อวัวและถั่วเหลือง แต่ประเด็นรถยนต์และข้าวยังติดข้อจำกัดจากภายในประเทศ
วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.24 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ประเทศในเอเชีย เตรียมใช้นำเข้าพลังงานจากสหรัฐ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องต่อรองกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ เพื่อโน้มน้าวให้ลดภาษีนำเข้าที่สูงลิ่วลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการยอมอ่อนข้อในภาคส่วนอื่น เช่น รถยนต์และเกษตร อาจเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก
สก็อตต์ เบสเซนท์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และหัวหน้าทีมเจรจาภาษีของทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคาร ร้อมระบุชื่ออินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ว่า “คู่ค้าจากเอเชียให้ความร่วมมือมากที่สุดในการเจรจาข้อตกลง”
รัฐบาลสหรัฐประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่าจะชะลอแผนขึ้นภาษีแบบตอบโต้เท่าเทียมเป็นเวลา 90 วัน ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกว่า 100 เขตเศรษฐกิจต่างเร่งเปิดการเจรจาเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะเอเชีย (ยกเว้นจีนที่ตอบโต้ไปแล้ว) ซึ่งได้เริ่มเจรจากับสหรัฐแล้ว ได้แก่ เวียดนาม ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย โดยมีเป้าหมายตกลงกันให้ได้ก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม 2568
เอเชียเสนอซื้อ LNG เป็นแต้มต่อ
หลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม เสนอเพิ่มการนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด และยังมีโครงการใหม่ ๆ รอเปิดดำเนินการอีกมากในอนาคต
อเล็กซ์ โฟรลีย์ นักวิเคราะห์ตลาด LNG จาก ICIS กล่าวว่า “ความต้องการ LNG ในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะการใช้แทนเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษมากกว่า เช่น ถ่านหิน”
โดยฟิลิปปินส์และเวียดนามเพิ่งเริ่มนำเข้า LNG ในปี 2566 ขณะที่ไทยก็กำลังเพิ่มการนำเข้าเนื่องจากการผลิตก๊าซภายในประเทศลดลงและการส่งออกจากเมียนมาร์ชะลอตัว ส่วนอินโดนีเซียเสนอซื้อน้ำมันและก๊าซประเภทอื่นแทน
โครงการในอลาสกา มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ ก็ถูกหยิบยกขึ้นในการเจรจา โดยเบสเซนท์เผยว่า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันอาจมีบทบาทในการให้เงินลงทุน หากสำเร็จจะช่วยลดระยะเวลาเดินเรือมายังเอเชียได้มาก เพราะไม่ต้องผ่านคลองปานามาหรือเส้นทางอ้อมแอฟริกาเหมือน LNG จากอ่าวเม็กซิโก
อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลเรื่องต้นทุนและความคุ้มค่าในระยะยาว ตัวอย่างเช่น JERA ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ระบุว่า จะพิจารณาโครงการนี้เป็นหนึ่งในแหล่งจัดหา หากเกิดขึ้นจริง แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต้องมาจากฝ่ายอื่น
รถยนต์ จุดขัดแย้งเดิมที่ยังแก้ยาก
ทรัมป์วิจารณ์ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มานานเรื่องที่ไม่มีรถอเมริกันวิ่งบนถนน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ กว่า 48,000 ล้านดอลลาร์ในหมวดรถยนต์เมื่อปี 2567
แม้ญี่ปุ่นจะพิจารณาผ่อนปรนกฎทดสอบความปลอดภัย และให้สิทธิพิเศษกับรถยนต์นำเข้าบางรุ่น แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่มั่นใจว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ เพราะถนนในญี่ปุ่นแคบ และรถอเมริกันมักมีขนาดใหญ่
ทากาชิ อิมามูระ ประธานสถาบัน Marubeni และผู้เชี่ยวชาญด้านสหรัฐ กล่าวว่า “ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ผู้ผลิตรถญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐฯ แล้ว ถือว่าช่วยภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐเอง …คำร้องเรียนของทรัมป์อาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อกดดันการเจรจาโดยรวม”
เกษตรกรรม ดันส่งออก ขัดใจเกษตรกรเอเชีย
ด้านรัฐบาลทรัมป์ต้องการให้ประเทศในเอเชียนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และเนื้อสัตว์ ซึ่งทรัมป์กล่าวหาญี่ปุ่นว่าเก็บภาษีนำเข้าข้าวถึง 700% ซึ่งญี่ปุ่นปฏิเสธ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาเปิดโควต้านำเข้าโดยไม่เก็บภาษี แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากนักการเมืองและเกษตรกรที่ถือเป็นฐานเสียงสำคัญ
เคย์สุเกะ ซาโนะ จากสถาบันวิจัย Nomura (สิงคโปร์) กล่าวว่า “เอเชียพึ่งพาสหรัฐฯ อยู่แล้วในด้านการนำเข้าข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ และได้เปิดตลาดมากเท่าที่สามารถแล้ว”
แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องภาษีข้าว แต่ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำเข้าข้าวจากสหรัฐมากเป็นอันดับ 2 และเกาหลีใต้อันดับ 4 โดยรวมแล้ว ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันคิดเป็น 47% ของการส่งออกเนื้อวัวจากสหรัฐ
ขณะที่ไทยก็กำลังเจรจาขยายการนำเข้าเนื้อวัว ข้าวโพด และถั่วเหลืองจากสหรัฐ แต่ก็เจอแรงต้านจากเกษตรกรและกลุ่มสิ่งแวดล้อม
เคย์สุเกะ ซาโนะ กล่าวว่า “การปรับวัฒนธรรมการบริโภคในเอเชีย ซึ่งเน้นข้าวมากกว่าข้าวสาลี ต้องใช้เวลาและไม่ง่าย”
ต่อรองเรื่องอุตสาหกรรมต่อเรือ
ขณะที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศต่อเรืออันดับ 2 ของโลก กำลังใช้ภาคอุตสาหกรรมนี้เป็นแต้มต่อ เพราะทรัมป์ต้องการฟื้นอุตสาหกรรมต่อเรือในสหรัฐด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
บริษัท Hyundai Heavy Industries ของเกาหลีใต้และ Huntington Ingalls ผู้ต่อเรือรบของสหรัฐ ได้ลงนาม MOU เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการผลิตเรือพาณิชย์และเรือรบ
รัฐมนตรีกองทัพเรือสหรัฐก็เพิ่งพบกับรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นเพื่อขอความร่วมมือในประเด็นนี้ โดยหวังให้บริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ลงทุนในอู่ต่อเรือในสหรัฐ
ต้นทุนด้านความมั่นคง ทรัมป์อยากให้พันธมิตรจ่ายมากขึ้น
ทรัมป์เคยระบุว่าข้อตกลงความมั่นคงสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นไม่สมดุล และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดูแลทหารสหรัฐที่ประจำการในญี่ปุ่น โดยเชื่อว่าอเมริกาถูกเอาเปรียบมานาน ขณะที่พันธมิตรร่ำรวยจากระบบนี้
แม้ทรัมป์จะแยกเรื่องทหารออกจากการเจรจาการค้า แต่ประเด็นนี้ยังถูกจับตา โดยเฉพาะจากไต้หวัน ซึ่งประธานาธิบดี Lai Ching-te ระบุในบทความว่า ไต้หวันจะจัดซื้ออาวุธเพิ่มเติมจากสหรัฐ เพื่อช่วยลดความไม่สมดุลทางการค้า
อ้างอิง : asia.nikkei.com