ทำความรู้จัก “ภาษีการรับให้” (Gift Tax) คืออะไร? ใครต้องเสียภาษีนี้บ้าง?
“ภาษีการรับให้” (Gift Tax) อาจไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่หลายคนไม่แน่ใจว่าคืออะไร และใครกันแน่ที่ต้องเสียภาษี - ผู้ให้หรือผู้รับ? หลายคนอาจเคยได้รับเงินสด โฉนดที่ดิน หรือทรัพย์สินมีค่าจากพ่อแม่ ญาติ หรือคนใกล้ชิด โดยไม่รู้เลยว่าการ “รับของขวัญ” เหล่านี้อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีการรับให้ตามกฎหมายไทย
ข้อมูลจากกรมสรรพากร ระบุว่า ภาษีการรับให้ หรือเรียกทั่วไปว่า ภาษีการให้ คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บจากทรัพย์สินที่ให้หรือรับแก่บุตร คู่สมรส ญาติ หรือบุคคลอื่น ก่อนผู้ให้เสียชีวิต โดยการกำหนดภาษีนี้มีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีการรับมรดก ป้องกันไม่ให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีการรับมรดก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 และ (ฉบับที่ 43) พ.ศ. 2559
ใครคือ "ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้"? ต้องเสียภาษีเท่าไร?
กรมสรรพากรระบุว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้นั้น เกิดขึ้นในกรณีดังนี้
1.การให้อสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บิดาและหรือมารดา ผู้โอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม (มาตรา 42(26))
ในกรณีนี้ "ผู้โอน" เสียภาษีขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดิน อัตรา 5% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท หรือนำไปรวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่นก็ได้
2.กรณีการให้สังหาริมทรัพย์
- บุคคลธรรมดาผู้ได้รับเงินได้จากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่เกินกว่า 20 ล้านบาทในแต่ละปีภาษี (มาตรา 42(27))
- บุคคลธรรมดาผู้ได้รับเงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีจากบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส เฉพาะเงินได้ส่วนที่เกินกว่า 10 ล้านบาท ในแต่ละปีภาษี (มาตรา 42(28))
ส่วนกรณี "ผู้รับ" เสียภาษีอัตรา 5% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท หรือนำไปรวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่นก็ได้
โดยผู้ให้ซึ่งเป็นบุพการีบุพการี หมายถึง บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด ขณะที่ผู้ให้ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน หมายถึง บุตร (รวมบุตรบุญธรรม/บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว) หลาน และเหลน
ส่องวิธีคำนวณภาษีการรับให้
สำหรับการคำนวณภาษีการรับให้ กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ต้องเสียภาษีอัตรา 5% ของส่วนที่เกินกว่า 10 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาท (แล้วแต่กรณี) โดยวิธีการคำนวณ คือ
- ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาท × อัตราภาษี 5% = ภาษีที่ต้องเสีย
ตัวอย่างที่ 1 บิดา ยกที่ดินให้ บุตรชอบด้วยกฎหมาย ราคาประเมินของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ 22 ล้านบาท บิดาผู้ให้จะต้องเสียภาษี 100,000 บาท ซึ่งคำนวณจาก 2 ล้านบาท × 5%
ตัวอย่างที่ 2 งานแต่งงานของหลาน คุณป้าได้ให้เงิน 5 ล้านบาท และให้ทองมูลค่า 6 ล้านบาท หลาน ซึ่งเป็นผู้รับจะต้องเสียภาษี 50,000 บาท ซึ่งคำนวณจาก 1 ล้านบาท × 5%
ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 รวมกับเงินได้อื่นหรือไม่?
ทั้งนี้ผู้เสียภาษีมีสิทธิเลือกเสียภาษีในอัตรา 5% โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่นในปีภาษีนั้น หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติก็ได้
โดยกรณีที่ผู้เสียภาษี เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่นในปีภาษี
- หากเลือกยื่นแบบกระดาษ ให้ระบุจำนวนเงินได้ จำนวนภาษีในรายการเงินได้จากการให้หรือการรับ โดยเลือกเสียภาษีในอัตรา 5% ของเงินได้เฉพาะส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42(26) (27) (28)
- หากเลือกยื่นแบบออนไลน์ ผ่านระบบ E-Filing เลือกเงินได้จากการให้หรือการรับ (มาตรา 40(8)) ระบุเงินได้พึงประเมิน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เฉพาะกรณีโอนกรรมสิทธิ์/สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์) และทำเครื่องหมายหน้าข้อความ O ต้องการเสียภาษีโดยไม่รวม
ทั้งนี้ภาษีการรับให้ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้ ต้องนำเงินได้ที่เกิดในระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนของปีภาษี และนำรายได้ระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมกราคม ถึง เดือนมีนาคม ของปีถัดจากปีภาษี และหากยื่นแบบฯ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับขยายเวลาออกไปอีก 8 วัน
ตารางสรุปภาษีการรับให้ (Gift Tax)
อ้างอิง : rd.go.th