คุยกับ ‘กัปตันวิคกี้ - ชนิสรา สุวรรณเนตร’ นักบินหญิงเเห่ง Thai AirAsia ผู้เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ต้องเป็น Superwoman ก็บินได้!
ก่อนหน้านี้ แวดวงการบินอาจเป็นหนึ่งในหลายๆ สาขาอาชีพที่มักมีภาพจำเป็นความมัสคิวลีน ความแข็งแกร่ง แข็งแรง และมีเอเนอร์จี้ความ ‘แมน’ แบบผู้ชายๆ มากกว่า นั่นจึงทำให้ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นผู้หญิงทำงานในสายอาชีพนี้สักเท่าไร โดยเฉพาะกับการต้องนั่งอยู่ในตำแหน่ง ‘นักบิน’ ผู้ต้องรับผิดชอบชีวิตคนมากมาย เเละพาคนเหล่านั้นไปให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย
‘กัปตันวิคกี้ - ชนิสรา สุวรรณเนตร’ คือกัปตันหญิงแกร่งแห่ง Thai AirAsia ผู้เป็น ‘ลูกสาว’ ของคุณพ่อผู้เป็นนักบินทหาร ทำให้เธอคลุกคลีอยู่กับการบินมาตั้งแต่เด็กๆ โดยไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะก้าวเข้าสู่แวดวงการบิน จนกระทั่งในปี 2013 ที่เธอเริ่มต้นเข้ามาเป็นนักบินเต็มตัวให้กับ Thai AirAsia จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่กัปตันวิคกี้ยังคงทำหน้าที่เป็นนักบินหญิง นำเครื่อง Airbus ตระกูล 320 และ 321 พาผู้คนมากมายไปส่งยังจุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นและปลอดภัยไม่แพ้เพศอื่นใด
สิ่งหนึ่งที่ทำให้กัปตันวิคกี้ยังคงยืนหยัดในอาชีพการเป็นนักบินมาจนถึงวันนี้ได้ เธอบอกกับเราว่าไม่ใช่เพราะเธอมี Superpower หรือเธอเป็น Superwoman ที่แข็งแกร่งกว่าใคร แต่สิ่งที่เธอมีคือ ‘ความซอฟต์’ พร้อมกับการโอบรับ Feminine Energy ในตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ด้วยความเชื่อเสมอว่าผู้หญิงสามารถเป็นได้ทุกอย่าง และไม่ต้องเป็น Superwoman ก็สามารถ ‘บิน’ เหมือนเธอได้ทั้งนั้น
เราอยากชวนทุกคนมาฟังแรงบันดาลใจบนเส้นทางการเป็นนักบินหญิงของกัปตันวิคกี้ ที่ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบอันมหาศาลนั้น ยังมีอีกหลากหลายบทบาทของความเป็นผู้หญิงคนหนึ่งหลอมรวม และไหลเวียนอยู่ในตัวเธอด้วย
Q : แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณอยากเป็นนักบินเริ่มต้นมาจากตรงไหน
A : วิคโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนักบินทหาร จึงมีความคุ้นชินกับเครื่องบินอยู่บ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นนักบินได้ จนกระทั่งเมื่อปี 2012 วิคได้เห็นพี่น้อด - ชนันภรณ์ รสจันทน์ มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2005 ที่ได้ทำตามความฝัน เป็นนักบินหญิงของ Thai AirAsia X ตอนนั้นพี่น้อดเป็นทั้งไอคอน ทั้งแรงบันดาลใจให้วิคมากๆ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าการเป็นนักบินไม่ได้ไกลตัวเรานัก พอดีกับที่ปีนั้นมีการเปิดสอบ Student Pilot ของ Thai AirAsia ด้วย เลยลองสมัครสอบดู ปรากฏว่าได้เข้าไปเป็น Student Pilot แล้วทางสายการบินก็ส่งไปเรียนที่ BAC - Bangkok Aviation Center (สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน) อยู่ 1 ปี หลังจากนั้นจึงกลับมาทำหน้าที่ Co-Pilot (นักบินผู้ช่วย) ที่ Thai AirAsia ใช้เวลาฝึกอยู่ประมาณ 1 ปี กับเครื่องบินเล็ก จากนั้นก็ต้องไปฝึก Simulator ที่ประเทศมาเลเซีย และต้องฝึกกับเครื่อง Airbus ด้วยอีกระยะหนึ่ง แล้วจึงค่อยเริ่มบินรับส่งผู้โดยสารค่ะ
Q : หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน การเริ่มต้นอาชีพนักบินหญิงในเมืองไทยเป็นเรื่องยากมากน้อยแค่ไหน หรือมีอุปสรรคอย่างไรบ้าง เพราะในเวลานั้นอาจไม่ค่อยได้เห็นผู้หญิงทำงานในวงการนี้สักเท่าไร
A : ตัววิคเองเป็นรุ่นที่ 4 ของ Thai AirAsia ย้อนกลับไปตอนนั้น ยอมรับเลยว่าไม่ง่าย แต่เมื่อเห็นว่าพี่น้อดเขาทำได้ วิคเลยบอกตัวเองว่าเราก็ต้องทำได้สิ อุปสรรคที่มีจึงอาจเป็นแค่ความไม่รู้มากกว่า เพราะในวงการแอร์ไลน์ วิคไม่รู้เลยว่าเขาปฏิบัติงานกันอย่างไร เขาจะ Welcome ผู้หญิงหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่นักบินก็มักจะเป็นผู้ชาย ทำให้เราไม่มั่นใจว่าเขาจะมีทัศนคติกับเราอย่างไร จะเปิดรับเรามากแค่ไหน เรียกว่าเป็นความไม่รู้ที่ทำให้เราเกร็งในตอนแรก แต่พอได้ก้าวเข้ามาตั้งแต่โรงเรียนการบิน วิคพบว่าทุกคน Welcome เรามาก อย่างตอนนั้นในรุ่นเดียวกันก็มีนักบินหญิงแค่ 2 คน และมีคนหนึ่งที่เป็น LGBTQ+ ด้วย แต่เขาก็ทำหน้าที่นักบินได้ดีมากๆ และการปฏิบัติต่างๆ ที่คนอื่นมีต่อพวกเราก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน ทั้งครู และบุคลากรต่างก็ Treat เราปกติเหมือนเป็นนักบินคนหนึ่ง โดยไม่ได้มองเรื่องเพศสภาพว่าเราแตกต่างหรืออะไรเลย
Q : ในการเป็นนักบิน มีทักษะ ข้อดี หรือความสามารถเฉพาะทางของผู้หญิงข้อไหนบ้าง ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ในการทำงานด้วยวิธีที่อาจแตกต่างออกไปจากนักบินผู้ชาย
A : วิคว่าน่าจะเป็นในมุมของการสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารนะคะ แน่นอนว่าเราต้องพาเขาไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเหมือนๆ กัน แต่ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิง และมี Feminine Energy อยู่ในตัว วิคเชื่อว่าเราสามารถทำให้ผู้โดยสารรับรู้ความละเอียดอ่อนของเราได้ เช่นตัววิคเองก็เป็นแม่ลูกอ่อน เวลาพาลูกเดินทางจะรู้ความต้องการของเด็กเล็กๆ รู้ว่าจังหวะกว่าที่เครื่องจะขึ้นหรือลง เด็กต้องอยู่นิ่งๆ นานๆ เขาก็มักจะไม่โอเค ซึ่งกับลูกวิคเอง พอเขามีสติกเกอร์สักแผ่นอยู่ในมือ ได้เล่น ได้ติดอะไรของเขาไป มันก็ทำให้เขาอยู่นิ่งได้ วิคก็เลยมักจะพกสติ๊กเกอร์ไว้เสมอ เผื่อว่าระหว่างเดินขึ้นเครื่องแล้วเจอเด็กๆ ในไฟลต์นั้นที่เขาเริ่มไม่โอเค เริ่มงอแงแล้ว เราก็จะให้สติกเกอร์เขาเล่นไปก่อน วิคว่าในมุมนี้แหละที่คนที่มีความ Masculine มากกว่า อาจจะไม่ได้มี หรือไม่ทันได้นึกถึง
นอกจากนั้นแล้ว เรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับทั้ง Co-pilot ลูกเรือ หรือกับหอบังคับการบินเองก็ตาม บางทีวิคว่าความอ่อนหวานและความนอบน้อมที่เป็น Feminine Energy ของเราก็ช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นได้เหมือนกันค่ะ
Q : ในเรื่องทางกายภาพ สรีระ หรือข้อจำกัดทางร่างกายของผู้หญิงมีผลหรือไม่ต่อการเป็นนักบิน
A : ต้องบอกว่าการบินพาณิชย์ โดยเฉพาะเครื่อง Airbus วิธีการบังคับเครื่องเป็นไปด้วยเทคโนโลยีแบบ Fly-by-wire หรือพวงมาลัยแบบพาวเวอร์ ทำให้ไม่ต้องใช้พละกำลังใดๆ ขนาดนั้นในการบังคับเครื่อง ดังนั้นในความเป็นสตรีเพศ เราอาจจะมีกำลังกายไม่สู้เพศชายก็จริง แต่นั่นไม่ได้เป็นประเด็น หรือปัจจัยในการทำงานเลย ตั้งแต่การสอบเข้า การวัดความถนัดทางอาชีพ การทดสอบประจำวงรอบ 6 เดือน และการประเมินความสามารถอื่นๆ ทางบริษัทฯ ไม่ได้มี Criteria ที่เกี่ยวกับเพศสภาพมาเป็นเกณฑ์วัดเลย ไม่มีการทดสอบที่ต้องใช้ร่างกายหนักๆ วิคว่านักบินเป็นอาชีพที่เปิดกว้างนะคะ ตั้งแต่การสอบเข้า การ Maintain Standard และทุกๆ การสอบที่จะมีมาตรฐานวัดผลได้ชัดเจน โดยไม่มีเรื่องของเพศสภาพมาเป็นปัจจัยแต่อย่างใด
Q : องค์กรอย่างการบินที่หลายคนรู้สึกว่ามีความเป็น Male Dominated มีจุดไหนบ้างไหมที่คุณรู้สึกว่า Energy ความเป็นผู้หญิงอาจเป็นข้อเสียมากกว่าข้อดีหากมีมากเกินไป
A : วิคเคยถามครูเหมือนกันนะคะตอนที่วิคเป็น Co-pilot ใหม่ๆ ว่าจากประสบการณ์ที่ครูบินมา เขารู้สึกถึงแตกต่างไหมระหว่างนักบินผู้หญิงกับนักบินผู้ชาย ครูของวิคบอกว่า มีบางมุมมองที่เห็นว่าผู้หญิงอาจมี "ความละเอียด" หรือ "การพิจารณาสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากไป" สำหรับการปฏิบัติการบินนั้น ก็อาจมีบางสถานการณ์ที่ความรวดเร็ว เฉียบไว เป็นปัจจัยที่สำคัญ และการที่จะตัดสินใจได้เร็วขนาดนั้น วิคเชื่อว่ามันก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งข้อมูล ทั้งประสบการณ์ที่เราสะสมมา รวมถึงสัญชาตญาณของเราเองที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน การที่วิคบินมาจนถึงทุกวันนี้ก็อาจพูดได้เลยว่า ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ไม่ปลอดภัย เช่นเดียวกับนักบินหญิงของเราที่สามารถพาคนบนเครื่องไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยมาตลอด
Q : ทัศนคติอะไรบ้างที่ไม่ควรมีอยู่เลยในตัวนักบิน
A : ตั้งแต่เริ่มสอบเข้ามาเป็นนักบิน จะมีหนึ่งในหลายขั้นตอนของการสอบที่เรียกว่าการสอบเวชศาสตร์ เป็นการสอบเกี่ยวกับจิตวิทยาที่จะดูความเหมาะสม ดูสิ่งที่เราเป็น ดูทักษะ เพื่อมาเทียบความถนัดกับสายอาชีพ และจะมี 5 ทัศนคติที่เป็นอันตราย ข้อแรก Anti-authority คือคนที่ไม่พร้อมทำตามกฏ และมีความมั่นใจสูงเกินไป แต่การเป็นนักบินจะมีหนังสือเขียนไว้ชัดเจนถึงข้อปฏิบัติที่ต้องทำตามกฎอย่างเคร่งครัด การเป็นนักบินพาณิชย์ต้องพร้อมทำตามมาตรฐานและข้อบังคับมากกว่าทำตามใจตัวเอง
2. Macho คือความคิดว่าตัวเองเก่ง หรืออย่างไรก็ทำได้เสมอ แม้ในบางสถานการณ์ยากๆ เช่น ฝนตกหนักเกินกว่ากฎข้อบังคับที่อนุญาตให้เครื่องลง แต่คนลักษณะนี้จะมั่นใจว่าจะต้องเอาเครื่องลงให้ได้ จนสุดท้ายอาจทำให้เกิดอันตรายและความไม่ปลอดภัย
3. Invulnerability คือความคิดว่าตัวเองโชคดี สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเองแน่ๆ ทำให้ไม่เตรียมตัว ไม่เตรียมพร้อม ไม่พึงระวังว่าเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อาจเกิดขึ้นได้
4. Resignation คือคนที่ยอมแพ้ง่ายๆ เช่น ฝนตกหนักมาก แต่ทัศนวิสัยที่มองเห็นยังพอที่จะนำเครื่องลงได้ แต่ว่าเกิดการ Give up เสียก่อน คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ลงไม่ได้แน่ๆ วนกลับสนามบินที่บินมาดีกว่า อะไรแบบนี้ การควบคุมอารมณ์ได้ในสถานการณ์ที่กดดัน หรือสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ เป็นสิ่งที่นักบินต้องมี และเราต้องคุมสติอยู่ตลอดด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่
และข้อ 5. Impulsivity คือการทำเร็วเกินไป ขาดสติ หุนหันพลันเล่น ก็เป็นอีกทัศนคติที่นักบินไม่ควรมีเช่นกัน
วิคพูดได้ว่าอาชีพนักบินมาพร้อมกับคำว่าอีโก้ได้ไม่ยากเลย อย่างวิคเองก็เคยได้รับคำชมคำอวยจากคนรอบข้าง นั่นทำให้บางครั้งก็ต้องกลับมาดึงสติตัวเองเหมือนกันว่า เราก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่มารับหน้าที่นี้ เราต้องไม่นำคำชื่นชมเหล่านั้นมาพอกให้อีโก้ในตัวเราเยอะเกินไป บางครั้งเคยเห็นคนที่เขาอาจมีอีโก้เยอะ มั่นใจ คิดว่าตัวเองถูกเสมอ และขอโทษคนอื่นไม่เป็นเมื่อทำพลาด วิคก็ย้อนต้องกลับมาถามตัวเองเหมือนกันว่าถ้าวันหนึ่งเรามีประสบการณ์เยอะมากแบบนั้น เราจะเป็นคนแบบนั้นไหม เราจะลืมไปหรือเปล่าว่าเราไม่ได้ถูกเสมอ และเราไม่ได้เก่งที่สุด วิคจะระลึกสิ่งเหล่านี้ไว้เสมอ ระวังไม่ให้อีโก้ของตัวเองใหญ่โตเกินไป
Q : องค์กรของคุณมีนโยบาย หรือสวัสดิการที่ส่งเสริมความเท่าเทียมให้กับผู้หญิงอย่างไรบ้าง
A : วิคเองก็เป็นคุณแม่เหมือนกัน แต่พอดีว่าจังหวะที่ท้องและคลอดน้องเป็นช่วงโควิด จึงมีเที่ยวบินน้อยอยู่แล้ว วิคลาคลอด 3 เดือน ตามกฏหมายกำหนด แล้วหลังจากนั้นก็สามารถขอ Leave without Pay ต่อได้อีก เพราะอยากเลี้ยงลูกเองต่ออีกสักพัก พอกลับมาบิน วิคก็รีเควสขอไฟล์ตยาวที่เหมาะสมกับการปั๊มนมในช่วงนั้น เพราะต้องปั๊มทุกๆ 3 ชั่วโมง และการบินไฟล์ตยาวทำให้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมของนานหน่อย กว่าจะประกอบอุปกรณ์ปั๊ม กว่าจะปั๊มเสร็จ ถ้าไฟล์ตสั้นจะทำทั้งหมดนี้ไม่ทัน พอตอนหลังที่ต้องปั๊มทุก 6 ชั่วโมง เราก็เปลี่ยนมาเป็นบินไฟล์ตสั้นแทน อะไรแบบนี้ค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเชิงนโยบายเสียทีเดียว แต่เป็นการจัดให้ตามความเหมาะสม หากมีไฟล์ตมากเพียงพอที่จะไม่ไปเบียดเบียนนักบินคนอื่น นอกจากนั้นบริษัทก็ยังมีนโยบายให้นักบินสามารถบินไฟล์ตที่อยากบินได้ด้วย เช่น อยากบินไฟล์ตยาวหรือไฟลต์สั้นก็ดูกันเป็นเคสบายเคสไปค่ะ
Q : และในเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นการปวดท้องประจำเดือนของผู้หญิง หรือแม้แต่การผ่าตัดศัลยกรรมที่จำเป็นต้องพักฟื้น องค์กรของคุณมีการดูแลสวัสดิภาพเหล่านี้อย่างไร
A : ปกติแล้วนักบินจะสามารถลาป่วยแบบไม่มีใบแพทย์ได้เดือนละไม่เกิน 10 วัน ซึ่งก็ใช้กฎนี้เท่าเทียมกันทุกเพศ หรือกรณีหากกรณีปวดท้องประจำเดือน นักบินหญิงก็สามารถลาป่วยแล้วส่งใบลาก็ได้เช่นกัน ส่วนเรื่องการลาเพื่อทำศัลยกรรม หรือการพักฟื้นหลังจากนั้นก็สามารถทำได้ และเนื่องจากสายการบินไม่ได้มีวันหยุดตามวันนักขัตฤกษ์ ทุกคนก็จะมีวันลาหยุดสะสมได้เยอะ แต่วันลาเหล่านี้ก็เป็นวันลาที่ทุกคนลาที่ทุกคนทุกเพศใช้ได้เหมือนกัน ไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะของเพศหญิงค่ะ
Q : การอยู่ในวงการการบินมานานกว่า 10 ปี จนถึงทุกวันนี้ คุณยังอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในวงการนี้อีกบ้างไหม
A : ต้องบอกว่าวิคแฮปปี้มากจริงๆ ทุกวันนี้ที่ตื่นมาบิน ไม่เคยรู้สึกว่ามาทำงานเลยนะคะ วิคเอ็นจอยกับการทำงานมาก ถ้าถามว่าอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงไหม ในมุมของสตรีเพศคนหนึ่ง คิดว่าทุกอย่างลงตัว เราได้รับเกียรติ ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมแล้วในพื้นที่นี้
Q : ในฐานะที่คุณเองก็เป็นแม่คนหนึ่ง มีวิธีการบาลานซ์ชีวิตอย่างไร ระหว่างหน้าที่ความเป็นแม่และหน้าที่การงาน
A : เชื่อไหมว่าเรื่อง Work life balance ของวิคไม่เคยมีปัญหาเลยนะ เพราะในเดือนหนึ่ง วันหยุดของวิคจะมีประมาณ 15 วันเป็นอย่างน้อย แต่สิ่งที่วิคเจอกับตัวกลายเป็นเรื่อง Life and Parenting Balance นั่นคือการที่วิคบาลานซ์ไม่เป็นระหว่างชีวิตส่วนตัว กับการเป็นพ่อแม่ เพราะถ้ามีเวลาว่างจากการทำงาน วิคก็อยากให้เวลากับลูกก่อนเสมอ แต่มันก็จะมีบางครั้งที่อยากมีเวลาให้ตัวเองบ้าง เช่น ไปทำเล็บ ไปเสริมสวย แต่วิคก็จะรู้สึกว่าไม่ได้สิ ต้องเลือกว่าจะเอา 2 ชั่วโมงไปเสริมสวย หรือจะอยู่กับลูกดีนะ (หัวเราะ) แล้วตอนนี้ลูกก็กำลังจะ 3 ขวบแล้ว วิคก็ยอมรับว่ายังแบ่งเวลาตรงนี้ไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไร
หลักๆ วิคว่าอุปสรรคใหญ่ของอาชีพนักบินก็คือเรื่องการพักผ่อนนี่แหละค่ะ แต่ก็ยังยืนยันว่าทุกคนสามารถทำอาชีพนี้ได้ คุณสามารถเป็นพ่อ เป็นแม่ มีครอบครัว มีลูกได้ตามปกติเลย นักบินหญิงของเราก็มีลูก บางคนมีลูกแฝดก็มี ยืนยันว่าการทำอาชีพนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดสำหรับการมีครอบครัวค่ะ (ยิ้ม)
Q : สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนักบินเหมือนกับคุณ เส้นทางการเป็นนักบินต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ
A : วิคว่าน่าจะเป็นการต้องตรวจสอบความเหมาะสมของตัวเราว่าอยากทำอาชีพนี้มากแค่ไหน และตาม 5 ทัศนคติที่ไม่ควรมีของนักบิน เรามีข้อไหนที่เป็นแบบนั้นหรือเปล่า และอาจจะต้องเปิดใจและรับฟังสิ่งที่จะไปเจอทั้งดีและร้าย ซึ่งส่วนตัววิคบอกได้เลยว่าทุกคนในองค์กรพร้อมรับ และยินดีต้อนรับเราอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องกังวลเลย เพราะทุกๆ เหตุการณ์ มันมีข้อดีอยู่เสมอ ถ้าเราเปิดใจ และมีทัศนคติที่มองเห็นตามความเป็นจริง เราก็จะมองเห็นข้อดีของมันได้ค่ะ
ตอนวิคสอบเป็นกัปตัน เคยได้ฟีดแบกกลับมาเป็นคอมเมนต์ในเชิงบวก นั่นคือการที่เราพร้อมเผชิญ พร้อมสู้ ไม่ว่าปลายทางจะเกิดอะไรขึ้น จะไปให้ถึงอย่างปลอดภัยให้ได้ ดังนั้นความกล้า ความมุ่งมั่น ความกล้าตัดสินใจ เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก วิคมักจะได้ยินคนถามบ่อยๆ ว่า ‘ไม่กลัวเหรอ เป็นนักบิน’ แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรต้องกลัวเลย เพราะก่อนที่นักบินทุกคนจะนำล้อพ้นจากพื้น เราต้องมั่นใจว่าปลอดภัย ตัวเครื่องก็มีฝ่าย Engineer คอยตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่ตลอด บวกกับตัวเราที่ Operate อยู่บนนั้น เราก็มั่นใจจากการที่เราได้รับการฝึกอยู่เสมอตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงมากๆ และก่อนที่จะไปบินแต่ละไฟล์ต ก็ต้องมีการเช็คทั้งสภาพอากาศและปัจจัยแวดล้อมทุกอย่าง
และสุดท้ายอาจต้องถามตัวเองว่า เมื่อเราต้องอยู่กับงานนี้จริงๆ เรามีความสุขหรือเปล่า นักบินทุกคนที่สอบเข้ามา วิคเชื่อว่าเรามองเห็นภาพตัวเองอยู่กับอาชีพนี้ไปยันวันเกษียณคล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากเป็นนักบิน แนะนำว่าควรเป็นตัวของตัวเอง และเป็นอย่างมั่นใจ เพราะองค์กรเองก็มองหาคนที่พร้อมตัดสินใจ นำพาผู้โดยสารจากจุดนึงไปอีกจุดนึงได้อย่างปลอดภัยอยู่แล้ว
Q : คุณกำลังจะบอกว่า เราไม่อาจมองแค่ภาพลักษณ์ของนักบินหญิงที่ดูดี ดูเท่เท่านั้น แต่การทำงานในสายอาชีพนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันด้วย
A : ใช่ค่ะ การบินไปกลับวันละหลายเที่ยวแบบนี้ซ้ำๆ ถ้าหากเราไม่ได้ชอบมันจริงๆ ก็อาจจะไม่แฮปปี้ที่จะอยู่ตรงนี้เหมือนกัน วิคเลยอยากให้ทุกคนลองถามตัวเองก่อนว่าอยากทำจริงๆ ไหม เพราะการงานที่มีความสุข มันจะทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวันไปจนถึงวันเกษียณ ซึ่งวิคคิดว่าตัววิคน่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่หนีไปเลี้ยงลูกก่อนนะคะ (หัวเราะ)
Q : มีเป้าหมาย หรือมีสิ่งไหนในอาชีพของคุณที่ยังรู้สึกว่าอยากไปให้ถึงจุดนั้นอยู่อีกบ้าง
A : พอถึงจุดหนึ่งใน Career Path บางคนอาจอยากไปเป็นครู ไปเป็น Management แต่ส่วนตัววิคเองที่เป็นแม่ หลังเลิกงานวิคได้ดูแลลูก ถ้าจะไปเป็นครู การสอนไม่ใช่เรื่องง่าย เราอาจต้องเตรียมความพร้อมมากกว่านี้ ต้องแน่นมากกว่านี้ไปอีกขั้น เลยคิดว่าตอนนี้สมดุลชีวิตเราทำได้โอเคมากแล้ว ค่อนข้างแฮปปี้กับการทำหน้าที่ตรงนี้ และอยากจะ Maintain อาชีพและหน้าที่กัปตันที่ดีไปจนกระทั่งวันที่เกษียณเลยค่ะ
Q : ตามสโลแกนของ Thai AirAsia ที่ว่า ‘ใคร ใคร … ก็บินได้’ สำหรับคุณมีความหมายอย่างไร
A : ในฐานะพนักงาน Thai AirAsia คนหนึ่ง วิคต้องขอบคุณที่องค์กรให้โอกาสเราตั้งแต่วันแรก พอได้เข้ามาแล้ว ก็ได้รับการฝึกจากครูที่ก็สอนเราอย่างเท่าเทียม ทั้งดุ ทั้งใจดี ไม่ได้ต่างกับเพื่อนคนอื่นๆ ในรุ่น และการที่จะได้เป็นกัปตัน องค์กรก็เปิดรับเราโดยไม่ได้มีข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับเพศสภาพ เพราะฉะนั้นใครๆ ก็บินได้ค่ะ
Q : ความประทับใจและภูมิใจในฐานะนักบินหญิงของกัปตันวิคกี้ในวันนี้คืออะไร
A : สิ่งที่ประทับใจอาจจะไม่ใช่แค่ในฐานะนักบินผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะของลูกสาวคนหนึ่งด้วยค่ะ วิคเป็นลูกคนเดียวของบ้าน เวลาคุณพ่อมานั่งเครื่องที่วิคขับ มาเป็นหนึ่งในผู้โดยสาร วิคก็จะออกมาส่งท่านเสมอ ท่านก็จะบอกคนอื่นๆ ด้วยความภูมิใจว่า ‘เนี่ย… ลูกสาวผม’ ท่านก็คงไม่คิดเหมือนกันว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ลูกสาวของท่านจะมาเป็นนักบินได้ ความภูมิใจของท่านก็คือความชื่นใจ และความประทับใจของวิคนี่แหละค่ะ (ยิ้ม)
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- คุยกับ ‘กัปตันวิคกี้ - ชนิสรา สุวรรณเนตร’ นักบินหญิงเเห่ง Thai AirAsia ผู้เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ต้องเป็น Superwoman ก็บินได้!
- เป้าหมายที่ ‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ บันทึกไว้บน iPhone ว่าก่อนตายอยากทำอะไร และอยากเป็นผู้หญิงแบบไหน
- ‘ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม’ มองความทึมเทาหลากหลายเฉดของมนุษย์ และคำว่าเฟมินิสม์ ผ่านสายตาผู้กำกับ ‘ดรีม ฐานิกา’ และ ‘เอลิซ่า เปียง’
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com