โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โผหุ้นรับผลกระทบทางตรง-ทางอ้อม สหรัฐฯ เก็บ ภาษีนำเข้า จากไทย 36%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 เม.ย. 2568 เวลา 09.41 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2568 เวลา 02.41 น.

ประเทศไทยถูกเก็บ ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จาก สหรัฐฯ ในอัตราที่สูงถึง 36% เหนือกว่าที่ตลาดประเมินไว้ นักวิเคราะห์ประเมินไทยเสี่ยงเผชิญกับการปรับลดประมาณการทั้งกำไรและเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การขึ้นจะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ขึ้นอัตรา 10% กับทุกประเทศ เริ่มวันที่ 5 เม.ย. และวันที่ 9 เม.ย. จะขึ้นในส่วนที่เหลือตามอัตรา reciprocal tariff รายประเทศ (เช่นขึ้นอีก 26% กรณีไทย)

การเงินธนาคาร ได้รวบรวมหุ้นที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯดังนี้

บทวิเคราะห์ บล.พาย เปิดเผยว่าทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหนือกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ไทยเสี่ยงเผชิญกับการปรับลดประมาณการทั้งกำไรและเศรษฐกิจ กลยุทธ์หากไม่เร่งร้อนลงทุนยังแนะ Wait & See ระยะสั้นเน้น Defensive (BDMS)

ปัจจุบันไทยส่งออกหลักไปยังสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วนราว 18% (ข้อมูล ณ เดือนก.พ.68 ) และสินค้าหลักๆที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯได้แก่อิเล็กทรอนิกส์ (31% ของสัดส่วน) เครื่องจักร (24%) ยาง (9%) ชิ้นส่วนยานยนต์ (4%) และอื่นๆ

บล.พาย ประเมินหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบทางตรง ประกอบไปด้วย AH ,SAT, STA, HANA, DELTA, KCE

ส่วนกลุ่มอื่นๆอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมได้แก่ท่องเที่ยว (AOT ,CETEL ,MINT)

ค้าปลีก (BJC, CRC, CPALL, HMPRO) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK, KTB) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA) จากเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงขาลงมากขึ้นประกอบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจชะลอการท่องเที่ยวจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

โดยเศรษฐกิจไทยเสี่ยงจะถูกปรับคาดการณ์ลงจากเดิมทีที่สภาพัฒน์คาดการณ์จะขยายตัวได้ราว 2.8% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวก็เป็นไปได้ที่จะน้อยกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ ด้านการบริโภคก็จะรับผลกระทบทางอ้อมผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว สุดท้ายแล้วกำไรบริษัทจดทะเบียนอาจถูกปรับลง

หุ้นไทยแม้ปัจจุบันจะไม่แพงค่อนข้างถูกมากแต่เมื่อเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านทั้งเรื่องเศรษฐกิจภายในที่ย่ำแย่ พร้อมกับแรงกดดันจากต่างประเทศทำให้หุ้นไทยยังมีแนวโน้มปรับลงได้อยู่ ซึ่งอาจตามมาด้วยการปรับลด Multiple Valuation

การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้อาจไม่มีหุ้นได้ประโยชน์มีแต่หุ้นที่ผลกระทบน้อยสุดประกอบไปด้วยกลุ่ม Defensive อาทิ สื่อสาร (ADVANC INTUCH) โรงพยาบาล (BDMS)

วันนี้ 3 เม.ย. ประเมิน SET INDEX ปรับลงในกรอบ 1,140 – 1,170 รับแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯประกอบกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในแดนลบ (-4%) เกาหลีใต้ (-1.87%)

โดยเช้านี้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 34.4 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังไม่เร่งร้อนเข้าสะสมหุ้นเพราะความเสี่ยงยังค่อนข้างสูงและจากนี้เตรียมเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดประมาณการ ระยะสั้นหากประสงค์ลงทุนก็เน้นเพียง Defensive อาทิ โรงพยาบาล (BDMS)

บล.กรุงไทย เอกซ์สปริง เปิดโผหุ้นรับผลกระทบทางตรง TU,ITC,AAI,STGT และ SAPPE

บล.กรุงไทย เอกซ์สปริง ประเมินเบื้องต้นคาดเป็นผลลบต่อ Sentiment ตลาดฯโดยเฉพาะหุ้นส่งออก และเป็นความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการ GDP ปี 2568

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสหรัฐฯน่าจะยังเปิดช่องสำหรับการเจรจา จากการเว้นช่วงเวลาในการบังคับใช้ ขณะที่การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า จะส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเองด้วย

ผลกระทบรายหุ้นมีดังนี้

  • TU มีรายได้ในตลาดสหรัฐฯราว 40% (ผ่านธุรกิจทูน่ากระป๋อง, กุ้งและอาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์) โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯราว 15% ในส่วนนี้อาจได้รับผลกระทบเชิงลบด้านความสามารถการแข่งขันจากอัตราภาษีที่เพิ่ม
    • ITC 50% ของรายได้มาจาก Americas(สหรัฐฯ,แคนาดา,บราซิล และอื่นๆ)
    • AAI 52% ของรายได้มาจากสหรัฐฯ
    • STGT 20% ของรายได้มาจาก สหรัฐฯ
    • ITC และ AAI อาจได้รับผลกระทบด้านการแข่งขันจากผู้ผลิตในสหรัฐฯที่เดิมต้นทุนสูงกว่าผู้ผลิตไทย
    • STGT อาจได้รับผลกระทบจากการที่คู่แข่งหลักอย่างมาเลเซียถูกขึ้นภาษีตํ่ากว่าไทย 12%
    • SAPPE มียอดขายส่งออกไปสหรัฐฯ 7%

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ต่อตลาดหุ้นไทย ดังนี้

มองมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ที่เก็บไทยในอัตรา 36% จะกระทบทางตรงต่อสินค้าสำคัญของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐ ดังนี้

1. ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ – มองเป็นลบต่อกลุ่มยานยนต์ โดยประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐคิดเป็น 9% ของการส่งออกรถยนต์ และคิดเป็น 6% ของการผลิตรถยนต์ (AH SAT STANLY NYT) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, DELTA, HANA)

2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ - มองเป็นลบต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE)

3. ยางและผลิตภัณฑ์ยาง - มองเป็นลบต่อกลุ่มยางและถุงมือยาง (STA STGT มีส่งออกไปสหรัฐโดยตรง ขณะที่ NER จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากลูกค้าจีนที่ส่งออกยางไปยังสหรัฐ)

4. สินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว อาหารสุนัขและแมว ทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่า กุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้ง มะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าว สัปปะรดกระป๋อง - มองเป็นลบต่อ TU CFRESH COCOCO PLUS MALEE AAI ITC

5. อัญมณีและเครื่องประดับ - มองเป็นลบต่อผู้ส่งออกเครื่องประดับอย่าง PDJ

ขณะที่มองส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทย อาจส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนและการชะลอการขอสินเชื่อเพื่อส่งออก และเกิด Sentiment ลบต่อบรรยากาศการลงทุน

1. นิคมอุตสาหกรรม- มองนโยบายครั้งนี้อาจส่งผลกระทบให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อที่ดิน ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อ Backlog บางส่วน หุ้น ที่เกี่ยวข้อง AMATA WHA FTREIT (ความต้องการในการเช่าโรงงานและคลังสินค้าลดลง)

2. ธนาคาร - ส่งผลกระทบทางอ้อมในแง่อัตราการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์เล็กน้อย

เปิดไทม์ไลน์ โดนัลด์ ทรัมป์ ป่วนโลก! สหรัฐ VS ประเทศคู่มิตร เดินเกมตอบโต้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...