โผหุ้นรับผลกระทบทางตรง-ทางอ้อม สหรัฐฯ เก็บ ภาษีนำเข้า จากไทย 36%
ประเทศไทยถูกเก็บ ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จาก สหรัฐฯ ในอัตราที่สูงถึง 36% เหนือกว่าที่ตลาดประเมินไว้ นักวิเคราะห์ประเมินไทยเสี่ยงเผชิญกับการปรับลดประมาณการทั้งกำไรและเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การขึ้นจะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ขึ้นอัตรา 10% กับทุกประเทศ เริ่มวันที่ 5 เม.ย. และวันที่ 9 เม.ย. จะขึ้นในส่วนที่เหลือตามอัตรา reciprocal tariff รายประเทศ (เช่นขึ้นอีก 26% กรณีไทย)
การเงินธนาคาร ได้รวบรวมหุ้นที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯดังนี้
บทวิเคราะห์ บล.พาย เปิดเผยว่าทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหนือกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ไทยเสี่ยงเผชิญกับการปรับลดประมาณการทั้งกำไรและเศรษฐกิจ กลยุทธ์หากไม่เร่งร้อนลงทุนยังแนะ Wait & See ระยะสั้นเน้น Defensive (BDMS)
ปัจจุบันไทยส่งออกหลักไปยังสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วนราว 18% (ข้อมูล ณ เดือนก.พ.68 ) และสินค้าหลักๆที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯได้แก่อิเล็กทรอนิกส์ (31% ของสัดส่วน) เครื่องจักร (24%) ยาง (9%) ชิ้นส่วนยานยนต์ (4%) และอื่นๆ
บล.พาย ประเมินหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบทางตรง ประกอบไปด้วย AH ,SAT, STA, HANA, DELTA, KCE
ส่วนกลุ่มอื่นๆอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมได้แก่ท่องเที่ยว (AOT ,CETEL ,MINT)
ค้าปลีก (BJC, CRC, CPALL, HMPRO) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK, KTB) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA) จากเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงขาลงมากขึ้นประกอบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจชะลอการท่องเที่ยวจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
โดยเศรษฐกิจไทยเสี่ยงจะถูกปรับคาดการณ์ลงจากเดิมทีที่สภาพัฒน์คาดการณ์จะขยายตัวได้ราว 2.8% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวก็เป็นไปได้ที่จะน้อยกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ ด้านการบริโภคก็จะรับผลกระทบทางอ้อมผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว สุดท้ายแล้วกำไรบริษัทจดทะเบียนอาจถูกปรับลง
หุ้นไทยแม้ปัจจุบันจะไม่แพงค่อนข้างถูกมากแต่เมื่อเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านทั้งเรื่องเศรษฐกิจภายในที่ย่ำแย่ พร้อมกับแรงกดดันจากต่างประเทศทำให้หุ้นไทยยังมีแนวโน้มปรับลงได้อยู่ ซึ่งอาจตามมาด้วยการปรับลด Multiple Valuation
การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้อาจไม่มีหุ้นได้ประโยชน์มีแต่หุ้นที่ผลกระทบน้อยสุดประกอบไปด้วยกลุ่ม Defensive อาทิ สื่อสาร (ADVANC INTUCH) โรงพยาบาล (BDMS)
วันนี้ 3 เม.ย. ประเมิน SET INDEX ปรับลงในกรอบ 1,140 – 1,170 รับแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯประกอบกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในแดนลบ (-4%) เกาหลีใต้ (-1.87%)
โดยเช้านี้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 34.4 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังไม่เร่งร้อนเข้าสะสมหุ้นเพราะความเสี่ยงยังค่อนข้างสูงและจากนี้เตรียมเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดประมาณการ ระยะสั้นหากประสงค์ลงทุนก็เน้นเพียง Defensive อาทิ โรงพยาบาล (BDMS)
บล.กรุงไทย เอกซ์สปริง เปิดโผหุ้นรับผลกระทบทางตรง TU,ITC,AAI,STGT และ SAPPE
บล.กรุงไทย เอกซ์สปริง ประเมินเบื้องต้นคาดเป็นผลลบต่อ Sentiment ตลาดฯโดยเฉพาะหุ้นส่งออก และเป็นความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการ GDP ปี 2568
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสหรัฐฯน่าจะยังเปิดช่องสำหรับการเจรจา จากการเว้นช่วงเวลาในการบังคับใช้ ขณะที่การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า จะส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเองด้วย
ผลกระทบรายหุ้นมีดังนี้
- TU มีรายได้ในตลาดสหรัฐฯราว 40% (ผ่านธุรกิจทูน่ากระป๋อง, กุ้งและอาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์) โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯราว 15% ในส่วนนี้อาจได้รับผลกระทบเชิงลบด้านความสามารถการแข่งขันจากอัตราภาษีที่เพิ่ม
- ITC 50% ของรายได้มาจาก Americas(สหรัฐฯ,แคนาดา,บราซิล และอื่นๆ)
- AAI 52% ของรายได้มาจากสหรัฐฯ
- STGT 20% ของรายได้มาจาก สหรัฐฯ
- ITC และ AAI อาจได้รับผลกระทบด้านการแข่งขันจากผู้ผลิตในสหรัฐฯที่เดิมต้นทุนสูงกว่าผู้ผลิตไทย
- STGT อาจได้รับผลกระทบจากการที่คู่แข่งหลักอย่างมาเลเซียถูกขึ้นภาษีตํ่ากว่าไทย 12%
- SAPPE มียอดขายส่งออกไปสหรัฐฯ 7%
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ต่อตลาดหุ้นไทย ดังนี้
มองมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ที่เก็บไทยในอัตรา 36% จะกระทบทางตรงต่อสินค้าสำคัญของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐ ดังนี้
1. ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ – มองเป็นลบต่อกลุ่มยานยนต์ โดยประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐคิดเป็น 9% ของการส่งออกรถยนต์ และคิดเป็น 6% ของการผลิตรถยนต์ (AH SAT STANLY NYT) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, DELTA, HANA)
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ - มองเป็นลบต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE)
3. ยางและผลิตภัณฑ์ยาง - มองเป็นลบต่อกลุ่มยางและถุงมือยาง (STA STGT มีส่งออกไปสหรัฐโดยตรง ขณะที่ NER จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากลูกค้าจีนที่ส่งออกยางไปยังสหรัฐ)
4. สินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว อาหารสุนัขและแมว ทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่า กุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้ง มะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าว สัปปะรดกระป๋อง - มองเป็นลบต่อ TU CFRESH COCOCO PLUS MALEE AAI ITC
5. อัญมณีและเครื่องประดับ - มองเป็นลบต่อผู้ส่งออกเครื่องประดับอย่าง PDJ
ขณะที่มองส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทย อาจส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนและการชะลอการขอสินเชื่อเพื่อส่งออก และเกิด Sentiment ลบต่อบรรยากาศการลงทุน
1. นิคมอุตสาหกรรม- มองนโยบายครั้งนี้อาจส่งผลกระทบให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อที่ดิน ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อ Backlog บางส่วน หุ้น ที่เกี่ยวข้อง AMATA WHA FTREIT (ความต้องการในการเช่าโรงงานและคลังสินค้าลดลง)
2. ธนาคาร - ส่งผลกระทบทางอ้อมในแง่อัตราการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์เล็กน้อย